Thursday, January 31, 2013

Let's walk..


พี่เป็นคนชอบเดินมาก ยิ่งถ้าได้เดินกับคนถูกใจ มีกาแฟหรือชาเย็นกันคนละแก้ว เดินไปคุยไปเป็นกิโลๆแบบไม่มีเหนื่อย ตอนอยู่ที่ไทยจะมีทางที่ชอบเดินเป็นประจำคือ เริ่มจากท่าพระจันทร์ เดินตัดธรรมศาสตร์มาถนนพระอาทิตย์แล้วเดินเข้าซอย 7-11 (พี่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) จนถึงถนนรามบุตรี แล้วเลี้ยวเข้าวัดชนะสงคราม ข้ามถนนเข้าไปที่ข้าวสารแล้วออกมาคอกวัวเพื่อขึ้นรถเมล์กลับบ้าน จุดมุ่งหมายในการไปแถวนั้นของพี่คือไป”คุย” แค่อยากเดินไปคุยไปคลายเครียด :)

Colorado เป็นรัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องออกกำลังกายและเป็นรัฐที่มีคนอ้วนน้อยที่สุดในประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคนเดินออกกำลังกาย หรือว่าวิ่งช่วงพักเที่ยงในวันทำงาน พี่เองก็เพิ่งมาเริ่มเดินออกกำลังกายช่วงพักเที่ยงตอนที่เพื่อนที่ทำงาน (ซึ่งเค้าเป็นนักวิ่ง ออกวิ่งแม้ในวันที่มีหิมะเต็มถนน) ชวนออกไปเดิน จนติดเป็นนิสัย ถ้าวันไหนไม่ได้เดินตอนเที่ยง พอขับรถถึงบ้าน พี่ก็จะออกไปเดินก่อนกลับเข้าอพาร์ทเม้น ช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็ออกไปเดินลูปใหญ่ที่สวนสาธารณะ ถึงเดินคนเดียวจะไม่ค่อยสนุกเหมือนเดินไปคุยไปที่ไทย แต่ความคิดนี้เริ่มเปลี่ยน เมื่อพี่เริ่มหาความสุขเล็กๆน้อยๆได้จากการเดินของพี่.. พี่มีความสุขเวลาที่เห็นคุณยาย เดินถือไม้เท้า ออกกำลังกายแล้ว ส่งยิ้มมาให้พี่ หรือตอนที่เจอคุณแม่ลูกอ่อน วิ่งไปพร้อมกับเข็นรถเข็น แถมจูงหมาวิ่งในเวลาเดียวกัน เห็นเค้าแรงเยอะ พี่ก็หายเหนื่อย มีความสุขกับเค้าไปด้วย


Boston, MA - August, 2011


เวลาไปเที่ยวเมืองใหม่ๆ ที่ที่พี่ต้องไปทุกครั้งคือสวนสาธารณะ เพราะพี่เชื่อว่า มันเป็นที่ที่สื่อชีวิตคนในเมืองนั้นๆได้ดีมาก เช่นที่ Denver เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะรวมพื้นที่เยอะเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ถ้าไปแล้วจะเห็นคนออกกำลังกายกันเยอะ สมแล้วที่เป็นเมืองหลวงของ Colorado, The Healthiest State ซึ่งต่างจากสวนสาธารณะใจกลาง Boston ที่ไปแล้วจะเห็นคนถือกาแฟนั่งคุยกันซะมากกว่า

แล้วครั้งต่อๆไป พี่จะมาเล่าเรื่องสวนสารณะอย่างละเอียดอีกที แต่ต้องขอใช้เวลาขุดความจำและทำการบ้านกันนิดนึง :)


Mellow tiger..




ปล. วันนี้เขียนน้อยเพราะปวดต้นคอมาก (อาการที่โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่เป็นกัน) เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป้นคนเขียนโค้ดมืออาชีพแล้ว - -"

Tuesday, January 29, 2013

แอ่วเชียงของ ล่องห้วยทราย






1.

สถานีขนส่งเชียงรายบ่ายวันนั้นแม้จะไม่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่ก็ยังมีรถโดยสารจำนวนมากให้บริการเดินทางระหว่างจังหวัด สอดส่ายสายตาหารถไปต่างอำเภอ สมุดที่ถืออยู่ในมือปรากฏชื่อ “เชียงราย-เทิง-เชียงของ” มีโน้ตย่อเขียนกำกับเอาไว้ว่า “วิ่งเส้นในเมือง ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า” เมื่อมองแล้วมองอีกยังไม่เห็นมา พลันสายตาก็ปะทะกับรถอีก 2 สาย “เชียงราย-พญาเม็งราย-เชียงของ” คันสีส้ม และ “เชียงราย-เวียงเชียงรุ้ง-ห้วยซ้อ-เชียงของ” คันสีเขียว

“คันสีเขียวออกสี่โมง ใช้เส้นนอก ใช้เวลาเดินทางสามชั่วโมงกว่า ส่วนคันสีส้มออกสี่โมงครึ่ง แต่วิ่งเส้นใน ไม่น่าจะเกินสามชั่วโมง” เพื่อนสาวผู้ร่วมทางแจกแจงข้อมูลโดยละเอียด มองดูนาฬิกา อีก 10 นาที จะสี่โมงเย็น หันไปมองคันสีส้มทางซ้ายยังไม่มีผู้โดยสาร จึงแอบแลไปทางคันสีเขียวด้านขวา พี่กระเป๋ารถที่ยืนจ้องอยู่แล้วส่งสายตาเชิญชวนมาให้พร้อมประโยค "ขึ้นเลยน้องขึ้นเลย"

ด้วยไม่อยากถึงที่พักแบบฉิวเฉียดเที่ยงคืนเหมือนซินเดอเรลล่า เราจึงไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถสีเขียว ไม่หวั่นแม้ว่าจะวิ่งอ้อมและทำให้ช้าไปบ้าง

16.00 น. ล้อหมุนตรงเวลา มองป้ายข้างรถแล้วกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ

จุดหมายปลายทางของเราวันนี้อยู่ที่ “เชียงของ”



2.

รถสาย “เชียงราย-เวียงเชียงรุ้ง-ห้วยซ้อ-เชียงของ” พาคณะผู้ร่วมทางเบี่ยงจากถนนสายหลักสู่ถนนนอกเมืองที่เต็มไปด้วยนาข้าวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หลังจากผ่านปลายฝนต้นหนาว-ฤดูกาลที่ข้าวตั้งท้อง ช่วงเปลี่ยนผ่านปีเช่นเดือนธันวาคมเช่นนี้ก็ถึงเวลาที่ข้าวจะสุกงอมพอให้เก็บเกี่ยว ทิวทัศน์สองข้างทางที่เราเห็นจึงเป็นทุ่งรวงทองตัดกับท้องฟ้าสีคราม เป็นทิวทัศน์งดงามที่ประทับอยู่ในใจยากจะลืมเลือน




3.
“เชียงของ” เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เมื่อเทียบกับอำเภออื่นๆ ในเชียงรายแล้วต้องถือว่าเป็นอำเภอขนาดใหญ่พอสมควร ภูมิประเทศของเชียงของเป็นพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขา นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีประชากรหลากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวลาวและชาวไทยภูเขาเช่นไทลื้อ มูเซอ ม้ง ฯลฯ เนื่องด้วยการเป็นเมืองชายแดนติดกับประเทศลาว ทำให้มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ขนถ่ายสินค้าระหว่างไทย-ลาวสัญจรบนถนนให้เห็นอยู่ตลอด นอกจากรถบรรทุกที่ถ่ายโอนแลกเปลี่ยนสินค้าจากทั้งสองฝั่งแล้ว ผู้คนจากไทยและลาวก็ยังข้ามฝั่งไปมาหาสู่กันเสมอ “ความเป็นไทย” และ “ความเป็นลาว” ของสองฟากฝั่งไม่ได้แยกห่างออกจากกันอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับที่ความเป็นบ้านพี่เมืองน้องเกิดขึ้นอย่างแท้จริงและเป็นจริงที่เมืองชายแดนเช่นนี้

เชียงของไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว-หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต “ความเป็นเชียงของ”ที่เรามองเห็น จึงหมายถึงการเป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่เมืองหนึ่ง ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างธรรมดา ไม่เรียบง่ายถึงขนาดปฏิเสธผลพวงที่ตามมาจากระบบทุนนิยม แต่ก็ไม่ได้เจริญถึงขั้นกลายเป็นเมืองใหญ่ที่วุ่นวายและแออัด

เราจะไม่พบร้านกาแฟสุดเก๋ที่มีเสื้อยืดสกรีนคำว่า “เชียงของ” หรือโปสการ์ดที่เต็มไปด้วยคำว่า “เชียงของ” ที่นี่ จะไม่มีมุมถ่ายรูปยอดฮิต โรงแรมและเกสต์เฮ้าส์มีให้เห็นอยู่มาก แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวเหมือนเมืองอีกหลายเมืองในช่วงไฮซีซั่น แต่สภาพความเป็นเมืองเหนือที่ผู้คนน่ารัก ใจดี มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัดวาอารามให้เข้าไปค้นหาความเป็นล้านนา และทัศนียภาพที่สวยงาม ก็เป็นรูปแบบความงามอีกแบบที่น่าเข้าไปสัมผัส




4.

เราใช้เวลาเดินเล่นในตัวเมืองเชียงของอยู่ค่อนวัน โดยเฉพาะในเขตบ้านหัวเวียงซึ่งถือได้ว่าเป็นเขตที่ผู้คนต่างถิ่นนิยมมาพักอาศัยมากที่สุด เดินดูร้านรวง เดินผ่านร้านอาหาร ได้ชิมอาหารท้องถิ่นหลายอย่าง เช่น“ข้าวซอยน้ำหน้า” ที่พี่สาวคนขายแนะนำว่าเป็นอาหารเฉพาะของอำเภอเชียงของ ได้ชื่นชมวัดวาอาราม ทั้งวัดหลวง วัดแก้ว วัดศรีดอนชัย และอีกหลายๆแห่ง หรือกระทั่งได้มีโอกาสสังเกตเห็นป้ายบอกถนนในเมืองนี้ที่มีรูปปั้นปลาบึกตัวเล็กๆ ติดอยู่ที่ด้านข้างของป้าย

แน่นอนว่าต้องเป็นปลาบึก เพราะปลาบึกเป็นปลาขึ้นชื่อของที่นี่ ไม่เพียงแต่เป็นอาหารอันโอชะในมื้อพิเศษ ปลาบึกยังเป็นปลาที่อยู่คู่บ้านคู่เมือง คู่ลำน้ำโขงริมเชียงของมาเนิ่นนาน จนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไปเสียแล้ว สำหรับเมืองเชียงของ นอกจากเดือนเมษายนของทุกปีจะเป็นเดือนแห่งงานมหาสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่-มีกล้วยอบเนยจากบ้านศรีลานนา ผ้าทอจากบ้านศรีดอนชัย หรือหัตถกรรมบ้านสถานมาให้ผู้คนได้เลือกสรรกันแล้ว ยังเป็นช่วงเดือนที่ชาวเชียงของจะทำพิธีบวงสรวงและล่าปลาบึก เพื่อสืบต่อพิธีกรรมอันยึดโยงชาวเชียงของไว้ด้วยกันนี้ด้วย

หลังจากชมเมืองเชียงของ เราเดินทางไปยังท่าเรือบั๊ค เพื่อข้ามฝั่งไปยังเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การข้ามฟากไปยังอีกฝังง่ายดายราวนั่งเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา เพียง 30 บาท เราก็ได้เข้าไปนั่งในเรือรับจ้างลำใดลำหนึ่งซึ่งมีอยู่มากมายริมสองฝั่งแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงที่คั่นกลางระหว่างเชียงของ-ห้วยทรายเป็นแม่น้ำโขงที่ไม่กว้างนัก ในเวลาไม่ถึง 2 นาทีเราจึงข้ามไปถึงดินแดนลาวได้โดยสวัสดิภาพ






ด้วยสภาพของเมืองชายแดน, ห้วยทรายก็ไม่ต่างจากเชียงของ ตลาดที่นี่เต็มไปด้วยสินค้าที่ไหลทะลักมาจากเมืองไทย ที่มีมากไม่แพ้กันคือของจากเมืองจีน ทั้งของใช้ เสื้อผ้า อาหารและขนมขบเคี้ยว รถรับจ้างจากเมืองลาวพาเราตระเวนรอบๆ แขวงบ่อทราย ตลาดอินโดจีนหรือที่คนลาวเรียกว่า “ตลาดจีน” เป็นสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวจากต่างแดนต้องมาแวะ ตลาดที่นี่คือหลักฐานชั้นเยี่ยมที่ยืนยันให้เห็นว่าชาวจีนและสินค้าจีนเดินทางหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเล็กๆ แห่งนี้มากเพียงใด จากนั้นเราเดินทางไปตลาดลาว แม้จะไม่ใหญ่เท่าตลาดจีน แต่คึกคักและมีชีวิตชีวากว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นตลาด “ของจริง” ที่เป็นศูนย์รวมสินค้าอุปโภคบริโภคของชาวลาว ผักสด เนื้อหมูเนื้อไก่ ขนมขบเคี้ยว รวมทั้งเสื้อผ้าและเครื่องใช้อื่นๆ หาได้ทั้งหมดที่นี่ แม้แต่ศูนย์ให้บริการ 3G ก็ยังอยู่ในบริเวณตลาด

หลังจากทัวร์ตลาดและเดินลัดเลาะไปตามบ้านเรือนในเมืองห้วยทราย เราเดินเที่ยววัดในเขตลาวเท่าที่สองเท้าจะพาก้าวเดินไปได้ เมืองลาวเป็นเมืองที่วัดมากไม่ต่างจากเมืองไทย แต่วัดของลาวเท่าที่สังเกตได้จะไม่เน้นความวิจิตรบรรจง การตกแต่งอันวิจิตรพิสดารเท่าวัดไทย หากแต่จะเน้นใช้สีสันจัดจ้านของโบสถ์วิหาร พระพุทธรูป และจิตรกรรมฝาผนังเป็นสื่อกลางเพื่อส่งสารแก่พุทธศาสนิกชนและเหล่าผู้มาเยือน

เราเดินชมบ้านเมืองจนเย็นย่ำ ห้าโมงกว่าๆ จึงข้ามฝั่งกลับไปยังไทยเนื่องจากนายด่านเตือนเมื่อครั้งข้ามเข้ามาว่าด่านจะปิดเวลาหกโมงตรง ด่านตรวจคนเข้าเมืองยามเย็นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เสียงพูดคุยหยอกล้อและหัวเราะร่าของพวกเขา ทั้งพวกที่ข้ามมาจากไทย และพวกที่กำลังจะกลับไปยังฝั่งไทย ทำให้เราอดปลื้มใจไม่ได้ว่าประเทศของเราและประเทศเพื่อนบ้านยังมีสิ่งดีๆ ที่ทำให้คนต่างถิ่นมาสัมผัสและมีความสุข





5.

เช้าวันที่สามที่เชียงของ เราตื่นในเวลาที่เร็วเกินกว่าจะเรียกว่าเช้า

ตีสี่ครึ่งสำหรับคนทั่วไปอาจจะยังเช้าสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ แต่สำหรับตลาดเช้าหรือ “กาดเช้า” ใกล้ๆ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงของ เวลาตีสีครึ่งถึงตีห้านั้นก็ถือว่า “สาย” เสียแล้ว

“เอารังผึ้งไหม นี่เหลือชิ้นสุดท้าย เดี๋ยวตลาดจะวายแล้ว” พ่อค้าขายขนมรังผึ้งร้องบอกเราในเวลาตีห้า

ใช่, ตีห้าคือเวลาใกล้ตลาดวาย สืบความมาได้ว่าตลาดเช้าที่นี่เปิดขายตั้งแต่เวลาตีสามถึงหกโมงเช้า ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะออกมาจับจ่ายสินค้ากันตั้งแต่เวลาตีสามถึงตีสี่ ทั้งวัตถุดิบเช่นผักและเนื้อ ทั้งอาหารปรุงเสร็จทั้งอาหารคาวอาหารหวาน ทั้งหมดหาซื้อได้ที่นี่ แม้กระทั่งลอตเตอรี่ซึ่งนิยมขายกันอยู่หลายเจ้า กาดเช้าแห่งเชียงของจึงเป็นหนึ่งในตลาดเช้าที่คึกคักมากที่สุดเท่าที่เราจะได้พบ

ฟ้าเริ่มสางหลังจากเราเดินออกมาจากตลาด ถนนหนทางในเชียงของยังว่างโล่ง เราเดินเล่นกันกลางถนนประหนึ่งเป็นถนนคนเดินอย่างแท้จริง เดินลัดเลาะถนนไปจนถึงริมแม่น้ำโขง แม่น้ำโขงยามเข้าสวยราวภาพวาด อากาศเย็น หมอกลงจางๆ พอให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล แม่น้ำทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แต่เข้านี้ที่นี่ไม่ได้มีเพียงเรา หากยังมีชาวบ้านผู้ใช้พื้นที่ริมน้ำเป็นแปลงเกษตรขนาดย่อม ปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิดอีกด้วย

เราไม่รอช้า เดินเข้าไปใกล้คุณลุงคนหนึ่งผู้ดัดแปลงพื้นที่ริมโขงเป็นพื้นที่ปลูกถั่วงอก มองดูเขาลำเลียงถังทรายมาไว้ริมโขงถังแล้วถังเล่า เมื่อแอบชะโงกดู ภายในถังแต่ละถังเต็มไปด้วยถั่วงอกผลิยอดแตกใบขาวอวบน่ากิน

“ปลูกเอาไว้ประมาณห้าวันก็เอาไปร่อนทรายออก ปลูกเอาไปขายที่กาดเช้านั่นแหละ ผักที่ขายที่นั่นก็ปลูกกันแถวนี้ทั้งนั้น” คุณลุงบอกพร้อมสาธิตวิธีร่อนทรายออกจากถังปลูกถั่วงอกให้เราได้ชม

สำหรับเมืองธรรมดาเช่นเชียงของ อาชีพเกษตรกรรมยังคงเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน โดยเฉพาะการปลูกผักสวนครัวริมลำโขงเช่นที่เห็นนี้ เราจึงเห็นว่าเมืองเล็กแห่งนี้ไม่เคยขาดแคลนพืชผักสดใหม่ไว้ใช้ปรุงอาหารเลย

ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นริมน้ำอยู่พักใหญ่ เราก็ได้พบคุณแม่ยังสาวชาวญี่ปุ่นพาลูกชายเล็กทั้งสองมาสูดอากาศยามเช้าริมโขง ได้สนทนากันเล็กน้อยจึงพบว่าเธอเป็นชาวญี่ปุ่นที่ย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดมาอยู่ที่เชียงใหม่ได้หลายปีแล้ว ช่วงนี้มีเวลาว่างจึงได้พา “ยูตะคุง” และ “เซตะคุง” หนุ่มน้อยตัวจิ๋วมาเที่ยวเมืองชายแดนแห่งนี้  ด้วยความที่อยู่เมืองไทยมานาน เธอจึงพูดภาษาไทยได้คล่อง เราจึงมีโอกาสได้ต่อบทสนทนากับเธออีกเล็กน้อยก่อนแยกทาง

เราเอ่ยลากันในยามที่แสงอาทิตย์ฉาบทาทั่วท้องฟ้า นอกจากคุณแม่ยังสาวผู้นี้ เชียงของยังเต็มไปด้วยนักเดินทางชาวต่างชาติที่แวะเวียนมาชื่นชมความงามของธรรมชาติอีกหลายต่อหลายคน  เกือบทั้งหมดเดินทางมาแบบแบ็กแพ็ค แต่งตัวทะมัดทะแมง สะพายเป้ซึ่งใหญ่กว่าที่ไหล่และแผ่นหลังน่าจะแบกรับได้ สงบเสงี่ยมและดูมีรสนิยมวิไล

ใช่, นักท่องเที่ยวที่เมืองนี้โดยส่วนใหญ่มาฐานะนักเดินทางผู้เพลินทาง มิใช่นักท่องเที่ยวผู้มาตามกระแสความนิยมเท่านั้น




6.

เราบอกลาเชียงของด้วยเส้นทางสาย “เชียงของ-พญาเม็งราย-เชียงราย” เส้นทางสายใหม่ที่เป็นป่าเขาและเต็มไปด้วยทางคดเคี้ยวมากกว่าขามา แต่ความรู้สึกเมื่อยามได้เปิดหน้าต่างให้กว้างสุดกว้าง มองออกไปให้ไกลสุดลูกหูลูกตานั้นก็ทำให้หัวใจพองโตได้ไม่ต่าง ความเป็นธรรมดาและธรรมชาติของเมืองทำให้ใครก็ตามที่เดินทางมาสัมผัส หลวมตัวหลงรักเมืองนี้ได้ไม่ยาก

หากจะเปรียบไปแล้ว เสน่ห์ของเชียงของก็เหมือนเสน่ห์ของหญิงสาวผู้น่ารักและมีชีวิตชีวา มากกว่าหญิงสาวผู้สวยสะพรั่ง เป็นความสวยที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณา ต้องใช้ดวงตาที่สามเพื่อมองให้เห็นความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดา และหากจะว่ากันตามจริงแล้ว ความสวยที่ไม่น่าเบื่อเช่นนี้ก็น่าอยู่ใกล้ๆ เพื่อค้นหามากกว่าความสวยที่ประจักษ์ชัดเมื่อแรกสบตาเป็นไหนๆ


Sunday, January 27, 2013

เสียงและฉากจากช่างผมไทยราชบุรี




เป็นงานที่ถ่ายเก็บไว้เมื่อคราวไปทำสารคดีที่ราชบุรีเมื่อต้นปีที่แล้ว อยู่คุยกับคุณลุงประมาณชั่วโมงซึ่งเป็นร้านที่ฉันใช้เวลาเก็บภาพนานที่สุดในวันนั้น คุณลุงแกเล่าว่าแกเริ่มทำร้านตัดผมมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ส่วนที่นี่ที่เป็นทั้งบ้านและร้านก็สร้างมาเกือบห้าสิบปีแล้ว แกยังเล่าถึงลูกทั้งสามคนของแกอีกว่าไปทำงานที่กรุงเทพฯกันหมด นานๆ ถึงจะกลับบ้านที พอเล่ามาถึงตรงนี้ฉันรับรู้เลยว่าลุงแกคงคิดถึงลูกๆ มาก แต่จะให้รั้งอยู่ด้วยกันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก 

ในวีดีโอนี้ฉันเลือกตัดมาตอนช่วงที่แกเล่าถึงสมาคมช่างผม ฉันเองแปลกใจมากว่าแต่ละจังหวัดเขามีชมรม-สมาคมอะไรแบบนี้กันด้วย เป็นความคิดที่เจ๋งมาก ไม่แน่ใจว่าอารมณ์คล้ายสมาคมแม่บ้านทหารบกรึเปล่า และแม้การสนทนากับคุณลุงจะได้น้ำมากกว่าเนื้อแต่เราก็สนุกมากกับการพูดคุยในครั้งนั้น

"อาชีพเดียวกันก็รักกันไว้" คุณลุงแกว่าไว้อย่างนั้น





ตัดงานดิบไปหน่อย และตอนนั้นกล้องยังไม่เป็น HD





That Original Frippo


Thursday, January 24, 2013

Home sick..


ตอนแรกพี่ว่าจะเขียนเรื่องปัญหาโรคอ้วนของคนอเมริกา แต่ว่าเปลี่ยนใจขอมาเล่าเรื่อง Home sick หรือความคิดถึงบ้านดีกว่า เพราะว่ามันเข้าสถานการณ์ของพี่ช่วงนี้อย่างมาก...

Home sick คืออาการคิดถึงบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเวลาที่ย้ายถิ่นฐานใหม่ๆไกลจากบ้าน จากครอบครัวและเพื่อน ความหนักหนาของอาการก็ขึ้นอยู่กับคนๆนั้นว่ามีความผูกพันกับที่บ้าน หรือว่าเคยชินกับการอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวหรือเพื่อน มากน้อยแค่ไหน

ถึงแม้ส่วนมากอาการนี้จะเกิดตอนที่เราย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ แต่จากประสบการณ์ของพี่และเพื่อนหลายๆคน เห็นตรงกันว่า อาการคิดถึงบ้านจะสาหัสมากที่สุดตอนที่กลับมาจากการเยี่ยมบ้านที่ไทย เพราะว่าเราปรับตัวอยู่ที่นี่(แบบเหงาๆ)ได้แล้ว กลับบ้านไปก็เหมือนการสะกิดแผลขึ้นมาอีกรอบ พอแผลมันเปิดรอบนี้มันก็หายยากกว่าเดิม พี่กลับบ้านไปตอนเดือนธันวาปี 2553 ครั้งนั้นต้องบินออกจากไทยตอนเช้า แต่พี่เพิ่งมานั่งจัดกระเป๋าตอนตีสอง อิดออดตลอดเวลาที่เอาของใส่กระเป๋า เหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กที่เริ่มเข้าอนุบาลแล้วไม่อยากไปโรงเรียน… ถามแม่ตลอดว่า ”ไม่กลับไปได้มั้ย”


Bangkok, Thailand

นี่คือสาเหตุที่พี่ไม่ได้กลับบ้านมาสองปีแล้ว ไม่อยากกลับมาแล้วต้องมาปรับตัวกันอีกรอบ ครั้งที่กลับมาใหม่ๆตอนนั้น วันนึงพี่ตื่นแล้วมีความคิดแรกคือจะไปกินกาแฟแล้วนั่งคุยกับแม่ ซึ่งเป็นกิจวัตรที่พี่ทำทุกวันตอนเช้าที่อยู่ไทย แต่พอลืมตา พี่เห็นห้องของตัวเอง แล้วก็คิดได้ว่านี่ชั้นอยู่อเมริกานี่ หลังจากนั้นพี่ก็ร้องให้โฮ ในตอนนั้นห้องพี่มีของเต็มไปหมด แต่มันรู้สึกโล่งโหวงเหวงมาก

เวลาคิดถึงบ้านมากๆ พี่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า สมัยนี้ยังดีมีโทรศัพท์ อีเมลล์ สามารถสื่อสารกับที่บ้านได้ทันที ต่างจากที่คนสมัยก่อนทางติดต่อที่สะดวกคือจดหมาย กว่าจดหมายจะมาถึงผู้รับที่ไทย ตอนนั้นปัญหาที่ผู้ส่งเขียนมาระบายอาจคลี่คลายไปแล้วก็ได้ (มีใครจำแอร์เมลล์ หรือเจ้ากระดาษแผ่นบางๆสีฟ้าได้มั้ย ที่คนเขียนต้องเขียนกันตัวละเอียดยิบ ใช้พื้นที่ให้คุ้มที่สุด เพื่อส่งไปให้คนไกลบ้าน) สมัยนี้ยังดีที่สามารถโทรศัพท์ติดต่อคนที่บ้านได้ทันที สมัยก่อนเรื่องเห็นหน้าค่าตาคงไม่ต้องพูดถึง ต้องส่งรูปกันทางจดหมายเท่านั้น สมัยนี้สะดวกกว่าเยอะทั้งเฟซบุ๊ค Skype วีดีโอแช็ท ที่สามารถคุยกัน เห็นความเปลี่ยนแปลงของคนไกลให้หายคิดถึงกันบ้าง

แต่ละคนก็มีวิธีการแก้ปัญหาการคิดถึงบ้านต่างกัน บางคนก็ทำหากิจกรรมทำ ไปเที่ยว หรือว่าบางคนก็แก้ปัญการนี้ด้วยการบินกลับบ้านบ่อยๆ และการมีเพื่อนสนิทที่นี่ก็ทำให้ความคิดถึงบ้านลดน้อยลงไปได้ ยิ่งถ้ามีเพื่อนที่สนิทจนกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัว ก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านไปได้เยอะ

ตอนนี้อาการคิดถึงบ้านมันคุกคามพี่อย่างรุนแรง ไม่รู้เพราะมันถึงจุดอื่มตัวที่อยู่ที่นี่แล้ว หรือว่าเพราะจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้ หรือว่าเพราะปัญหาส่วนตัวเรื่องอื่น บางอย่างที่เมื่อก่อนชอบทำคนเดียวแล้วมีความสุข เช่นเที่ยวหรือดูหนัง ก็กลายเป็นกิจกรรมน่าเบื่อ การออกไปพบปะผู้คนก็ไม่ได้ช่วยให้ความคิดถึงบ้านน้อยลง อาจฟังดูแย่ แต่พี่เหนื่อยกับการที่ต้องดูแลตัวเอง ทั้งๆที่ปกติแล้วก็เป็นคนทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอด แต่ว่าทุกอย่างคงดีขึ้นถ้าเรามีคนเรารัก (ครอบครัวและเพื่อน) คอยรับฟังเวลาเรามีปัญหา หรือแค่ยิ้มให้ ได้พบปะพูดคุย ปัญหาหรือความเครียดที่เรามีก็เบาบางลง ... บางครั้งพี่สงสัย ว่าคนรอบข้างที่พี่เจอกันทุกวัน เค้าจะรู้มั้ยนะว่าพี่เหงาและคิดถึงบ้านขนาดนี้

ขอโทษที่วันนี้เรื่องที่เล่าดูส่วนตัวไปนิดนึง เหมือนกลายเป็นบ่นซะงั้น แต่มันอาจจะโดนใจคนไกลบ้านหลายๆคนเนอะ :)


Mellow tiger..




ฟังเพลงนี้ทีไร แล้วคิดถึงบ้านทุกที

Tuesday, January 22, 2013

หนีกรุงไปเที่ยวคุ้งบางกะเจ้า


"ถึงปากลัดแลท่าชลาตื้น  ดูเลื่อมลื่นเลนลากลำละหาน  เขาแจวจ้วงล่วงแล่นแสนสำราญ   มาพบบ้านบางระเจ้ายิ่งเศร้าใจ  อนาถนิ่งอิงเขนยคะนึงหวน  จนจวบจวนแจ่มแจ้งปัจจุสมัย  ศศิธรอ่อนอับพยับไพ  ถึงเชิงไทรศาลพระประแดงแรง" - นิราศเมืองแกลง, สุนทรภู่ 

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักชื่อบางกะเจ้า และหลังจากต้องท่องนิราศบทนั้นติดต่อกันเป็นเวลาร่วมภาคการศึกษา ภาพจำของบางกะเจ้าสำหรับฉันจึงเป็นสถานที่ที่สุนทรภู่เคยล่องเรือผ่านขณะเดินทางไปเมืองแกลง หลายปีผ่านไป กลับมาได้ยินชื่อนี้อีกครั้งเมื่อเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งถามขึ้น “เคยไปเที่ยวบางกะเจ้าไหม”  ด้วยไม่คิดว่าชื่อเช่นนี้จะเป็นสถานที่สำหรับ 'เที่ยว' ได้ จึงได้ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองถึง อ.พระประแดง ในคุ้งน้ำลักษณะคล้ายเกาะล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ใคร ๆ ขนานนามกันว่า บางกะเจ้า

สวนหมากแดงในคุ้งบางกะเจ้า

บางกะเจ้าคือดินแดนในฝันของคนกรุง ข้อมูลบางแห่งจากอินเตอร์เน็ตว่าไว้ เมื่อเราเดินทางไปถึง ภาพที่เห็นเป็นยิ่งกว่าดินแดนในฝัน เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แม้แต่สิ่งที่เราจะจินตนาการได้เมื่ออยู่ในเมือง ภาพต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับแทนรั้ว คันคลองร่องสวนที่ยังอุดมสมบูรณ์ ถนนหนทางที่ร่มรื่นไร้มลพิษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เลิกกังขาต่อคำยกย่องของนิตยสารไทมส์ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ว่าบางกะเจ้าเป็น The Best Urban Oasis Of Asia

ป่าจาก  ต้นจากนั้นถือเป็นพืชประจำถิ่นของบางกะเจ้า


คุ้งบางกะเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ประกอบไปด้วย ๖ ตำบล ได้แก่ ต.ทรงคนอง ต.บางยอ ต.บางกระสอบ ต.บางน้ำผึ้ง ต.บางกอบัว และ ต.บางกะเจ้า  ทั้ง ๖ ตำบลอยู่รวมกันในพื้นที่เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำคดโค้งไปมา ทำให้ใครต่อใครต่างเรียกที่นี่ด้วยชื่อที่น่ารักน่าชังว่า 'กระเพาะหมู'  คนในพื้นที่นอกจากจะมีคนไทยแล้ว ยังมีคนมอญซึ่งอพยพเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สร้างบ้านแปงเมืองอยู่ในพื้นที่นี้จนบางกะเจ้ากลายเป็นแหล่งอารยธรรมมอญที่สำคัญแห่งหนึ่งในประเทศไทย

เราไปถึงบางกะเจ้าในเช้าวันเสาร์ ตกลงใจจะสำรวจพื้นที่บางกะเจ้าด้วยพาหนะสองล้ออย่างจักรยาน เพราะจักรยานเป็นพาหนะหลักของชาวบ้านที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากการการกินข้าวหรือการอาบน้ำ วิธีที่ดีทีสุดทีจะรู้จักที่นี่จึงเป็นการลงไปสัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริงในรูปแบบของพวกเขาด้วย

ตลอดเส้นทางปั่นจักรยานในบางกะเจ้าจะมีป้ายบอกทางปักไว้


ก่อนเริ่มปั่นจักรยาน เราตรงไปยังบ้านลุงกุล ใน ต.บางยอ ลุงกุลเป็นผู้เชี่ยวชาญการขี่จักรยานในพื้นที่บางกะเจ้า และเปิดบ้านของลุงเป็นศูนย์การเรียนรู้การท่องเที่ยวด้วยจักรยาน เป็นจุดให้ความรู้เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวผู้มาใหม่และยังเป็นจุดนัดพบของสิงห์นักปั่นที่นิยมชมชอบการมาขี่จักรยานในคุ้งบางกะเจ้า  เส้นทางปั่นจักรยานที่คุณลุงมีให้ผู้มาใหม่เลือกสรรมี ๓ ทาง ทางแรกเป็นทางวิบาก ระยะทางกว่า ๒๕ กิโลเมตร ทางที่สองเป็นทางกึ่งวิบากกึ่งสบาย ปั่นผ่านถนนใหญ่บ้างร่องสวนบ้าง ระยะทางรวม ๑๗ กิโลเมตร ทางสุดท้ายเป็นทางสำหรับมือใหม่ ระยะทางราว ๗ กิโลเมตร เราตกลงใจเลือกทางเส้นที่สองหรือที่แอบตั้งชื่อให้ว่า 'ทางสายกลาง' แล้วเริ่มต้นปั่นไปพบความสงบงามแห่งบางกะเจ้ากันในเช้าวันนั้นเอง

เริ่มปั่นล่ะนะ !

เส้นทางจักรยานเริ่มที่ ต.ทรงคนอง เราปั่นผ่านถนนเส้นหลักในคุ้งบางกะเจ้าคือ ถ.เพชรหึงษ์ ทางคอนกรีตที่ยังมีรถยนต์ให้ได้พบเจอ จากนั้นลุงกุลผู้อาสานำทางเราปั่นก็พาเราตรงขึ้นไปยัง ต.บางยอ และเลี้ยวขวาเข้าไปยัง ต.บางกระสอบ ที่บางกระสอบนี่เองที่ทำให้เรารู้สึกอย่างแท้จริงว่าที่นี่คือสถานที่ในอุดมคติที่คนเมืองไม่อาจจินตนาการได้  สวนป่าบางกระสอบร่มรื่นไปด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มากมาย จิก ลำพู ลำแพน รวมทั้งไม้เศรษฐกิจอย่างตะกู  มีสัตว์น่ารักอย่างกระรอก กระแตปีนป่ายต้นไม้ ระยะห่างระหว่างไม้ต้นใหญ่แต่ละต้นเรายังเห็นกล้าไม้มากมายปลูกแซม “หลักการปลูกไม้ของที่นี่คือจะไม่ตัดต้นไม้เก่าทิ้งแต่จะปลูกต้นใหม่ขึ้นแซมต้นเก่า” คุณลุงกล่าว ฉับพลันที่มองสวนป่าที่มีทั้งไม้เล็ก-ใหญ่ มีสัตว์เล็กสัตว์น้อยอาศัยป่าเพื่อการเจริญเติบโตนั้นเองที่เราตระหนักได้ว่า นี่คือตัวอย่างการเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยของสิ่งมีชีวิตด้วยกันอย่างแท้จริง

จากบางกระสอบเราไปต่อยังบางน้ำผึ้ง ตำบลที่เรียกได้ว่าคึกคักมากที่สุดตำบลหนึ่ง ที่นี่มีตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของคนในชุมชน ขายของที่ผลิตโดยคนในชุมชนเอง เป็นการร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาชุมชน และที่หลังตลาดแห่งนี้ก็ยังมีสวนป่าบางน้ำผึ้ง มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติขนาดเล็กที่มีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่บางกะเจ้ารวมทั้งความรู้เชิงนิเวศวิทยา ป้ายความรู้และของจริงที่อยู่ตรงหน้าทำให้เรารู้ว่าต่อจากนี้เราควรปฏิบัติต่อพื้นที่สีเขียวที่เราพึ่งพาอาศัยอยู่อย่างไร

Bangkok tree House บ้านพักสุดหรูในบางกะเจ้าที่เราบังเอิญได้พบ


มีข้อความดีๆแปะไว้ทั้งบ้านเลย

ลุงกุลเห็นเราสนุกกับการปั่นจักรยานลัดเลาะสวน จึงเอาใจด้วยการพาออกนอกเส้นทางสายกลาง ลัดเลาะไปยังคันคลองร่องสวนใน ต.บางน้ำผึ้ง เข้าไปยังสวนป่าเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ทางเส้นนี้ทั้งสวยทั้งน่าหวาดเสียว เกือบทั้งเส้นทางเป็นทางปูนยกระดับความกว้างประมาณ ๑ เมตร  ทางบางช่วงมีราวกั้น บางช่วงมีราวฝั่งเดียว แต่หลายช่วงสุดหวาดเสียวด้วยไม่มีราวทั้งสองข้าง และรอบข้างเป็นคันคลองร่องสวนและแม่น้ำ จุดที่หวาดเสียวที่สุดคือทางโค้ง  บางคนในกลุ่มเราเลี้ยวพลาด พลัดตกลงไปในร่องสวนเกิดเสียง “ตุ้บ!” ใหญ่ กว่าจะตะกายขึ้นมาจากร่องสวนได้ก็ใช้เวลาสักพัก เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน พี่ชายผู้ตกร่องสวนสารภาพว่ากำลังหักหลบกองขี้หมากองใหญ่ทำให้ตีวงจักรยานพลาดพลัดตกลงไปในสวน แต่เรื่องที่น่าเศร้าก็คือเมื่อตะกายจากร่องสวนขึ้นมาบนทางปูนได้ กลับมาเหยียบกองขี้หมาที่หักหลบตอนแรกเข้าอย่างจัง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้เราสรุปกันได้ว่า เจอขี้หมาดีกว่าเจอน้ำคลอง !

สวนป่าบางน้ำผึ้ง สวย สงบ ร่มรื่น

จากบางน้ำผึ้ง เราไปต่อกันที่บางกอบัว ที่บางกอบัวมีวัดบางกอบัว วัดมอญเก่าแก่ จากนั้นก็ปั่นล่องไปถึงตำบลสุดท้าย ต.บางกะเจ้า พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพันธุ์ปลากัดหายากและมีนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองพระประแดง และยังมีสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย ทั้งขี่จักรยาน ดูนก ให้อาหารปลา หรือว่าจะเดินเล่นศึกษาธรรมชาติเฉย ๆ ก็ประทับใจได้มากเพียงพอ  บรรยากาศภายในสวนแสนร่มรื่น เราขี่จักรยานปะปนเข้าไปกับกลุ่มนักปั่นกลุ่มใหญ่  สวนสวยและอากาศที่บริสุทธิ์เหล่านี้เป็นผลมาจากกฎของชาวบ้านในคุ้งบางกะเจ้าที่ว่า “ห้ามตัดต้นไม้ทุกต้น”  ต้นไม้ทุกต้นในผืนดินผืนนี้จึงมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่และเติบโตเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

จาก ต.บางกะเจ้า เราปั่นเลาะร่องสวนกลับมาจนถึงบ้านลุงกุล ที่ ซ.เพชรหึงษ์ ๒๓ ต.บางยอ  ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย เราสั่งน้ำหวานมาดื่มกันเกือบสิบขวด ในขณะที่ลุงกุลผู้มีอายุ ๖๐ ปี ยังเดินไปมาเล่นกับหลานสาวตัวน้อยในบ้านอย่างกระปรี้กระเปร่า ไร้วี่แววของความเหนื่อยล้า  การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานทุกวันทำให้ลุงกุลแข็งแรงเกินกว่าวัย เรามองลุงเป็นตัวอย่างพลางบอกตัวเองว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นพรอันประเสริฐที่เรามอบให้ตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรอรับจากสวรรค์

สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวรรค์ของบรรดาคนรักจักรยาน

เราอยู่บางกะเจ้าสองวัน และลาจากดินแดนในฝันแห่งนี้ไปในเย็นวันอาทิตย์ ตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า เช่นเดียวกับภาพเมืองสีเขียวที่ค่อย ๆ หายลับตาเราไป  ระหว่างที่มองภาพสุดท้ายของคุ้งบางกะเจ้าในเย็นนั้น เรานึกถึงคำพูดคำหนึ่งของใครสักคนที่ว่า “เราต้องช่วยกันรักษาป่า เพราะป่าเท่านั้นที่จะรักษาเรา” พลางคิดว่าคำพูดนี้คงไม่จำเป็นสำหรับที่นี่ เพราะที่บางกะเจ้า... คน, สัตว์, ป่า - “เราคือลมหายใจเดียวกัน”


Patha V