Thursday, January 31, 2013

Let's walk..


พี่เป็นคนชอบเดินมาก ยิ่งถ้าได้เดินกับคนถูกใจ มีกาแฟหรือชาเย็นกันคนละแก้ว เดินไปคุยไปเป็นกิโลๆแบบไม่มีเหนื่อย ตอนอยู่ที่ไทยจะมีทางที่ชอบเดินเป็นประจำคือ เริ่มจากท่าพระจันทร์ เดินตัดธรรมศาสตร์มาถนนพระอาทิตย์แล้วเดินเข้าซอย 7-11 (พี่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) จนถึงถนนรามบุตรี แล้วเลี้ยวเข้าวัดชนะสงคราม ข้ามถนนเข้าไปที่ข้าวสารแล้วออกมาคอกวัวเพื่อขึ้นรถเมล์กลับบ้าน จุดมุ่งหมายในการไปแถวนั้นของพี่คือไป”คุย” แค่อยากเดินไปคุยไปคลายเครียด :)

Colorado เป็นรัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องออกกำลังกายและเป็นรัฐที่มีคนอ้วนน้อยที่สุดในประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคนเดินออกกำลังกาย หรือว่าวิ่งช่วงพักเที่ยงในวันทำงาน พี่เองก็เพิ่งมาเริ่มเดินออกกำลังกายช่วงพักเที่ยงตอนที่เพื่อนที่ทำงาน (ซึ่งเค้าเป็นนักวิ่ง ออกวิ่งแม้ในวันที่มีหิมะเต็มถนน) ชวนออกไปเดิน จนติดเป็นนิสัย ถ้าวันไหนไม่ได้เดินตอนเที่ยง พอขับรถถึงบ้าน พี่ก็จะออกไปเดินก่อนกลับเข้าอพาร์ทเม้น ช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็ออกไปเดินลูปใหญ่ที่สวนสาธารณะ ถึงเดินคนเดียวจะไม่ค่อยสนุกเหมือนเดินไปคุยไปที่ไทย แต่ความคิดนี้เริ่มเปลี่ยน เมื่อพี่เริ่มหาความสุขเล็กๆน้อยๆได้จากการเดินของพี่.. พี่มีความสุขเวลาที่เห็นคุณยาย เดินถือไม้เท้า ออกกำลังกายแล้ว ส่งยิ้มมาให้พี่ หรือตอนที่เจอคุณแม่ลูกอ่อน วิ่งไปพร้อมกับเข็นรถเข็น แถมจูงหมาวิ่งในเวลาเดียวกัน เห็นเค้าแรงเยอะ พี่ก็หายเหนื่อย มีความสุขกับเค้าไปด้วย


Boston, MA - August, 2011


เวลาไปเที่ยวเมืองใหม่ๆ ที่ที่พี่ต้องไปทุกครั้งคือสวนสาธารณะ เพราะพี่เชื่อว่า มันเป็นที่ที่สื่อชีวิตคนในเมืองนั้นๆได้ดีมาก เช่นที่ Denver เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะรวมพื้นที่เยอะเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ถ้าไปแล้วจะเห็นคนออกกำลังกายกันเยอะ สมแล้วที่เป็นเมืองหลวงของ Colorado, The Healthiest State ซึ่งต่างจากสวนสาธารณะใจกลาง Boston ที่ไปแล้วจะเห็นคนถือกาแฟนั่งคุยกันซะมากกว่า

แล้วครั้งต่อๆไป พี่จะมาเล่าเรื่องสวนสารณะอย่างละเอียดอีกที แต่ต้องขอใช้เวลาขุดความจำและทำการบ้านกันนิดนึง :)


Mellow tiger..




ปล. วันนี้เขียนน้อยเพราะปวดต้นคอมาก (อาการที่โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่เป็นกัน) เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป้นคนเขียนโค้ดมืออาชีพแล้ว - -"

Tuesday, January 29, 2013

แอ่วเชียงของ ล่องห้วยทราย






1.

สถานีขนส่งเชียงรายบ่ายวันนั้นแม้จะไม่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่ก็ยังมีรถโดยสารจำนวนมากให้บริการเดินทางระหว่างจังหวัด สอดส่ายสายตาหารถไปต่างอำเภอ สมุดที่ถืออยู่ในมือปรากฏชื่อ “เชียงราย-เทิง-เชียงของ” มีโน้ตย่อเขียนกำกับเอาไว้ว่า “วิ่งเส้นในเมือง ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า” เมื่อมองแล้วมองอีกยังไม่เห็นมา พลันสายตาก็ปะทะกับรถอีก 2 สาย “เชียงราย-พญาเม็งราย-เชียงของ” คันสีส้ม และ “เชียงราย-เวียงเชียงรุ้ง-ห้วยซ้อ-เชียงของ” คันสีเขียว

“คันสีเขียวออกสี่โมง ใช้เส้นนอก ใช้เวลาเดินทางสามชั่วโมงกว่า ส่วนคันสีส้มออกสี่โมงครึ่ง แต่วิ่งเส้นใน ไม่น่าจะเกินสามชั่วโมง” เพื่อนสาวผู้ร่วมทางแจกแจงข้อมูลโดยละเอียด มองดูนาฬิกา อีก 10 นาที จะสี่โมงเย็น หันไปมองคันสีส้มทางซ้ายยังไม่มีผู้โดยสาร จึงแอบแลไปทางคันสีเขียวด้านขวา พี่กระเป๋ารถที่ยืนจ้องอยู่แล้วส่งสายตาเชิญชวนมาให้พร้อมประโยค "ขึ้นเลยน้องขึ้นเลย"

ด้วยไม่อยากถึงที่พักแบบฉิวเฉียดเที่ยงคืนเหมือนซินเดอเรลล่า เราจึงไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถสีเขียว ไม่หวั่นแม้ว่าจะวิ่งอ้อมและทำให้ช้าไปบ้าง

16.00 น. ล้อหมุนตรงเวลา มองป้ายข้างรถแล้วกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ

จุดหมายปลายทางของเราวันนี้อยู่ที่ “เชียงของ”



2.

รถสาย “เชียงราย-เวียงเชียงรุ้ง-ห้วยซ้อ-เชียงของ” พาคณะผู้ร่วมทางเบี่ยงจากถนนสายหลักสู่ถนนนอกเมืองที่เต็มไปด้วยนาข้าวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หลังจากผ่านปลายฝนต้นหนาว-ฤดูกาลที่ข้าวตั้งท้อง ช่วงเปลี่ยนผ่านปีเช่นเดือนธันวาคมเช่นนี้ก็ถึงเวลาที่ข้าวจะสุกงอมพอให้เก็บเกี่ยว ทิวทัศน์สองข้างทางที่เราเห็นจึงเป็นทุ่งรวงทองตัดกับท้องฟ้าสีคราม เป็นทิวทัศน์งดงามที่ประทับอยู่ในใจยากจะลืมเลือน




3.
“เชียงของ” เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เมื่อเทียบกับอำเภออื่นๆ ในเชียงรายแล้วต้องถือว่าเป็นอำเภอขนาดใหญ่พอสมควร ภูมิประเทศของเชียงของเป็นพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขา นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีประชากรหลากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวลาวและชาวไทยภูเขาเช่นไทลื้อ มูเซอ ม้ง ฯลฯ เนื่องด้วยการเป็นเมืองชายแดนติดกับประเทศลาว ทำให้มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ขนถ่ายสินค้าระหว่างไทย-ลาวสัญจรบนถนนให้เห็นอยู่ตลอด นอกจากรถบรรทุกที่ถ่ายโอนแลกเปลี่ยนสินค้าจากทั้งสองฝั่งแล้ว ผู้คนจากไทยและลาวก็ยังข้ามฝั่งไปมาหาสู่กันเสมอ “ความเป็นไทย” และ “ความเป็นลาว” ของสองฟากฝั่งไม่ได้แยกห่างออกจากกันอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับที่ความเป็นบ้านพี่เมืองน้องเกิดขึ้นอย่างแท้จริงและเป็นจริงที่เมืองชายแดนเช่นนี้

เชียงของไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว-หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต “ความเป็นเชียงของ”ที่เรามองเห็น จึงหมายถึงการเป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่เมืองหนึ่ง ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างธรรมดา ไม่เรียบง่ายถึงขนาดปฏิเสธผลพวงที่ตามมาจากระบบทุนนิยม แต่ก็ไม่ได้เจริญถึงขั้นกลายเป็นเมืองใหญ่ที่วุ่นวายและแออัด

เราจะไม่พบร้านกาแฟสุดเก๋ที่มีเสื้อยืดสกรีนคำว่า “เชียงของ” หรือโปสการ์ดที่เต็มไปด้วยคำว่า “เชียงของ” ที่นี่ จะไม่มีมุมถ่ายรูปยอดฮิต โรงแรมและเกสต์เฮ้าส์มีให้เห็นอยู่มาก แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวเหมือนเมืองอีกหลายเมืองในช่วงไฮซีซั่น แต่สภาพความเป็นเมืองเหนือที่ผู้คนน่ารัก ใจดี มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัดวาอารามให้เข้าไปค้นหาความเป็นล้านนา และทัศนียภาพที่สวยงาม ก็เป็นรูปแบบความงามอีกแบบที่น่าเข้าไปสัมผัส




4.

เราใช้เวลาเดินเล่นในตัวเมืองเชียงของอยู่ค่อนวัน โดยเฉพาะในเขตบ้านหัวเวียงซึ่งถือได้ว่าเป็นเขตที่ผู้คนต่างถิ่นนิยมมาพักอาศัยมากที่สุด เดินดูร้านรวง เดินผ่านร้านอาหาร ได้ชิมอาหารท้องถิ่นหลายอย่าง เช่น“ข้าวซอยน้ำหน้า” ที่พี่สาวคนขายแนะนำว่าเป็นอาหารเฉพาะของอำเภอเชียงของ ได้ชื่นชมวัดวาอาราม ทั้งวัดหลวง วัดแก้ว วัดศรีดอนชัย และอีกหลายๆแห่ง หรือกระทั่งได้มีโอกาสสังเกตเห็นป้ายบอกถนนในเมืองนี้ที่มีรูปปั้นปลาบึกตัวเล็กๆ ติดอยู่ที่ด้านข้างของป้าย

แน่นอนว่าต้องเป็นปลาบึก เพราะปลาบึกเป็นปลาขึ้นชื่อของที่นี่ ไม่เพียงแต่เป็นอาหารอันโอชะในมื้อพิเศษ ปลาบึกยังเป็นปลาที่อยู่คู่บ้านคู่เมือง คู่ลำน้ำโขงริมเชียงของมาเนิ่นนาน จนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไปเสียแล้ว สำหรับเมืองเชียงของ นอกจากเดือนเมษายนของทุกปีจะเป็นเดือนแห่งงานมหาสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่-มีกล้วยอบเนยจากบ้านศรีลานนา ผ้าทอจากบ้านศรีดอนชัย หรือหัตถกรรมบ้านสถานมาให้ผู้คนได้เลือกสรรกันแล้ว ยังเป็นช่วงเดือนที่ชาวเชียงของจะทำพิธีบวงสรวงและล่าปลาบึก เพื่อสืบต่อพิธีกรรมอันยึดโยงชาวเชียงของไว้ด้วยกันนี้ด้วย

หลังจากชมเมืองเชียงของ เราเดินทางไปยังท่าเรือบั๊ค เพื่อข้ามฝั่งไปยังเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การข้ามฟากไปยังอีกฝังง่ายดายราวนั่งเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา เพียง 30 บาท เราก็ได้เข้าไปนั่งในเรือรับจ้างลำใดลำหนึ่งซึ่งมีอยู่มากมายริมสองฝั่งแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงที่คั่นกลางระหว่างเชียงของ-ห้วยทรายเป็นแม่น้ำโขงที่ไม่กว้างนัก ในเวลาไม่ถึง 2 นาทีเราจึงข้ามไปถึงดินแดนลาวได้โดยสวัสดิภาพ






ด้วยสภาพของเมืองชายแดน, ห้วยทรายก็ไม่ต่างจากเชียงของ ตลาดที่นี่เต็มไปด้วยสินค้าที่ไหลทะลักมาจากเมืองไทย ที่มีมากไม่แพ้กันคือของจากเมืองจีน ทั้งของใช้ เสื้อผ้า อาหารและขนมขบเคี้ยว รถรับจ้างจากเมืองลาวพาเราตระเวนรอบๆ แขวงบ่อทราย ตลาดอินโดจีนหรือที่คนลาวเรียกว่า “ตลาดจีน” เป็นสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวจากต่างแดนต้องมาแวะ ตลาดที่นี่คือหลักฐานชั้นเยี่ยมที่ยืนยันให้เห็นว่าชาวจีนและสินค้าจีนเดินทางหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเล็กๆ แห่งนี้มากเพียงใด จากนั้นเราเดินทางไปตลาดลาว แม้จะไม่ใหญ่เท่าตลาดจีน แต่คึกคักและมีชีวิตชีวากว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นตลาด “ของจริง” ที่เป็นศูนย์รวมสินค้าอุปโภคบริโภคของชาวลาว ผักสด เนื้อหมูเนื้อไก่ ขนมขบเคี้ยว รวมทั้งเสื้อผ้าและเครื่องใช้อื่นๆ หาได้ทั้งหมดที่นี่ แม้แต่ศูนย์ให้บริการ 3G ก็ยังอยู่ในบริเวณตลาด

หลังจากทัวร์ตลาดและเดินลัดเลาะไปตามบ้านเรือนในเมืองห้วยทราย เราเดินเที่ยววัดในเขตลาวเท่าที่สองเท้าจะพาก้าวเดินไปได้ เมืองลาวเป็นเมืองที่วัดมากไม่ต่างจากเมืองไทย แต่วัดของลาวเท่าที่สังเกตได้จะไม่เน้นความวิจิตรบรรจง การตกแต่งอันวิจิตรพิสดารเท่าวัดไทย หากแต่จะเน้นใช้สีสันจัดจ้านของโบสถ์วิหาร พระพุทธรูป และจิตรกรรมฝาผนังเป็นสื่อกลางเพื่อส่งสารแก่พุทธศาสนิกชนและเหล่าผู้มาเยือน

เราเดินชมบ้านเมืองจนเย็นย่ำ ห้าโมงกว่าๆ จึงข้ามฝั่งกลับไปยังไทยเนื่องจากนายด่านเตือนเมื่อครั้งข้ามเข้ามาว่าด่านจะปิดเวลาหกโมงตรง ด่านตรวจคนเข้าเมืองยามเย็นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เสียงพูดคุยหยอกล้อและหัวเราะร่าของพวกเขา ทั้งพวกที่ข้ามมาจากไทย และพวกที่กำลังจะกลับไปยังฝั่งไทย ทำให้เราอดปลื้มใจไม่ได้ว่าประเทศของเราและประเทศเพื่อนบ้านยังมีสิ่งดีๆ ที่ทำให้คนต่างถิ่นมาสัมผัสและมีความสุข





5.

เช้าวันที่สามที่เชียงของ เราตื่นในเวลาที่เร็วเกินกว่าจะเรียกว่าเช้า

ตีสี่ครึ่งสำหรับคนทั่วไปอาจจะยังเช้าสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ แต่สำหรับตลาดเช้าหรือ “กาดเช้า” ใกล้ๆ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงของ เวลาตีสีครึ่งถึงตีห้านั้นก็ถือว่า “สาย” เสียแล้ว

“เอารังผึ้งไหม นี่เหลือชิ้นสุดท้าย เดี๋ยวตลาดจะวายแล้ว” พ่อค้าขายขนมรังผึ้งร้องบอกเราในเวลาตีห้า

ใช่, ตีห้าคือเวลาใกล้ตลาดวาย สืบความมาได้ว่าตลาดเช้าที่นี่เปิดขายตั้งแต่เวลาตีสามถึงหกโมงเช้า ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะออกมาจับจ่ายสินค้ากันตั้งแต่เวลาตีสามถึงตีสี่ ทั้งวัตถุดิบเช่นผักและเนื้อ ทั้งอาหารปรุงเสร็จทั้งอาหารคาวอาหารหวาน ทั้งหมดหาซื้อได้ที่นี่ แม้กระทั่งลอตเตอรี่ซึ่งนิยมขายกันอยู่หลายเจ้า กาดเช้าแห่งเชียงของจึงเป็นหนึ่งในตลาดเช้าที่คึกคักมากที่สุดเท่าที่เราจะได้พบ

ฟ้าเริ่มสางหลังจากเราเดินออกมาจากตลาด ถนนหนทางในเชียงของยังว่างโล่ง เราเดินเล่นกันกลางถนนประหนึ่งเป็นถนนคนเดินอย่างแท้จริง เดินลัดเลาะถนนไปจนถึงริมแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงยามเข้าสวยราวภาพวาด อากาศเย็น หมอกลงจางๆ พอให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล แม่น้ำทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แต่เข้านี้ที่นี่ไม่ได้มีเพียงเรา หากยังมีชาวบ้านผู้ใช้พื้นที่ริมน้ำเป็นแปลงเกษตรขนาดย่อม ปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิดอีกด้วย

เราไม่รอช้า เดินเข้าไปใกล้คุณลุงคนหนึ่งผู้ดัดแปลงพื้นที่ริมโขงเป็นพื้นที่ปลูกถั่วงอก มองดูเขาลำเลียงถังทรายมาไว้ริมโขงถังแล้วถังเล่า เมื่อแอบชะโงกดู ภายในถังแต่ละถังเต็มไปด้วยถั่วงอกผลิยอดแตกใบขาวอวบน่ากิน

“ปลูกเอาไว้ประมาณห้าวันก็เอาไปร่อนทรายออก ปลูกเอาไปขายที่กาดเช้านั่นแหละ ผักที่ขายที่นั่นก็ปลูกกันแถวนี้ทั้งนั้น” คุณลุงบอกพร้อมสาธิตวิธีร่อนทรายออกจากถังปลูกถั่วงอกให้เราได้ชม

สำหรับเมืองธรรมดาเช่นเชียงของ อาชีพเกษตรกรรมยังคงเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน โดยเฉพาะการปลูกผักสวนครัวริมลำโขงเช่นที่เห็นนี้ เราจึงเห็นว่าเมืองเล็กแห่งนี้ไม่เคยขาดแคลนพืชผักสดใหม่ไว้ใช้ปรุงอาหารเลย

ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นริมน้ำอยู่พักใหญ่ เราก็ได้พบคุณแม่ยังสาวชาวญี่ปุ่นพาลูกชายเล็กทั้งสองมาสูดอากาศยามเช้าริมโขง ได้สนทนากันเล็กน้อยจึงพบว่าเธอเป็นชาวญี่ปุ่นที่ย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดมาอยู่ที่เชียงใหม่ได้หลายปีแล้ว ช่วงนี้มีเวลาว่างจึงได้พา “ยูตะคุง” และ “เซตะคุง” หนุ่มน้อยตัวจิ๋วมาเที่ยวเมืองชายแดนแห่งนี้  ด้วยความที่อยู่เมืองไทยมานาน เธอจึงพูดภาษาไทยได้คล่อง เราจึงมีโอกาสได้ต่อบทสนทนากับเธออีกเล็กน้อยก่อนแยกทาง

เราเอ่ยลากันในยามที่แสงอาทิตย์ฉาบทาทั่วท้องฟ้า นอกจากคุณแม่ยังสาวผู้นี้ เชียงของยังเต็มไปด้วยนักเดินทางชาวต่างชาติที่แวะเวียนมาชื่นชมความงามของธรรมชาติอีกหลายต่อหลายคน  เกือบทั้งหมดเดินทางมาแบบแบ็กแพ็ค แต่งตัวทะมัดทะแมง สะพายเป้ซึ่งใหญ่กว่าที่ไหล่และแผ่นหลังน่าจะแบกรับได้ สงบเสงี่ยมและดูมีรสนิยมวิไล

ใช่, นักท่องเที่ยวที่เมืองนี้โดยส่วนใหญ่มาฐานะนักเดินทางผู้เพลินทาง มิใช่นักท่องเที่ยวผู้มาตามกระแสความนิยมเท่านั้น




6.

เราบอกลาเชียงของด้วยเส้นทางสาย “เชียงของ-พญาเม็งราย-เชียงราย” เส้นทางสายใหม่ที่เป็นป่าเขาและเต็มไปด้วยทางคดเคี้ยวมากกว่าขามา แต่ความรู้สึกเมื่อยามได้เปิดหน้าต่างให้กว้างสุดกว้าง มองออกไปให้ไกลสุดลูกหูลูกตานั้นก็ทำให้หัวใจพองโตได้ไม่ต่าง ความเป็นธรรมดาและธรรมชาติของเมืองทำให้ใครก็ตามที่เดินทางมาสัมผัส หลวมตัวหลงรักเมืองนี้ได้ไม่ยาก

หากจะเปรียบไปแล้ว เสน่ห์ของเชียงของก็เหมือนเสน่ห์ของหญิงสาวผู้น่ารักและมีชีวิตชีวา มากกว่าหญิงสาวผู้สวยสะพรั่ง เป็นความสวยที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณา ต้องใช้ดวงตาที่สามเพื่อมองให้เห็นความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดา และหากจะว่ากันตามจริงแล้ว ความสวยที่ไม่น่าเบื่อเช่นนี้ก็น่าอยู่ใกล้ๆ เพื่อค้นหามากกว่าความสวยที่ประจักษ์ชัดเมื่อแรกสบตาเป็นไหนๆ


Sunday, January 27, 2013

เสียงและฉากจากช่างผมไทยราชบุรี




เป็นงานที่ถ่ายเก็บไว้เมื่อคราวไปทำสารคดีที่ราชบุรีเมื่อต้นปีที่แล้ว อยู่คุยกับคุณลุงประมาณชั่วโมงซึ่งเป็นร้านที่ฉันใช้เวลาเก็บภาพนานที่สุดในวันนั้น คุณลุงแกเล่าว่าแกเริ่มทำร้านตัดผมมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ส่วนที่นี่ที่เป็นทั้งบ้านและร้านก็สร้างมาเกือบห้าสิบปีแล้ว แกยังเล่าถึงลูกทั้งสามคนของแกอีกว่าไปทำงานที่กรุงเทพฯกันหมด นานๆ ถึงจะกลับบ้านที พอเล่ามาถึงตรงนี้ฉันรับรู้เลยว่าลุงแกคงคิดถึงลูกๆ มาก แต่จะให้รั้งอยู่ด้วยกันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก 

ในวีดีโอนี้ฉันเลือกตัดมาตอนช่วงที่แกเล่าถึงสมาคมช่างผม ฉันเองแปลกใจมากว่าแต่ละจังหวัดเขามีชมรม-สมาคมอะไรแบบนี้กันด้วย เป็นความคิดที่เจ๋งมาก ไม่แน่ใจว่าอารมณ์คล้ายสมาคมแม่บ้านทหารบกรึเปล่า และแม้การสนทนากับคุณลุงจะได้น้ำมากกว่าเนื้อแต่เราก็สนุกมากกับการพูดคุยในครั้งนั้น

"อาชีพเดียวกันก็รักกันไว้" คุณลุงแกว่าไว้อย่างนั้น





ตัดงานดิบไปหน่อย และตอนนั้นกล้องยังไม่เป็น HD





That Original Frippo


Thursday, January 24, 2013

Home sick..


ตอนแรกพี่ว่าจะเขียนเรื่องปัญหาโรคอ้วนของคนอเมริกา แต่ว่าเปลี่ยนใจขอมาเล่าเรื่อง Home sick หรือความคิดถึงบ้านดีกว่า เพราะว่ามันเข้าสถานการณ์ของพี่ช่วงนี้อย่างมาก...

Home sick คืออาการคิดถึงบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเวลาที่ย้ายถิ่นฐานใหม่ๆไกลจากบ้าน จากครอบครัวและเพื่อน ความหนักหนาของอาการก็ขึ้นอยู่กับคนๆนั้นว่ามีความผูกพันกับที่บ้าน หรือว่าเคยชินกับการอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวหรือเพื่อน มากน้อยแค่ไหน

ถึงแม้ส่วนมากอาการนี้จะเกิดตอนที่เราย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ แต่จากประสบการณ์ของพี่และเพื่อนหลายๆคน เห็นตรงกันว่า อาการคิดถึงบ้านจะสาหัสมากที่สุดตอนที่กลับมาจากการเยี่ยมบ้านที่ไทย เพราะว่าเราปรับตัวอยู่ที่นี่(แบบเหงาๆ)ได้แล้ว กลับบ้านไปก็เหมือนการสะกิดแผลขึ้นมาอีกรอบ พอแผลมันเปิดรอบนี้มันก็หายยากกว่าเดิม พี่กลับบ้านไปตอนเดือนธันวาปี 2553 ครั้งนั้นต้องบินออกจากไทยตอนเช้า แต่พี่เพิ่งมานั่งจัดกระเป๋าตอนตีสอง อิดออดตลอดเวลาที่เอาของใส่กระเป๋า เหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กที่เริ่มเข้าอนุบาลแล้วไม่อยากไปโรงเรียน… ถามแม่ตลอดว่า ”ไม่กลับไปได้มั้ย”


Bangkok, Thailand

นี่คือสาเหตุที่พี่ไม่ได้กลับบ้านมาสองปีแล้ว ไม่อยากกลับมาแล้วต้องมาปรับตัวกันอีกรอบ ครั้งที่กลับมาใหม่ๆตอนนั้น วันนึงพี่ตื่นแล้วมีความคิดแรกคือจะไปกินกาแฟแล้วนั่งคุยกับแม่ ซึ่งเป็นกิจวัตรที่พี่ทำทุกวันตอนเช้าที่อยู่ไทย แต่พอลืมตา พี่เห็นห้องของตัวเอง แล้วก็คิดได้ว่านี่ชั้นอยู่อเมริกานี่ หลังจากนั้นพี่ก็ร้องให้โฮ ในตอนนั้นห้องพี่มีของเต็มไปหมด แต่มันรู้สึกโล่งโหวงเหวงมาก

เวลาคิดถึงบ้านมากๆ พี่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า สมัยนี้ยังดีมีโทรศัพท์ อีเมลล์ สามารถสื่อสารกับที่บ้านได้ทันที ต่างจากที่คนสมัยก่อนทางติดต่อที่สะดวกคือจดหมาย กว่าจดหมายจะมาถึงผู้รับที่ไทย ตอนนั้นปัญหาที่ผู้ส่งเขียนมาระบายอาจคลี่คลายไปแล้วก็ได้ (มีใครจำแอร์เมลล์ หรือเจ้ากระดาษแผ่นบางๆสีฟ้าได้มั้ย ที่คนเขียนต้องเขียนกันตัวละเอียดยิบ ใช้พื้นที่ให้คุ้มที่สุด เพื่อส่งไปให้คนไกลบ้าน) สมัยนี้ยังดีที่สามารถโทรศัพท์ติดต่อคนที่บ้านได้ทันที สมัยก่อนเรื่องเห็นหน้าค่าตาคงไม่ต้องพูดถึง ต้องส่งรูปกันทางจดหมายเท่านั้น สมัยนี้สะดวกกว่าเยอะทั้งเฟซบุ๊ค Skype วีดีโอแช็ท ที่สามารถคุยกัน เห็นความเปลี่ยนแปลงของคนไกลให้หายคิดถึงกันบ้าง

แต่ละคนก็มีวิธีการแก้ปัญหาการคิดถึงบ้านต่างกัน บางคนก็ทำหากิจกรรมทำ ไปเที่ยว หรือว่าบางคนก็แก้ปัญการนี้ด้วยการบินกลับบ้านบ่อยๆ และการมีเพื่อนสนิทที่นี่ก็ทำให้ความคิดถึงบ้านลดน้อยลงไปได้ ยิ่งถ้ามีเพื่อนที่สนิทจนกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัว ก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านไปได้เยอะ

ตอนนี้อาการคิดถึงบ้านมันคุกคามพี่อย่างรุนแรง ไม่รู้เพราะมันถึงจุดอื่มตัวที่อยู่ที่นี่แล้ว หรือว่าเพราะจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้ หรือว่าเพราะปัญหาส่วนตัวเรื่องอื่น บางอย่างที่เมื่อก่อนชอบทำคนเดียวแล้วมีความสุข เช่นเที่ยวหรือดูหนัง ก็กลายเป็นกิจกรรมน่าเบื่อ การออกไปพบปะผู้คนก็ไม่ได้ช่วยให้ความคิดถึงบ้านน้อยลง อาจฟังดูแย่ แต่พี่เหนื่อยกับการที่ต้องดูแลตัวเอง ทั้งๆที่ปกติแล้วก็เป็นคนทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอด แต่ว่าทุกอย่างคงดีขึ้นถ้าเรามีคนเรารัก (ครอบครัวและเพื่อน) คอยรับฟังเวลาเรามีปัญหา หรือแค่ยิ้มให้ ได้พบปะพูดคุย ปัญหาหรือความเครียดที่เรามีก็เบาบางลง ... บางครั้งพี่สงสัย ว่าคนรอบข้างที่พี่เจอกันทุกวัน เค้าจะรู้มั้ยนะว่าพี่เหงาและคิดถึงบ้านขนาดนี้

ขอโทษที่วันนี้เรื่องที่เล่าดูส่วนตัวไปนิดนึง เหมือนกลายเป็นบ่นซะงั้น แต่มันอาจจะโดนใจคนไกลบ้านหลายๆคนเนอะ :)


Mellow tiger..




ฟังเพลงนี้ทีไร แล้วคิดถึงบ้านทุกที

Tuesday, January 22, 2013

หนีกรุงไปเที่ยวคุ้งบางกะเจ้า


"ถึงปากลัดแลท่าชลาตื้น  ดูเลื่อมลื่นเลนลากลำละหาน  เขาแจวจ้วงล่วงแล่นแสนสำราญ   มาพบบ้านบางระเจ้ายิ่งเศร้าใจ  อนาถนิ่งอิงเขนยคะนึงหวน  จนจวบจวนแจ่มแจ้งปัจจุสมัย  ศศิธรอ่อนอับพยับไพ  ถึงเชิงไทรศาลพระประแดงแรง" - นิราศเมืองแกลง, สุนทรภู่ 

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักชื่อบางกะเจ้า และหลังจากต้องท่องนิราศบทนั้นติดต่อกันเป็นเวลาร่วมภาคการศึกษา ภาพจำของบางกะเจ้าสำหรับฉันจึงเป็นสถานที่ที่สุนทรภู่เคยล่องเรือผ่านขณะเดินทางไปเมืองแกลง หลายปีผ่านไป กลับมาได้ยินชื่อนี้อีกครั้งเมื่อเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งถามขึ้น “เคยไปเที่ยวบางกะเจ้าไหม”  ด้วยไม่คิดว่าชื่อเช่นนี้จะเป็นสถานที่สำหรับ 'เที่ยว' ได้ จึงได้ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองถึง อ.พระประแดง ในคุ้งน้ำลักษณะคล้ายเกาะล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ใคร ๆ ขนานนามกันว่า บางกะเจ้า

สวนหมากแดงในคุ้งบางกะเจ้า

บางกะเจ้าคือดินแดนในฝันของคนกรุง ข้อมูลบางแห่งจากอินเตอร์เน็ตว่าไว้ เมื่อเราเดินทางไปถึง ภาพที่เห็นเป็นยิ่งกว่าดินแดนในฝัน เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แม้แต่สิ่งที่เราจะจินตนาการได้เมื่ออยู่ในเมือง ภาพต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับแทนรั้ว คันคลองร่องสวนที่ยังอุดมสมบูรณ์ ถนนหนทางที่ร่มรื่นไร้มลพิษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เลิกกังขาต่อคำยกย่องของนิตยสารไทมส์ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ว่าบางกะเจ้าเป็น The Best Urban Oasis Of Asia

ป่าจาก  ต้นจากนั้นถือเป็นพืชประจำถิ่นของบางกะเจ้า


คุ้งบางกะเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ประกอบไปด้วย ๖ ตำบล ได้แก่ ต.ทรงคนอง ต.บางยอ ต.บางกระสอบ ต.บางน้ำผึ้ง ต.บางกอบัว และ ต.บางกะเจ้า  ทั้ง ๖ ตำบลอยู่รวมกันในพื้นที่เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำคดโค้งไปมา ทำให้ใครต่อใครต่างเรียกที่นี่ด้วยชื่อที่น่ารักน่าชังว่า 'กระเพาะหมู'  คนในพื้นที่นอกจากจะมีคนไทยแล้ว ยังมีคนมอญซึ่งอพยพเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สร้างบ้านแปงเมืองอยู่ในพื้นที่นี้จนบางกะเจ้ากลายเป็นแหล่งอารยธรรมมอญที่สำคัญแห่งหนึ่งในประเทศไทย

เราไปถึงบางกะเจ้าในเช้าวันเสาร์ ตกลงใจจะสำรวจพื้นที่บางกะเจ้าด้วยพาหนะสองล้ออย่างจักรยาน เพราะจักรยานเป็นพาหนะหลักของชาวบ้านที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากการการกินข้าวหรือการอาบน้ำ วิธีที่ดีทีสุดทีจะรู้จักที่นี่จึงเป็นการลงไปสัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริงในรูปแบบของพวกเขาด้วย

ตลอดเส้นทางปั่นจักรยานในบางกะเจ้าจะมีป้ายบอกทางปักไว้


ก่อนเริ่มปั่นจักรยาน เราตรงไปยังบ้านลุงกุล ใน ต.บางยอ ลุงกุลเป็นผู้เชี่ยวชาญการขี่จักรยานในพื้นที่บางกะเจ้า และเปิดบ้านของลุงเป็นศูนย์การเรียนรู้การท่องเที่ยวด้วยจักรยาน เป็นจุดให้ความรู้เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวผู้มาใหม่และยังเป็นจุดนัดพบของสิงห์นักปั่นที่นิยมชมชอบการมาขี่จักรยานในคุ้งบางกะเจ้า  เส้นทางปั่นจักรยานที่คุณลุงมีให้ผู้มาใหม่เลือกสรรมี ๓ ทาง ทางแรกเป็นทางวิบาก ระยะทางกว่า ๒๕ กิโลเมตร ทางที่สองเป็นทางกึ่งวิบากกึ่งสบาย ปั่นผ่านถนนใหญ่บ้างร่องสวนบ้าง ระยะทางรวม ๑๗ กิโลเมตร ทางสุดท้ายเป็นทางสำหรับมือใหม่ ระยะทางราว ๗ กิโลเมตร เราตกลงใจเลือกทางเส้นที่สองหรือที่แอบตั้งชื่อให้ว่า 'ทางสายกลาง' แล้วเริ่มต้นปั่นไปพบความสงบงามแห่งบางกะเจ้ากันในเช้าวันนั้นเอง

เริ่มปั่นล่ะนะ !

เส้นทางจักรยานเริ่มที่ ต.ทรงคนอง เราปั่นผ่านถนนเส้นหลักในคุ้งบางกะเจ้าคือ ถ.เพชรหึงษ์ ทางคอนกรีตที่ยังมีรถยนต์ให้ได้พบเจอ จากนั้นลุงกุลผู้อาสานำทางเราปั่นก็พาเราตรงขึ้นไปยัง ต.บางยอ และเลี้ยวขวาเข้าไปยัง ต.บางกระสอบ ที่บางกระสอบนี่เองที่ทำให้เรารู้สึกอย่างแท้จริงว่าที่นี่คือสถานที่ในอุดมคติที่คนเมืองไม่อาจจินตนาการได้  สวนป่าบางกระสอบร่มรื่นไปด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มากมาย จิก ลำพู ลำแพน รวมทั้งไม้เศรษฐกิจอย่างตะกู  มีสัตว์น่ารักอย่างกระรอก กระแตปีนป่ายต้นไม้ ระยะห่างระหว่างไม้ต้นใหญ่แต่ละต้นเรายังเห็นกล้าไม้มากมายปลูกแซม “หลักการปลูกไม้ของที่นี่คือจะไม่ตัดต้นไม้เก่าทิ้งแต่จะปลูกต้นใหม่ขึ้นแซมต้นเก่า” คุณลุงกล่าว ฉับพลันที่มองสวนป่าที่มีทั้งไม้เล็ก-ใหญ่ มีสัตว์เล็กสัตว์น้อยอาศัยป่าเพื่อการเจริญเติบโตนั้นเองที่เราตระหนักได้ว่า นี่คือตัวอย่างการเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยของสิ่งมีชีวิตด้วยกันอย่างแท้จริง

จากบางกระสอบเราไปต่อยังบางน้ำผึ้ง ตำบลที่เรียกได้ว่าคึกคักมากที่สุดตำบลหนึ่ง ที่นี่มีตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของคนในชุมชน ขายของที่ผลิตโดยคนในชุมชนเอง เป็นการร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาชุมชน และที่หลังตลาดแห่งนี้ก็ยังมีสวนป่าบางน้ำผึ้ง มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติขนาดเล็กที่มีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่บางกะเจ้ารวมทั้งความรู้เชิงนิเวศวิทยา ป้ายความรู้และของจริงที่อยู่ตรงหน้าทำให้เรารู้ว่าต่อจากนี้เราควรปฏิบัติต่อพื้นที่สีเขียวที่เราพึ่งพาอาศัยอยู่อย่างไร

Bangkok tree House บ้านพักสุดหรูในบางกะเจ้าที่เราบังเอิญได้พบ


มีข้อความดีๆแปะไว้ทั้งบ้านเลย

ลุงกุลเห็นเราสนุกกับการปั่นจักรยานลัดเลาะสวน จึงเอาใจด้วยการพาออกนอกเส้นทางสายกลาง ลัดเลาะไปยังคันคลองร่องสวนใน ต.บางน้ำผึ้ง เข้าไปยังสวนป่าเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ทางเส้นนี้ทั้งสวยทั้งน่าหวาดเสียว เกือบทั้งเส้นทางเป็นทางปูนยกระดับความกว้างประมาณ ๑ เมตร  ทางบางช่วงมีราวกั้น บางช่วงมีราวฝั่งเดียว แต่หลายช่วงสุดหวาดเสียวด้วยไม่มีราวทั้งสองข้าง และรอบข้างเป็นคันคลองร่องสวนและแม่น้ำ จุดที่หวาดเสียวที่สุดคือทางโค้ง  บางคนในกลุ่มเราเลี้ยวพลาด พลัดตกลงไปในร่องสวนเกิดเสียง “ตุ้บ!” ใหญ่ กว่าจะตะกายขึ้นมาจากร่องสวนได้ก็ใช้เวลาสักพัก เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน พี่ชายผู้ตกร่องสวนสารภาพว่ากำลังหักหลบกองขี้หมากองใหญ่ทำให้ตีวงจักรยานพลาดพลัดตกลงไปในสวน แต่เรื่องที่น่าเศร้าก็คือเมื่อตะกายจากร่องสวนขึ้นมาบนทางปูนได้ กลับมาเหยียบกองขี้หมาที่หักหลบตอนแรกเข้าอย่างจัง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้เราสรุปกันได้ว่า เจอขี้หมาดีกว่าเจอน้ำคลอง !

สวนป่าบางน้ำผึ้ง สวย สงบ ร่มรื่น

จากบางน้ำผึ้ง เราไปต่อกันที่บางกอบัว ที่บางกอบัวมีวัดบางกอบัว วัดมอญเก่าแก่ จากนั้นก็ปั่นล่องไปถึงตำบลสุดท้าย ต.บางกะเจ้า พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพันธุ์ปลากัดหายากและมีนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองพระประแดง และยังมีสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย ทั้งขี่จักรยาน ดูนก ให้อาหารปลา หรือว่าจะเดินเล่นศึกษาธรรมชาติเฉย ๆ ก็ประทับใจได้มากเพียงพอ  บรรยากาศภายในสวนแสนร่มรื่น เราขี่จักรยานปะปนเข้าไปกับกลุ่มนักปั่นกลุ่มใหญ่  สวนสวยและอากาศที่บริสุทธิ์เหล่านี้เป็นผลมาจากกฎของชาวบ้านในคุ้งบางกะเจ้าที่ว่า “ห้ามตัดต้นไม้ทุกต้น”  ต้นไม้ทุกต้นในผืนดินผืนนี้จึงมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่และเติบโตเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

จาก ต.บางกะเจ้า เราปั่นเลาะร่องสวนกลับมาจนถึงบ้านลุงกุล ที่ ซ.เพชรหึงษ์ ๒๓ ต.บางยอ  ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย เราสั่งน้ำหวานมาดื่มกันเกือบสิบขวด ในขณะที่ลุงกุลผู้มีอายุ ๖๐ ปี ยังเดินไปมาเล่นกับหลานสาวตัวน้อยในบ้านอย่างกระปรี้กระเปร่า ไร้วี่แววของความเหนื่อยล้า  การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานทุกวันทำให้ลุงกุลแข็งแรงเกินกว่าวัย เรามองลุงเป็นตัวอย่างพลางบอกตัวเองว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นพรอันประเสริฐที่เรามอบให้ตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรอรับจากสวรรค์

สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวรรค์ของบรรดาคนรักจักรยาน

เราอยู่บางกะเจ้าสองวัน และลาจากดินแดนในฝันแห่งนี้ไปในเย็นวันอาทิตย์ ตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า เช่นเดียวกับภาพเมืองสีเขียวที่ค่อย ๆ หายลับตาเราไป  ระหว่างที่มองภาพสุดท้ายของคุ้งบางกะเจ้าในเย็นนั้น เรานึกถึงคำพูดคำหนึ่งของใครสักคนที่ว่า “เราต้องช่วยกันรักษาป่า เพราะป่าเท่านั้นที่จะรักษาเรา” พลางคิดว่าคำพูดนี้คงไม่จำเป็นสำหรับที่นี่ เพราะที่บางกะเจ้า... คน, สัตว์, ป่า - “เราคือลมหายใจเดียวกัน”


Patha V

Sunday, January 20, 2013

เสียงประสานและฉากความคิดจาก The Avett Brothers





เด็กชายจาก Concord, North Carolina ในวันวานสู่ผู้ชายที่เป็นสัญลักษณ์ของดนตรี Folk Rock ในวันนี้ Scott และ Seth จาก The Avett Brothers คือคนที่ฉันกำลังพูดถึง

The Avett Brothers เริ่มทำเพลงกันเมื่อปี 2000 จากการร่วมกันระหว่างวงร็อคในนาม Margo ของ Seth และวง Nemo ของ Scott แต่อัลบั้มแรกในชีวิตของพวกเขาเกิดขึ้นเมื่อปี 2002 ซึ่งได้มือเบสฝีมือดี Bob Crawford เข้ามาร่วมวง โดยอัลบั้มแรกของพวกเขามีชื่อว่า Country Was แต่ใช่ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นง่ายๆ ชั่วพริบตา The Avett Brothers ต้องทำงานอย่างหนักทั้งบ่มเพาะและฝึกปรือความสามารถทางด้านดนตรีนานถึง 5 ปีกว่าจะเป็นที่รู้จักของนักฟังเพลงในวงกว้าง และในที่สุดเมื่อปี 2007 The Avett Brothers ก็ได้รางวัลวงดนตรียอดเยี่ยมและวงดนตรีหน้าใหม่แห่งปีจากรายการ AMA หรือ The Americana Music Association นั่นเป็นบทเรียนทำให้พวกเขาและพวกเรารู้ว่าความพยายามจะนำพาไปสู่ความสำเร็จไม่วันใดก็วันหนึ่ง




I and Love and You เป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 6 ของพวกเขาที่ออกวางขายเมื่อปี 2009 สำหรับฉันผู้ที่ชื่นชอบเพลง Folk Rock เป็นชีวิตจิตใจ ฉันกล้าบอกเลยว่านี่คืออัลบั้มที่ดีที่สุดของ The Avett Brothers และคนที่เห็นด้วยกับฉันไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นนิตยสาร Rolling Stone ที่พูดถึง The Avett Brothers ว่าเป็นวงดนตรีที่น่าจับตามากที่สุดในปี 2009




ทั้งหมดที่ผ่านมาคือการเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีของ The Avett Brothers ในบ้านเกิด แต่ปีที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาคือการได้มีโอกาสขึ้นแสดงพร้อมกับ Mumford and Son และ Bob Dylan ในรายการ Grammy Awards ครั้งที่ 53 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และแม้พวกเขาจะก้าวผ่านคำว่าประสบความสำเร็จไปแล้วแต่ความหลงใหลในดนตรีของพวกเขาก็ยังคงเต็มเปี่ยมไม่เคยลดลง ซึ่งเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา The Avett Brothers ได้ออกอัลบั้มเต็มลำดับที่ 7 โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า The Carpenter และหลังจากได้ฟังเพลงทั้งอัลบั้มนี้แล้วฉันว่ามันเป็นอัลบั้มที่มีกลิ่น Folk นำกลิ่น Rock อย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้โดยรวมแล้วจะสู้อัลบั้ม I and Love and You ไม่ได้ แต่ถ้าใครเป็นสาวกเพลง Folk แบบหัวปักหัวปำแล้ว ฉันเชื่อว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่คุณจะหลงรักทั้งเพลงและนักดนตรีได้ไม่ยาก

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันชื่นชอบ The Avett Brothers คือความใสซื่อ ความจริงใจ ความคิดที่ไม่เหมือนใคร การมองโลกตรงไปตรงมา และการใช้ชีวิตพอเพียงของทุกคนในวง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดลงสู่ภาคดนตรีของพวกเขานั่นเอง








That Original Frippo 

Thursday, January 17, 2013

Say Hi


ถ้าใครมาที่นี่ใหม่ๆอาจงงที่เวลาเดินไปไหนมาไหน เจอคนอเมริกันทักทาย หรือมีคนชวนคุยตามป้ายรถเมล์ เหมือนเป็นเพื่อน ที่รู้จักกัน ตอนพี่มาอเมริกาครั้งแรก ก็มีพี่คนนึงแนะนำว่า “เราเดินผ่านใครก็ควรทักทายบ้าง เพราะเค้าทำกันเป็นเรื่องปกติ” พอได้มาที่นี่จริงๆก็เป็นอย่างที่พี่เค้าแนะนำไว้ แต่พี่ว่ามันก็แล้วแต่สถานที่ด้วย เช่นเดินในอพาร์ทเมนท์ ถ้าไม่ทักก็แปลกๆ เพราะบ้านใกล้เรือนเคียงกัน หรือจะให้ทักทุกคนที่เดินสวนกันในดาวทาวน์ก็ไม่ใช่

คนอเมริกันเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี เดินไปตามถนนก็ทักทายกันเป็นเรื่องปกติ หรือบางครั้งเจอกันที่ป้ายรถเมล์ก็คุยกันจริงจังว่า บ้านอยู่ไหน ทำงานอะไร มีอยู่ครั้งนึงที่พี่บินกลับมาเดนเวอร์ ฝรั่งสองคนที่นั่งหลังพี่คุยกันตลอดทาง จนพี่คิดว่าเค้าอาจจะมาด้วยกัน แต่ก่อนลงเครื่อง คนนึงพูดว่า “Nice to meet you” สรุปว่าทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็สามารถคุยกันยาวตลอดสองสามชั่วโมงเหมือนรู้จักกันมานานซะอย่างนั้น

แต่ถ้าเรามองดูลึกๆแล้วคนอเมริกันเค้าคบกันอย่างห่างๆ มีการเว้นช่องว่างความเป็นส่วนตัว ถึงดูสนิท แต่ก็ไม่สนิทลึกซึ้งเหมือนคนคนเอเชีย เช่น เราอาจจะเจอเพื่อนของเพื่อนที่ปาร์ตี้ คุยกันถูกคอมากมาย แต่พอมาเจออีกที ก็อาจแค่สวัสดี ทักทายกันตามเรื่อง ไม่ได้มีการสานสัมพันธ์ต่ออะไร แต่นี่ก็ไม่ได้เหมารวมว่าคนอเมริกันทุกคนต้องเป็นอย่างนี้ พี่ก็มีเพื่อนชาวอเมริกันที่สนิทกันหลายคน พี่สังเกตว่าคนอเมริกันที่มีเพื่อนเป็นคนเอเชียเยอะ จะมีความเป็นเอเชียสูง(??) คือใจกว้าง เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา และมีความละเอียดอ่อนเหมือนพวกเรา แต่ถึงยังไงพี่ว่ามันก็ต่อกันยาก หรือถึงต่อกันได้ก็ต่อกันไม่สนิท คนเอเชียด้วยกันจะเข้าใจกันง่ายกว่า นี่เป็นสาเหตุหลักที่เด็กนักเรียนเอเชียจะสนิทกันเอง เวลาเข้าเรียนในต้นๆเทอมก็จะพุ่งเข้าไปนั่งใกล้เด็กเอเชียกันก่อนเลย เผื่อมีเวลาจับกลุ่มทำงานก็จะได้ทำงานด้วยกัน เพราะคุยกันง่าย เข้าใจกันมากกว่า

ถึงตอนนี้อยู่นี่มาสองปีครึ่งแล้ว (เวลาที่ได้อยู่อเมริกาทั้งหมดแบบไปๆมาๆก็สามปีกว่า) พี่ยอมรับว่ายังเขิน ที่เดินไปไหนมาไหนต้องคอยยิ้มและสวัสดีทักทายคนที่เดินสวนกันทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันหรือเห็นหน้ากันมาก่อน สถานการณ์ที่สับสนในชีวิตที่สุดคงเป็นตอนเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ต้องคอยเดาว่าเค้าจะทักเรามั้ย หรือควรจะทักเค้าก่อน หรือไม่ทักแล้วมันจะแปลกมั้ย

ตอนอยู่ไทยพี่ไม่มีปัญหาในการเจอคนใหม่ๆ หรือต้องออกงานแล้วไปเจอคนเยอะๆ แต่พอมาอยู่ที่นี่ ด้วยความที่ภาษาก็ไม่ใช่ภาษาเรา วัฒนธรรมเค้าพี่ก็ยังไม่รู้ทั้งหมด ทำให้ความมั่นใจลดหายลงไปครึ่งนึง ทุกครั้งที่ต้องไป Business Lunch หรือแค่กินข้าวกลางวันกับเพื่อนที่ไม่สนิท มันก็ยังเป็นสถานการณ์อึดอัด กระอักกระอ่วน ที่เราต้องเข้าร่วมวงสนทนาทั้งๆที่เราเข้าใจไม่ทั้งหมด 100% บางครั้งก็หงุดหงิดตัวเอง รู้สึกว่าเราฉลาดกว่านี้นะ มั่นใจมากกว่านี้ แต่กลับแสดงออกไม่ได้เต็มที่ แต่ถ้าจะให้เราไม่ไปไหนเลยหรือไม่เข้าสังคมก็คงไม่ได้ พี่ก็เลยต้องยอมไป


พี่หวังว่าความมั่นใจมันจะเพิ่มกลับคืนมาเข้าซักวัน.. :)


Mellow tiger..




เพลงนี้อาจไม่ค่อยเกี่ยว แต่การ"เข้าสังคม"ของทุกคนคงเป็นเรื่องง่ายและสนุก (ถึงแม้จะต่างภาษา)
ถ้ามี"เพื่อน"เดินกับเราตลอดทางอย่างนี้...จริงมั้ย :)

Tuesday, January 15, 2013

ทางกลับบ้าน




ทางเส้นเก่า

ฉันใช้เส้นทางใหม่ในการเดินกลับบ้านมาได้ร่วมสัปดาห์แล้ว

ฉันทำงานอยู่ย่านผ่านฟ้าลีลาศ และพักอาศัยอยู่ในย่านปิ่นเกล้า เส้นทางที่ใช้เดินทางกลับบ้านประจำคือเดินลัดชุมชนวัดปรินายกไปจนถึงสะพานเฉลิมวันชาติ จากนั้นเดินตามถนนพระสุเมรุไปจนถึงบางลำพู ตรงไปจนถึงถนนพระอาทิตย์ เดินเลียบพระอาทิตย์แล้วขึ้นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า จากปิ่นเกล้าตรงไปเรื่อยๆ ข้ามแยกอรุณอมรินทร์ แล้วก็จะถึงจุดหมายที่ซอยสมเด็จพระปิ่นเกล้า ๑๙  ฉันใช้เส้นทางนี้เป็นประจำจนคุ้นเคยเป็นอย่างดี รู้ว่าถนนช่วงไหนอันตรายช่วงไหนปลอดภัย ช่วงไหนควรเดินอย่างไร แยกไหนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ



สะพานพระราม ๘

ฉันใช้เส้นทางใหม่ในการเดินกลับบ้านมาได้ร่วมสัปดาห์แล้ว

ทางเส้นใหม่เริ่มจากเดินลัดเลาะจากถนนราชดำเนินนอกมาสู่เส้นพระราม ๘  จากนั้นเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านสี่แยกใหญ่ๆราวสามแยกแล้วก็จะมาถึงตีนสะพานพระราม ๘ ในเวลาเพียง ๓๐-๔๐ นาที  ข้อสรุปจากการลองเสี่ยงเดินบนทางใหม่นี้คือเส้นทางนี้เงียบเหงากกว่า ไร้ความบันเทิงเริงรมย์อย่างที่จะพบได้ที่บางลำพูหรือท่าพระอาทิตย์ แต่บรรยากาศบนสะพานพระราม ๘ นั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่าสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้ามาก ด้วยเหตุผลเล็กๆเพียงเท่านี้ ฉันตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านตั้งแต่วันที่ได้ลองเดินขึ้นสะพานพระราม ๘ เป็นครั้งแรก

ที่จริงไม่ใช่ครั้งแรก, แต่มันคือครั้งที่ ๒ แล้ว ที่ฉันได้เคยเดินขึ้นมาบนสะพานพระราม ๘

ครั้งแรกเกิดขึ้นราว ๖ ปีก่อน สมัยตัวเองยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ครั้งแรกคือความประทับใจ หลังจากนั้นเมื่อผ่านมาย่านนี้คราวใดความทรงจำสมัยมัธยมปลายก็พรั่งพรู ต่อมาเมื่อวันเวลาผ่าน ได้มาทำงานและพักอาศัยในย่านนี้ ความหมายของพระราม ๘ ในใจจึงกลายเป็นเพียงทางผ่าน เช้าเย็นได้แต่เหลียวมองและตระหนักว่าเดินทางจากบ้านสู่ที่ทำงานหรือที่ทำงานกลับบ้านได้ครึ่งทางแล้ว แต่ทว่าตอนนี้ เมื่อได้เปลี่ยนเส้นทางอีกครั้ง สะพานพระราม ๘ จึงไม่ได้กลายเป็นแค่ทางผ่านอีกต่อไป



สวนหลวงพระราม ๘

สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดฉันให้เริ่มเดินกลับบ้านด้วยเส้นทางใหม่คือสวนหลวงพระราม ๘ สวนสวยขนาดใหญ่ใต้สะพานฝั่งธนบุรี ที่นี่คือสถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ที่ฉันเพิ่งค้นพบ มีลู่วิ่งอย่างดีล้อมรอบสวน มีลานกว้างให้ออกกำลังกาย ลานลีลาศ ลานแอโรบิก ลานฟุตบอล เก้าอี้ให้นั่งพัก เรียกว่าไม่ว่าจะไปตรงไหนก็มีกิจกรรมให้ออกกำลังกายได้  เหลียวมองไปรอบตัว ทั้งเด็กๆ หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ ต่างออกกำลังกายกันอย่างกระตือรือร้น

หลังจากเดินลงสะพานแล้ว ฉันจะเข้าไปเปลี่ยนกางเกงในห้องน้ำ เอากระเป๋าฝากไว้ที่ป้อมยาม เตรียมอุปกรณ์ช่วยในการวิ่งอันได้แก่มือถือบรรจุเพลงจังหวะค่อนข้างเร็วและหูฟัง เมื่อเริ่มก้าวเท้า จังหวะของเพลงจะทำให้เราก้าววิ่งได้เป็นจังหวะไปด้วย ฉันวิ่งสลับกับเดิน เคลื่อนตัวไปตามฝูงชนที่มาวิ่ง หลายคนวิ่งแซงหน้า หลายคนหยุดเดินให้แซงไปได้ง่ายดาย วันแรกๆฉันใช้วิธีโหมวิ่งจนเหนื่อยล้า วันหลังๆเมื่อได้ศึกษาจากคนมาวิ่ง สังเกตการเคลื่อนไหวของแผ่นหลังและการเคลื่อนที่ของเท้าจึงพบว่าการวิ่งที่ดีไม่ใช่การโหมจนเหนื่อยหนัก แต่คือการคุมจังหวะไม่ว่าจะเร็วหรือช้านั้นให้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายต่างหาก

ที่สำคัญที่สุด ยิ่งวิ่ง ฉันยิ่งเรียนรู้ว่าสิ่งที่เหนื่อยล้าได้ง่ายกว่าร่างกายคือจิตใจ เมื่อใจท้อกายก็ล้าง่าย เมื่อใจสู้กายก็ยังไหว ชัยชนะสูงสุดของฉันจึงเป็นขณะที่ใจบอกว่าไม่ไหวแล้ว แต่ที่สุดยังฝืนก้าววิ่งต่อไปและก็ยังวิ่งต่อไปได้อีกไกล นี่เป็นชัยชนะเล็กๆที่ฉันรู้สึกว่ายิ่งใหญ่มาก



วิ่งสู่อิสรภาพ

คนเรามาวิ่งเพราะอะไร ฉันถามตัวเองขณะวิ่งอยู่บนทางร่มรื่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตะวันใกล้จะลาลับท้องฟ้าเต็มทีแล้ว มองดูผู้คนที่วิ่งผ่านหน้าไป หลายคนดูแข็งแรง บ่งบอกว่าออกกำลังกายทุกวันจนเป็นเรื่องธรรมดา หลายคนดูออกว่าเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มต้น นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง รัก ๗ ปี ดี ๗ หน ที่ตัวเอกในเรื่องวิ่งเพื่อลืมความทุกข์เศร้า เพื่อให้เลิกจมจ่อมอยู่ในวันคืนเก่าๆที่ไม่หวนคืน พลางสงสัยว่าจะมีคนสักกี่คนที่นี่ใช้วิธีวิ่งเพื่อลบลืมสิ่งเดียวกันนี้บ้าง

ขณะยืนมองดูผู้คนเม็ดเหงื่อก็หลั่งไหล บางหยดกระเซ็นเข้าปากให้ได้รู้รส - เค็มคือรสของเหงื่อ รสที่แปร่งปร่าไม่ต่างจากน้ำตา.. ระหว่างเหงื่อและน้ำตา อย่างไหนที่คนเราคัดหลั่งออกมาจากร่างกายมากกว่ากัน ฉันไม่อาจรู้ได้ สิ่งเดียวที่รู้คือ เมื่อได้ออกวิ่ง เม็ดเหงื่อที่ผุดพรายจะถูกลมพัดพาให้ระเหิดหายไปได้

น้ำตาเองก็คงจะเหือดหายได้ด้วยวิธีเช่นนั้น



ปลายทาง กิจวัตร

ฉันจะเลิกวิ่งเมื่อสวนเปิดไฟในลู่วิ่ง และสะพานพระราม ๘ อร่ามเรืองไปด้วยแสงไฟสีเหลือง นั่งฟังเพลง มองผู้คน มองเรือ มองแม่น้ำสักพัก แล้วจึงเดินทางกลับที่พักย่านปิ่นเกล้า จบการเดินทางกลับบ้านไปอีกหนึ่งวัน เพื่อที่จะทำอย่างเดิมอีกในวันรุ่งขึ้น 

เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เมื่อเราทำอะไรติดต่อกันได้ ๒๑ วัน เมื่อวันที่ ๒๒ มันจะกลายเป็นกิจวัตรที่เราขาดไม่ได้ หวังว่าการเริ่มต้นเปลี่ยนการเดินทางและการวิ่งทุกเย็นจะช่วยให้ฉันชำระสะสางสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆทั้งทางร่างกายและจิตใจออกไปได้ และเมื่อถึงวันหนึ่งการเริ่มต้นจะกลายเป็นกิจวัตร 



Patha V







Sunday, January 13, 2013

เสียงเตือนจาก Keiko และฉากสะเทือนใจจาก Hudson Bay




Taglines: A 12 year old street kid. A 3 ton orca whale. A friendship you could never imagine. An adventure you'll never forget.

เมื่อ 20 ปีก่อน Free Willy เป็นภาพยนตร์ครอบครัวที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการช่วยเหลือวาฬเพชรฆาตที่ถูกจับมาขังในสวนน้ำเพื่อแสดงโชว์ แม้ Free Willy อาจไม่ใช่ภาพยนตร์แนวครอบครัวที่ดีที่สุดแต่สำหรับเด็กน้อยผู้รักและมีความผูกพันกับสัตว์อย่างฉัน Free Willy ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์เรื่องโปรด แม้จะผ่านไปกี่หรือแม้จะนำกลับมาดูอีกกี่ครั้งฉันก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยแม้เพียงนิด

ผู้รับบทเป็น Willy ทั้ง 3 ภาคคือ Keiko วาฬเพชรฆาตเพศผู้ เกิดเมื่อปี 1976 ในน่านน้ำใกล้ประเทศไอซ์แลนด์ หลังจากการปรากฎตัวทั้ง 3 ภาคของภาพยนตร์เรื่อง Free Willy ผู้ดูแล Keiko ได้วางแผนที่จะปล่อย Keiko กลับคืนสู่ท้องทะเลในปี 1998 วันเวลาผ่านไปฉันก็ได้รู้ข่าวว่า Keiko ได้จากโลกใต้น้ำไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเมื่อปลายปี 2003




7 ปีหลังการจากไปของ Keiko แฟนๆ ของ Keiko ได้เห็นการปรากฎตัวของมันอีกครั้งจากสารคดีเรื่อง Keiko: The Untold Story ซึ่งเป็นการถ่ายทอดชีวิตจริงนอกจอเงินของวาฬเพชรฆาตที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลกจากฝีมือการถ่ายทำของ Theresa Demarest โดยสารคดีเรื่องนี้กวาดรางวัลมากมายจากหลากหลายเวทีในปี 2010 และ 2011




และนี่คือฉากหนีตายของเหล่าวาฬเพชรฆาตใน Hudson Bay ที่ถูกปกคลุมไปด้วยธารน้ำแข็งเมื่อสองสามวันก่อน มันน่าสะเทือนใจยิ่งนักกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากเหล่าวาฬเพชรฆาตจะหนีตายจากการไล่ล่าของพวกเราชาวมนุษย์โลกอย่างที่ Keiko หรือ Willy หรือ วาฬเพชรฆาตตัวอื่นๆ ต้องเผชิญแล้ว พวกมันยังต้องต่อสู้กับธรรมชาติที่เปลี่ยนไปอย่างเช่นสภาพอากาศที่หนาวเหน็บกว่าที่เคยที่เหล่าวาฬเพชรฆาตใน Hudson Bay กำลังประสบปัญหาอยู่ ฉันหวังว่าพวกมันจะปลอดภัยทุกตัว และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อข่าวแพร่ภาพออกไปจะมีคนใจบุญมากกว่าคนใจบาป

ฉันคงไม่ถามว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันกลับมาดูแลธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเวลาที่ว่ามันเลยผ่านไปไกลแสนไกลแล้ว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญหากวันนี้คุณคิดที่จะเริ่มดูแลเอาใจใส่ธรรมชาติ ไม่ว่าคุณจะทำเพื่อตัวคุณเอง เพื่อคนที่คุณรัก และเพื่อสัตว์ที่คุณผูกพัน ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องดี





via a | b



That Original Frippo


Thursday, January 10, 2013

"Trafficcc.."




เนื่องจากตอนนี้เห็นมีแต่คนบ่นเรื่องรถติดในกรุงเทพ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่) เลยจะขอติดกระแสด้วยการเล่าถึงการจราจรและการขับรถที่นี่บ้าง..

คนที่อยู่เมืองใหญ่ๆอย่าง San Francisco และ New York รถยนต์ส่วนตัวคงไม่จำเป็นมากนัก เพราะมีระบบขนส่งมวลชนที่ทั่วถึง มีทั้งรถราง รถเมล์ รถไฟ แถมสภาพของเมืองที่ทุกอย่างอยู่ไม่ไกลกัน สามารถเดินได้สะดวก และรถยนต์ส่วนตัวอาจกลายเป็นภาระ ทั้งต้องหาที่จอดรถเวลาไปไหนมาไหน หรือต้องเสียค่าที่จอดราคาแพง ขนาดเดนเวอร์เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มากนัก อพาร์ทเม้นท์ส่วนมากในดาวทาวน์ก็ไม่มีที่จอดรถ ผู้พักเลยต้องจอดตามริมถนน หรือยอมจ่ายค่าที่จอดรถที่แพงขูดเลือด (บางหอพักเก็บค่าที่จอดรถถึง $90 ต่อเดือน)


Cable Car - San Francisco, CA

เดนเวอร์ เป็นเมืองที่ระบบขนส่งที่ดีและทั่วถึง แต่รถยนต์ส่วนตัวก็จำเป็นในการเดินทาง เพราะเดนเวอร์เป็นเมืองใหญ่ ไม่ใช่ในด้านความหนาแน่น แต่ใหญ่ในพื้นที่ พี่เลยตัดสินใจซื้อรถเมื่อต้นปีที่แล้วทั้งๆที่ตอนนั้นขับรถไม่เป็น เพื่อนคนไทยที่ขายรถให้เลยสอนพี่ขับรถด้วย เหมือนขายเป็นแพ็กเก็จ ขายรถให้แถมสอนขับรถให้อีกด้วย :)

การขับรถที่นี่ ถ้าไม่นับเรื่องความสับสนจากการเปลี่ยนมาขับด้านซ้ายนั้น ก็นับว่าง่ายกว่าที่บ้านเราอย่างมาก เพราะทุกคนเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เช่น Stop Sign ตอนอยู่ที่บ้านเราทุกคนคงขับผ่านป้ายให้หยุดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่นี่ถ้าเจอ Stop Sign ตามแยก ต้องหยุดทุกครั้งถึงแม้ไม่มีรถมาจากอีกทาง ซึ่งจริงๆแล้วเป็นกฎดีมาก เพราะลดอุบัติเหตุลงไปได้เยอะ และที่นี่ถึงแม้รถติดขนาดไหน คนขี่มอเตอร์ไซด์ต้องใช้ถนนอยู่ในเลนร่วมกับผู้ขับรถยนต์ เลยไม่มีมอเตอร์ไซด์ปาดไปปาดมาเหมือนเราบ้านเรา (ไม่ขอนับเมืองใหญ่ๆอย่าง New York ที่ยังเห็นปาดไปๆมาๆอยู่บ้าง)

แต่ก็ไม่ต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ เดนเวอร์ก็ยังมีปัญหาเรื่องรถติด โดยเฉพาะในเวลาเร่งด่วนของวัน เช่น ถนนเส้นที่พี่ใช้ทุกวันคือ I-25 ซึ่งเป็น Highway เส้นหลักๆข้ามรัฐ Colorado จากเหนือลงใต้ จากปกติใช้เวลาแค่ 15 นาทีไปทำงาน แต่ถ้าช่วงเย็นแล้วบางวันอาจใช้เวลาอยู่บนถนนถึง 45 นาทีเลยทีเดียว (วันนั้นอาจมีคนเห็นสาวเอเชียหัวดำ นั่งเขย่าพวงมาลัย แล้วตะโกนโวยวายว่า "Trafficcc..!!" อยู่คนเดียวในรถ - -) และต้องขอขอบคุณคุณตำรวจที่ทำงานกันอย่างเคร่งครัดมาก ถ้าคนที่อยู่ที่นี่จะเข้าใจว่าตำรวจจราจรที่นี่จะทำงานกันอย่างเคร่งครัด เน้นใหญ่ เน้นเยอะ เช่น รถชนกันแค่สองคัน แต่ปิดถนนถึงสองเลน บวกกับรถตำรวจอีกสองสามคัน ทำให้รถติดยาวจากดาวทาวน์ลงใต้กันเลยทีเดียว


I-25 - Denver, CO


ถึงแม้พี่คิดว่าการมีรถทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่านักเรียนไทยทุกคนที่มาเรียนที่นี่ต้องซื้อรถ เพราะพี่เพิ่งตัดสินใจซื้อรถหลังจากอยู่ที่นี่มาปีครึ่ง การที่ต้องนั่งรถเมล์และรถไฟ ทำให้ได้รู้จักถนนหนทางและได้ดูบ้านเมืองเค้าอย่างละเอียด ตอนขับรถพี่คงมองซ้ายมองขวาดูบ้านเมืองเค้าไม่สะดวกนักจริงมั้ยล่ะ และที่สำคัญทำให้ได้รู้จักการปรับตัว พึ่งตนเองและได้ประสบการณ์สนุกๆที่คนขับรถเค้าอาจไม่มีกัน เช่น ได้เดินลุยหิมะกลับบ้านในวันที่หนาวที่สุดของปี (-30 เซลเซียส) และได้คุยกับลุงขับรถเมล์ชาวเอธิโอเปีย ที่บอกให้พี่เรียนสูงๆจะได้มีอนาคตหน้าที่การงานที่ดี เพราะเค้าเคยมีงานดีๆในบ้านเกิดแต่ต้องมาทำงานนี้หลังจากที่อพยพ ย้ายถิ่นฐานมานี่.. เป็นสีสันในชีวิตที่ได้มาจากการนั่งรถเมล์เท่านั้นแหละ :)




Mellow tiger..

Tuesday, January 8, 2013

An Imaginative Woman and other stories : การเดินทางของหญิงสาวในเรื่องเล่า กับการให้นิยามใหม่ของตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิงในสังคม




Facebook | สำนักพิมพ์สมมติ

An Imaginative Woman and other stories ของ Thomas Hardy หรือที่แปลเป็นไทยโดยสำนักพิมพ์สมมติในชื่อว่า หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว 3 เรื่องที่เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวโยงกัน แต่กลับมาความสัมพันธ์กันอยู่ด้วยบทบาทของตัวละครที่เป็นผู้หญิงในเรื่อง

เรื่องแรก A Mere Interlude หรือ ชั่วเวลาคั่น ว่าด้วยเรื่องของครูสาวนามบัปติสตา ผู้กำลังเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปแต่งงานกับเศรษฐีผู้แก่คราวพ่อแต่กลับได้พบคนรักเก่าระหว่างทางกลับบ้าน --- เรื่องที่สอง The Withered Arm หรือ แขนนาง เล่าเรื่องราวของเกอร์ทรูด หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามแต่หลังจากแต่งงานและย้ายมาอยู่หมู่บ้านของมิสเตอร์ลอดจ์สามี กลับพบว่าแขนซ้ายของตนเกิดการบิดเบี้ยวจนผิดรูปเป็นที่น่ารังเกียจ เมื่อหมดหนทางรักษา เธอออกเดินทางไกลไปตามหาคนที่มีรอยแผลจากการแขวนคอตายเพื่อทำพิธี เปลี่ยนถ่ายเลือดตามที่หมอผีแนะนำ --- เรื่องสุดท้าย An Imaginative  Woman หรือ หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี เล่าเรื่องเอลล่า ภรรยาสาวของนักธุรกิจค้าปืนผู้เดินทางไปพักร้อนที่ต่างเมืองเพื่อพบว่าตัวเองพักอยู่ในบ้านเดียวกับกวีที่ตนเองหลงใหล เธอหลงเข้าไปในโลกแห่งความคิดและตัวตนของกวีหนุ่มจนถอนตัวไม่ขึ้น

จากทั้ง 3 เรื่อง สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในงานของฮาร์ดี้ ก็คือความเป็นผู้หญิงที่อยู่ภายใต้การเงื่อนไขต่างๆของสังคมจนไม่อาจเป็นตัวของตัวเองหรือมีอิสระที่จะเลือกทางเดินชีวิตให้ตัวเองได้อย่างเต็มที่ --- บัปติสตาต้องเดินทางไปแต่งงานตามที่พ่อต้องการ เกอร์ทรูดถูกสามีทอดทิ้งหลังจากแขนอัปลักษณ์จึงทำทุกวิธีทางเพื่อรักษาด้วยเชื่อว่าการกลับมามีรูปโฉมงดงามจะทำให้สามีกลับมารัก เอลล่าอยากเป็นกวี แต่เพราะคิดว่านักอ่านไม่เชื่อมั่นกวีหญิงจึงต้องใช้นามปากกาเป็นผู้ชายแต่ถึงอย่างนั้นบทกวีก็ยังขายไม่ได้ อีกทั้งการแหวกขนบของความเป็นหญิงที่ดีไปหลงรักชายอื่นยังทำให้เธอต้องพบจุดจบที่ไม่สวยงามนักในตอนสุดท้าย --- อ่านแล้วจึงพบว่าไม่ว่าสุดท้ายหญิงสาวเหล่านี้จะพยายามผลักดันตัวเองออกมาจากสังคมชายเป็นใหญ่มากเท่าใด ก็ยังมีมือที่มองไม่เห็นคอยกระชากพวกเธอกลับเข้าไปสู่โลกดวงเดิมอยู่ดี

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือการใช้เรื่องการเดินทางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า ทั้ง 3 เรื่องเราจะพบฉากที่ตัวละครทั้งหญิงและชายต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา --- บัปติสตาเดินทางกลับบ้าน เกอร์ทรูดเดินทางไปรักษาตัว เอลล่าเดินทางไปหากวีหนุ่ม --- การเดินทางทั้งหมดนี้และการเดินทางปลีกย่อยอื่นๆไม่เพียงแต่ทำให้พวกเธอได้รู้จักเส้นทางหรือ “โลก” ใหม่ๆ หากแต่ยังทำให้พวกเธอได้เดินทางเข้าไปในจิตใจของตนเอง เพื่อสำรวจตรวจตราเหตุและผลแห่งการกระทำทั้งหลายอันก่อร่างให้ชีวิตเป็นชีวิตในรูปแบบนั้นๆ

สุดท้ายแล้วแม้ต้องจำทนชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายกับชายผู้แก่คราวพ่อ บัปติสตาก็ค้นพบว่าการเปิดใจให้กว้างทำให้มองเห็นแสงสว่างในตัวผู้อื่น --- เกอร์ทรูดตามหาวิธีรักษาโรคมานักต่อนัก แต่เพิ่งได้มาใคร่ครวญคำพูดหมอผี ยาบางตัวใช้ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ผลกับโรคพรรค์นี้ สิ่งนี้คือเชื้อร้าย ไม่ใช่แผลธรรมดา กำจัดได้ มันจะหายในทันที (หน้า 102) เพื่อจะตระหนักว่าเชื้อร้ายแท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่แขน แต่อยู่ที่หัวใจ เอาในวันสุดท้ายของชีวิต --- ส่วนเอลล่าเองก็ได้เดินทางเข้าไปในบทกวีของชายหนุ่ม ซึมซับตัวตนของเขาเข้าไว้ในใจ เพื่อเดินทางเข้าสำรวจจิตใจของตัวเองว่าได้มอบให้กวีหนุ่มไปหมดทั้งใจแล้วโดยไม่เหลือที่ว่างให้สามีนักธุรกิจอีก --- บทสรุปของทั้ง 3 เรื่องชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าสังคมภายนอกจะมอบพื้นที่ให้ผู้หญิงอย่างจำกัดจำเขี่ยเพียงใด แต่ในความคิด ความฝัน และจินตนาการ พวกเธอล้วนเดินทางอยู่ตลอดเวลา และเดินทางไปไกลเกินกว่าที่ความคาดหมายของผู้ชายจะติดตามถึง

อ่าน An Imaginative Woman and other stories จบแล้ว นอกจากจะได้เดินทางไปกับตัวละคร ยังได้เดินทางเข้าไปในจิตใจตัวเองต่ออีกชั้นหนึ่ง เข้าไปสำรวจตรวจตรา และตั้งคำถามว่าทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่โดยเงื่อนไขใดบ้าง และเราทำตามความต้องการของเราอย่างแท้จริงสักกี่มากน้อย


An Imaginative Woman and other stories ,
 หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ,
 โทมัส ฮาร์ดี้ เขียน, ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล แปล


Patha V

Sunday, January 6, 2013

เสียงสาดกระสุนและฉากนองเลือดจากซีเรีย


 


หากพูดถึงซีเรียคงมีคนไทยไม่มากนักที่รู้ว่าซีเรียอยู่ส่วนใดของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักเพราะตั้งแต่วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตในระดับประถม วิชาสังคมและภูมิศาสตร์ในระดับมัธยม หรือแม้กระทั่งวิชาการเมืองและการปกครองในระดับมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเทศในแถบตะวันออกกลางมากนัก ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจให้ได้ศึกษาอยู่มากมาย

ซีเรียหรือสาธารณรัฐอาหรับซีเรียตั้งอยู่ที่ละติจูด 35 องศาเหนือ และลองติจูด 38 องศาตะวันออก มีพื้นที่ติดกับ 5 ประเทศ 1 ทะเล ได้แก่ประเทศตุรกีทางทิศเหนือ ประเทศจอร์แดนทางทิศใต้ ประเทศอิรักทางทิศตะวันออก ประเทศเลบานอน ประเทศอิสราเอล และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางทิศตะวันตก


 


The Syrian Civil War หรือสงครามกลางเมืองซีเรียไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นจากการเดินขบวนประท้วงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Arab Spring เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ชาวซีเรียต้องทนฟังเสียงสาดกระสุนและทนดูฉากนองเลือดมาเกือบ 2 ปีเต็มแล้ว ในขณะที่สงครามยังคงดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จำนวนพลเมือง นักรบ และทหารก็ต่างพาเหรดกันจบชีวิตลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน และนอกจากชาวซีเรียเองแล้วยังมีนักข่าวชาวต่างชาติอีกไม่น้อยที่ถูกลักพาตัวและต้องจบชีวิตลงในสมรภูมิสงครามแห่งนี้




James Foley นักข่าวอิสระชาวอเมริกันเป็นอีกหนึ่งนักข่าวที่เข้ามาทำข่าวในซีเรียเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว และเมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมาทางครอบครัวของเจมส์ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ Free James Foley อย่างเป็นทางการว่าเจมส์ถูกลักพาตัวไปตั้งแต่วันขอบคุณพระเจ้าและทางครอบครัวหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกชายของพวกเขาจะยังปลอดภัย ก่อนหน้าที่เจมส์จะเดินทางไปใช้ชีวิตเพื่อทำข่าวในซีเรียเขาเคยผ่านสมรภูมิสงครามในอิรัก อัฟกานิสถาน และลิเบียมาแล้ว และการทำข่าวในลิเบียเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี้เองที่เขาถูกกลุ่มของกัดดาฟีจับตัวไป แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนและครอบครัวทำให้เขาถูกปล่อยตัวกลับมาในที่สุด




ฉันรู้จักเจมส์ครั้งแรกเมื่อเกือบ 2 ปีก่อนผ่านเว็บไซต์ส่วนตัวในขณะที่เขาเดินทางไปทำข่าวที่ลิเบีย ฉันไม่แน่ใจนักว่าใครหรืออะไรทำให้ฉันได้มาเจอเว็บไซต์ของเขา แต่สิ่งที่ฉันรู้คือตั้งแต่นั้นมาฉันติดตามการทำข่าวจากผู้ชายคนนี้มาโดยตลอดเพราะเจมส์มีจิตวิญญาณของการเป็นนักข่าวและมีความหลงใหลในสิ่งที่ใกล้เคียงกับฉัน ด้วยระยะเวลาของการเฝ้ามองการทำงานของเขามาเกือบ 2 ปีมันคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ฉันจะรู้สึกใจหายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาในครั้งนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรฉันก็เชื่อในความมุ่งมั่น เชื่อว่าเจมส์เก่งพอที่จะเอาตัวรอดและกลับมาถ่ายทอดเรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมโลกอีกครั้ง

เสียงสาดกระสุนและฉากนองเลือดจากซีเรียคงกระตุ้นและกระตุกหัวใจของคนไทยได้ไม่น้อย หากเรายังคงแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หากเรายังคงแก่งแย่งชิงดี หากเรายังคงลุ่มหลงในทุนนิยมและอำนาจ ไม่ช้าไม่นานคงมีใครสักคนหรืออีกหลายคนเขียนบทความหัวข้อ"เสียงสาดกระสุนและฉากนองเลือดจากประเทศไทย"อย่างไม่ต้องคาดเดา





via a | b | c | d | e | f



That Original Frippo

Thursday, January 3, 2013

Happy New Year !!

นับจากวันที่มาถึง Denver วันแรก พฤษภาคม 2553 ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาแล้วสองปีครึ่ง และเป็นอีกครั้งที่ไม่ได้ใช้เวลาในช่วงปีใหม่ที่”บ้าน”(ประเทศไทย)..

สำหรับชาวอเมริกันวันก่อนขึ้นปีใหม่หรือ New Year’s Eve เป็นวันที่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญนักถ้าเทียบกับวัน Christmas แต่สำหรับคนหนุ่มสาวอายุไม่เยอะ(อย่างพี่) ก็จะไปเลี้ยงฉลองนับถอยหลังกันในคลับ บาร์หรือย่านใจกลางเมืองที่เค้ามีการจัดงานและจุดพลุรับวันข้ามปี ถ้าเป็นที่ New York สถานที่นับถอยหลังที่ดังๆ ก็เป็น Time Square ที่มีคนเบียดเสียดเข้าไปนับถอยหลังที่จุดนั้นกันเยอะมาก เพื่อนพี่เล่าให้ฟังว่า เค้าเข้าไปจองที่ตั้งแต่ช่วงบ่าย ถ้าออกมาเข้าห้องน้ำก็จะเสียจุดที่ยืนไป จนบางคนต้องใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อลดปัญหาการเข้าห้องน้ำ

Jan 1, 2012 - Denver, CO


สำหรับที่ Denver ก็มีการจัดงานนับถอยหลัง จุดพลุที่ 16th St. Mall (16 St. คือถนนเส้นหลักกลางดาวทาวน์ที่เป็นถนนคนเดิน มีแค่ Shuttle Bus รับส่งคนเดินตลอดเส้นเท่านั้น เดี๋ยวในครั้งต่อๆไปพี่จะเล่าถึงถนนสายเล็กๆ ที่สื่อชีวิตของชาวเดนเวอร์ให้ฟัง) งานนับถอยหลังดาวทาวน์ที่นี่คงไม่ยิ่งใหญ่และคนเยอะเหมือนเมืองใหญ่ๆในอเมริกา แต่ก็มีสีสันแบบเล็กๆตามแบบของคนเดนเวอร์ มีคนเอาลำโพงมาตั้ง เอาดนตรีมาเล่น แล้วจับกลุ่มเต้นกันตลอดสาย มีการจุดพลุสองครั้งในเวลาสามทุ่ม สำหรับคนที่รอดูพลุตอนเที่ยงคืน เพราะทนหนาวไม่ไหว(ประมาณ -5 องศาเซลเซียส) และมีการจุดอีกครั้งในเวลาเที่ยงคืนเพื่อต้อนรับปีใหม่ ถ้าเมื่อก่อนพี่คงเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกที่ได้นับถอยหลังข้ามปีในที่ๆจัดงานสนุกๆมีเพลง มีดนตรีอย่างนี้ แต่พอยิ่งโต(หรืออาจเป็นเพราะยิ่งห่างบ้าน) พี่เลือกที่จะใช้เวลากับครอบครัว นั่งนับถอยหลังทางทีวีกับคนที่เรารักดีกว่า

ถ้าถามถึงปีใหม่ที่ดีที่สุด พี่ตอบได้ทันทีว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ 2554 เป็นปีที่พี่กลับบ้านก่อนเริ่มเรียนปริญญาโท วันนั้นบ้านพี่ไปกินข้าวเย็นที่บ้านเพื่อนของพ่อที่โคราช เราออกจากโคราชประมาณเกือบๆห้าทุ่ม ตอนแรกพี่บ่นตลอดทางว่าพี่อยากกลับไปนั่งนับถอยหลังที่บ้าน แต่เราก็ถึงบ้านไม่ทัน เลยได้นับถอยหลังกันบนทางด่วนเข้ากรุงเทพ สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเราได้เห็นพลุที่จุดมาจากทุกทิศทั่วกรุงเทพ พอทางขวาหยุด ทางซ้ายเริ่ม เป็นอย่างนั้นประมาณ 10 นาที พี่ไม่รู้ว่าคนอื่นในรถเค้าตื่นเต้นและมีความสุขเหมือนพี่รึเปล่า แต่การที่พี่ได้อยู่กับพ่อ แม่และน้อง พี่ก็มีความสุขสุดๆแล้ว

ปีนี้พี่ส่งท้ายปีด้วยการไปทำงาน :) และไปกินสุกี้กับเพื่อนๆ หลังจากนั้นพี่ก็ขอแยกตัว เพราะปีนี้พี่วางแผนต้อนรับปีใหม่ด้วยการอยู่กับตัวเอง..

พี่กลับถึงบ้านประมาณสี่ทุ่มกว่า รีบอาบน้ำ เก็บห้อง แล้วดูหนังเรื่อง New Year’s Eve พี่ไม่ได้ตั้งใจดูหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเปิดคอม ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยๆ และตอนที่พี่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องเงียบๆของพี่นั้น พี่มีความสุข พี่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกว่าปี 2556 จะเป็นปีที่ดีของพี่ ทันทีที่นับถอยหลังเสร็จพี่ก็เปิดเพลงในลิสต์ที่พี่จัดเป็นพิเศษสำหรับการเต้นกับตัวเองเพื่อต้อนรับปีใหม่

ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีและ Adventurous สำหรับทุกๆคนนะคะ


Mellow tiger..




Robyn is so cool! Who doesn't want to dance with her song on New Year. :)