Showing posts with label MellowTiger. Show all posts
Showing posts with label MellowTiger. Show all posts

Friday, October 24, 2014

Quote we like




"If I could be like Albert Einstein
I'd rather just be dumb and be with you

....

With you I can be myself
With you I don't have to be somebody else
It's like puttin on my favorite pair of shoes
I like to be with me, when I'm with you"


- "I Like To Be With Me When I'm With You", Drew Holcomb and the Neighbors

Wednesday, June 19, 2013

Women in IT

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พี่ได้ไปร่วมงาน TechEd ที่ New Orleans ซึ่งเป็นงาน conference ใหญ่ประจำปีของ Microsoft งานนี้จัดขึ้นทั้งหมดสี่วัน จัดที่ Ernest N. Morial Convention Center ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมใหญ่ของเมืองนั้น ภาพรวมของงานคร่าวๆก็คือมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำ Hands-on Lab และเข้าห้องเรียนเกี่ยวกับเรื่อง IT ต่างๆ ค่าเข้างานนี้แพงมาก มากกว่า $2,000 (บริษัทจ่าย 55) แต่ทาง Microsoft ก็ดูแลผู้ร่วมงานอย่างดี มีทั้งข้าวเช้า ข้าวกลางวัน และปาร์ตี้ปิดงานที่จัดที่สนามฟุตบอล Mercedes-Benz Superdome ซึ่งเป็นบ้านของทีมฟุตบอลของ New Orleans Saints นั่นเอง


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


จากการที่พี่ไปร่วมงานทั้งหมดสี่วัน พี่ได้สังเกตเห็นอะไรหลายอย่างที่อยากมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องที่เห็นเด่นๆคืองานนี้มีผู้หญิงน้อยมาก พี่กะดูแล้วน่าจะประมาณ 5% ของผู้ร่วมงาน น้อยมากจนพี่ไม่กล้าใส่เดรส เพราะกลัวเด่นเกิน 55 เดินไปไหนแทบไม่เห็นผู้หญิง บางครั้งก็รู้สึกเหงาแปลกๆ แต่ยังดีที่เวลาเดินสวนกัน พวกเรา(สาวๆ)ก็จะส่งยิ้มเล็กๆ สบตากันอย่างเป็นมิตรและเข้าใจกัน 55 คิดดูสิเวลาเราไปร่วมงานใหญ่ที่ไหน เช่นงานคอนเสิร์ต แถวหน้าห้องน้ำผู้หญิงจะยาวมาก ถ้าเทียบกับห้องน้ำผู้ชาย แต่งานนี้ห้องน้ำผู้หญิงโล่งค่ะ แทบไม่มีคน ห้องน้ำผู้ชายนี่สิแถวยาวออกมาข้างนอก และใน Class ที่เข้าไปฟังนั้นมีแต่ Instructor ผู้ชายทั้งนั้น พี่เพิ่งมาเห็น Instructor ผู้หญิงก็ Class สุดท้ายที่เข้าฟังก่อนเลิกงาน


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


ผู้หญิงในสายงาน IT นั้นนับว่าน้อยมากถ้าเทียบกับผู้ชาย อย่างในทีมพี่ มีทั้งหมด 7 คน มีพี่คนเดียวที่เป็นผู้หญิง ที่เหลือก็แมนๆกันทั้งนั้น และส่วนใหญ่ผู้หญิงจะไม่ค่อยมาทำงาน Technical เช่น พวกงานเขียนโค้ดอย่างที่พี่ทำ แต่จะไปดูแลพวก Project Management มากกว่า ซึ่งพี่เห็นตรงนี้แล้วก็ถูกใจ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงอย่างเราๆก็คุมผู้ชายอยู่ :)


แต่การที่เราเป็นชนกลุ่มน้อยนั้นก็มีข้อเสียเหมือนกัน ขนาดที่ว่าอเมริกานับว่าเป็นประเทศที่มีความเท่าเทียมทางด้านเพศแล้ว แต่พี่ก็ยังเห็นความต่างอยู่บ้าง พี่รู้สึกว่าผู้หญิงยังได้รับการยอมรับน้อยกว่าผู้ชายในสายงานนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในคลาสสุดท้ายนั้นที่มี Instructor เป็นผู้หญิง พี่สังเกตว่าคนเดินออกจากห้องเรียนกันเรื่อยๆ เค้าคงหวั่นใจว่าเค้าจะสอนได้ดีเหมือน Instructor ผู้ชายรึเปล่า ซึ่งจุดนี้ต้องทำให้ผู้หญิงอย่างเราต้องพยายามถึงสองเท่า และอีกเรื่องที่สังเกตคือ พี่มักจะได้งาน “ง่าย” Copy – Paste หรืองานพวกสวยงาม ที่ไม่ค่อยมีคนในทีมทำ แต่พวกเด็กฝึกงาน กลับได้งานเขียนโค้ดหนักๆซะงั้น บางครั้งก็เบื่อเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำใจ เราต้องพยายามมากขึ้นและพิสูจน์ผลงานให้เค้าเห็น


ถึงสาวๆในสายงาน IT ทุกคน… “We Can Do IT!!” ค่ะ :D




Mellow tiger..

Wednesday, May 29, 2013

Internship

เนื่องจากเข้าช่วงซัมเมอร์แล้ว และเป็นช่วงที่เด็กฝึกงานเริ่มเข้ามาที่บริษัท พี่เลยจะขอเล่าเรื่องประสบการณ์ฝึกงานซะหน่อย...ปีนี้ในทีมของพี่มีน้องๆฝึกงานสองคน อายุ 19 และ 22 ปี การที่ตอนนี้มีน้องๆฝึกงานเข้ามาทำให้พี่ซึึ่งเมื่อก่อนเด็กที่สุดในทีมรู้สึกแก่ลงไปมาก ^^”

โปรแกรมฝึกงานของบริษัทพี่จะเริ่มในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ยาวไปถึงอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคม รวมๆแล้วประมาณ 10 อาทิตย์ ในวันแรกที่ไปถึงก็จะมีการปฐมนิเทศเล็กๆ ซึ่งจะไม่เป็นทางการมากนัก โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมาแนะนำความเป็นมาของบริษัท กิจกรรมที่เราจะทำ และเรื่องเอกสารต่างๆที่ต้องให้กับฝ่ายบุคคล เช่น ถ้าเป็นนักเรียนต่างชาติก็ต้องมีเอกสารที่เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน เป็นต้น หลังจากนั้นก็มีการแจกข้าวกลางวัน ซึ่งตอนนี้จะมีทีมลีดเดอร์ หรือผู้จัดการของเด็กแต่ละคนมาร่วมกินข้าวด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์กระชับมิตร ในจุดนี้หัวหน้าพี่ชอบเป็นพิเศษ ดี๊ด๊าทั้งวัน ว่าวันนี้ชั้นจะได้กินข้าวฟรี 55

พี่สังเกตว่าการฝึกงานที่บริษัทพี่ จะเน้นให้เด็กฝึกงานมีความรักในบริษัท เริ่มด้วยในวันแรก มีการล่อใจด้วยการแจกของ สมุด ปากกา กระบอกน้ำ (สำหรับพนักงานทั่วไป วันแรกไม่ได้ของแจกอย่างนี้นะจ๊ะ) และมีการโชว์พาวเวอร์พ้อยท์แสดงประวัติ ผลิตภัณฑ์ และความสำเร็จต่างๆของบริษัท นอกจากนั้นแล้วในระหว่างโปรแกรมฝึกงานทางฝ่ายบุคคล ก็จัดกิจกรรมให้ได้พบกับผู้บริหาร เช่นมีการกินข้าวกลางวันกับผู้บริหารทุกวันพฤหัส ก่อนจบโครงการก็มีการไปกินปาร์ตี้อย่างหรูที่ “คฤหาส” ของผู้บริหาร ขอใช้คำว่าคฤหาส เพราะมันเป็นบ้านบนเชิงเขาที่อยู่ในหมู่บ้านที่มีประตูกั้นเข้าออก และยามดูแลอย่างแน่นหนา พนักงานทั่วไปยังไม่เคยได้ไปกันเลย


Budweiser Brewery Tour - July, 2013


Budweiser Brewery Tour - July, 2013


นอกจากความรักในบริษัทแล้ว กิจกรรมต่างๆก็สร้างความสัมพันธ์ให้กับระหว่างเด็กฝึกงานกันเอง เช่นจะมีการทำกิจกรรมทุกบ่ายวันพฤหัส เช่นเล่นเกมส์ละลายพฤติกรรม และในวันศุกร์ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ จะมีการทำกิจกรรมนอกสถานที่ เช่น ไปทัวร์ศูนย์ดาวเทียวของบริษัทที่ Wyoming ไปทัวร์โรงเบียร์ Budweiser แต่ที่เด็ดสุดคงต้องยกให้การไป 14er (อ่านว่า โฟร์ทีนเนอร์) ซึ่งเป็นการเดินขึ้นเขาที่สูงกว่า 14,000 ฟุต เริ่มเดินกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนบ่ายสอง เจ้ากิจกรรมเนี่ยแหละ ที่ทำให้ได้สนิทกับเพื่อนกันมากๆ (เหมือนที่คนอื่นว่าไว้ ว่ได้เห็นใจตอนจะเป็นจะตายเนี่ยเอง 55)


Mt. Greys, CO - July, 2013


จริงๆแล้วพวกกิจกรรมพวกนี้ถ้าเรามองอีกมุมนึง มันก็เป็นแผนการตลาดเพื่อโปรโมทภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัททางอ้อม ทำให้เวลาเราจบโปรแกรมไปแล้ว เราจะพูดถึงบริษัทในทางที่ดี และถ้าเราโชคดีได้ job offer หลังจากที่จบจากโปรแกรม ก็จะทำให้บริษัทได้บุคลากรที่มีความรักองค์กรมากขึ้น อันนี้ถ้าให้เปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งของไทย มันมีความต่างตรงที่พอจบจากโครงการฝึกงาน กลับไม่มีความอยากทำงานที่นั้น เพราะได้เห็นและรู้สึกได้ถึงความกดดันและความเครียดในการทำงาน แต่สิ่งที่ได้ไม่ต่างกันก็คือเพื่อนที่ได้จากการฝึกงานนั่นเอง




Mellow tiger..

Wednesday, May 22, 2013

Commencement


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พี่ได้ไปงานรับปริญญาของเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยที่พี่เคยเรียน (มหาวิทยาลัยในดาวทาวน์เดนเวอร์) รับปริญญารอบนี้มีเพื่อนจบกันหลายคนทั้งเพื่อนคนไทยและต่างชาติ ถ้าเป็นรอบก่อนๆจะมีนักเรียนไทยจบกันเยอะมาก แต่ตั้งแต่ปีที่แล้ว มีคนไทยมาเรียนที่นี่น้อยลงเรื่อยๆ ไม่รู้เพราะกระแสไปเรียนที่อังกฤษกำลังบูมหรือว่ายังไง รอบนี้เลยมีเพื่อนคนไทยที่พี่รู้จักจบแค่คนเดียว



Fall Commencement - December, 2012


การรับปริญญาในมหาวิทยาลัยที่อเมริกานั้นแบ่งเป็นสองรอบ คือ รับตอนจบภาคเรียน Spring Semester (ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม) และ Fall Semester  (ประมาณกลางเดือนธันวาคม) ต่างจากบ้านเราตรงที่ ไม่ต้องรอรู้ผลว่าจะจบรึเปล่าก็สามารถเดินเข้ารับปริญญาได้ทันที แต่จะได้ใบจริง ซึ่งจะส่งจดหมายไปที่บ้านในอีกสองสามเดือนหรือไม่ก็ค่อยว่ากันอีกที และพิเศษอีกตรงที่ถ้าสมมตินักเรียนกำลังจะจบในซัมเมอร์ ก็สามารถเดินรับในช่วง Spring ได้ ซึ่งพี่ก็ทำอย่างนั้น เพราะพี่อยากให้พ่อแม่มาในช่วงที่อากาศกำลังอุ่น พี่เลยรับปริญญาก่อนจบจริง ถ้าจะไปรับช่วงเดือนธันวา พ่อกับแม่พี่คงสู้อากาศหนาวที่นี่ไม่ไหวแน่ๆ



Spring Commencement - May, 2012


Spring Commencement - May, 2012


อีกเรื่องที่ต่างจากงานรับปริญญาที่ไทยคือ ความเรียบง่ายของงาน ที่นี่จะไม่มีการซ้อมใหญ่ซ้อมย่อยใดๆทั้งสิ้น รับวันจริงวันเดียวจบ ไม่มีการแต่งหน้าทำผมฉูดฉาด งานเป็นกันเอง ขนาดที่ว่าเด็กบางคนใส่รองเท้าแตะ ขาสั้นใต้เสื้อครุย และหลังจากรับปริญญานั้นก็มีการแสดงท่าทางดีใจในแบบฉบับของตัวเอง ใครอยากเต้น อยากเอากากเพชรประดับหมวกรับปริญญาก็ทำกันได้ตามใจชอบ

ความต่างตรงนี้เองนี้ทำให้การรับปริญญาที่ไทยและที่นี่มีเสน่ห์ต่างกันไป เช่น งานรับปริญญาที่ไทยซึ่งเป็นงานพิธีการ ถ้าจะให้เด็กนักเรียนมาทำตัวตามใจชอบแบบนี้ก็ไม่เหมาะ แต่เพราะความเป็นพิธีการ มันทำให้งานดูศักดิ์สิทธิ สร้างความภูมิใจให้กับนักเรียนและครอบครัว ที่ฝ่าฟันกับการใช้ชีวิตนักเรียน (สำหรับพ่อแม่ คงต้องใช้คำว่า ใช้เวลาเคี่ยวเข็ญ) ถึงสิบกว่าปี ส่วนงานรับปริญญาที่นี่ มันก็มีเสน่ห์ตรงที่มีความสนุกสนาน นักเรียนสามารถปลดปล่อยความเครียดได้เต็มที่ แต่ที่ไม่ต่างกันเลยก็คือความภูมิใจ ปลาบปลื้มของตัวเราเองและของพ่อแม่ ไม่ว่าไปงานรับปริญญาที่ไหน ถ้าจะให้เปรียบเทียบ มันก็คงเหมือนไปงานแต่งงาน ที่เรารู้สึกได้ถึงความรักลอยอยู่ในอากาศ งานรับปริญญาก็เช่นกัน พี่จะรู้สึกได้ถึงความสุข ความภาคภูมิใจของพ่อแม่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศด้วย

แต่ถึงงานรับปริญญาจะมีความต่าง แต่เด็กไทย (และเด็กเอเชีย) ก็ยังถ่ายรูปไม่ยั้งกันเหมือนเดิม เด็กนักเรียนอเมริกันสู้ไม่ได้เลยทีเดียว 55






Mellow tiger..

Thursday, May 9, 2013

Taking a Bus


ในบล๊อกแรกๆ พี่เคยเล่าเรื่องการจราจรของ Denver อาทิตย์นี้พี่เลยขอมาเล่าเรื่องระบบขนส่งมวลชนของที่นี่บ้าง

ช่วงแรกๆ ประมาณปีครึ่งที่พี่อยู่ที่นี่ พี่ก็ไม่ได้ไฮโซมีรถขับอย่างเช่นทุกวันนี้ ไปไหนมาไหนเลยต้องใช้บริการขนส่งมวลชน ทั้งรถเมลล์และรถไฟฟ้า ถึงแม้จะลำบาก แต่ก็มีข้อดีคือมันทำให้พี่เป็นคนที่จำถนนหนทางที่นี่แม่นมาก ไปไหนมาไหนรู้หมด ว่ามันอยู่ทิศไหนของตัวเมือง ใครไปไหนที่นี่กับพี่ ไม่ต้องกลัวหลงแน่นอน  :)


ทิปจากพี่สาว: เวลาอยู่ในตัวเมืองเดนเวอร์ ถ้ามองไปทางไหนแล้วเห็นภูเขา ทางนั้นคือทิศตะวันตกค่ะ


ระบบขนส่งที่นี่ดำเนินการโดย RTD (Regional Transportation District) ซึ่งจะคล้ายๆกับ"ขสมก"บ้านเรา  RTD จะดูแลทั้งหมด ไม่ว่าเป็นรถประจำทางในเมือง รถระหว่างเมือง และรถไฟฟ้า (หรือเรียกว่า Light Rail) การมีบริษัทเดียวนี่เองที่ทำให้การเดินทางที่นี่สะดวก และเป็นระบบที่ดีมาก เช่น ตั๋วโดยสาร สามารถใช้เปลี่ยนไปขึ้นรถอีกสาย หรือเปลี่ยนจากรถเมลล์ไปรถไฟได้ฟรีหรือจ่ายเพิ่มในราคาที่ถูกลง เป็นต้น และอีกเรื่องที่ต้องขอชมก็คือ ที่นี่เค้ามีการให้ข้อมูลกับผู้โดยสารได้ดีมาก เช่น เราสามารถเข้าเว็บของเค้า www.rtd-denver.com เพื่อที่จะเช็คเวลาเดินรถ และสามารถให้ทางเว็บวางแผนการเดินทางให้เราได้ด้วยว่าเราจะขึ้นรถเมล์จากไหนไปไหน ต้องนั่งรถเมล์หรือรถไฟสายไหน อีกทั้งยังมีแผนที่แจกให้บนรถเมลล์ว่า รถเส้นนี้เดินทางไปไหน จะถึงป้ายไหนกี่โมง ที่ประทับใจสุดๆคือที่ป้ายรถเมล์ทุกป้าย จะมีเลขประจำป้าย ซึ่งเราสามารถใช้เจ้าเลขนี้ เข้าไปเช็คที่เว็บไซต์หรือโทรไประบบตอบรับอัตโนมัติเพื่อเช็คเวลาที่รถเมล์สายนั้นจะมาถึงที่ป้ายได้อีกด้วย



Littleton, CO - September 12, 2010



รถประจำทางและรถไฟฟ้าที่นี่ สะอาดและไม่เบียดเสียดเหมือนบ้านเรา และไม่มีกระเป๋ารถเมล์ โดยเราจะโชว์บัตรให้คนขับดูหรือจ่ายเงินกับเครื่องรับเงินตอนเราเดินขึ้นรถ พอถึงป้ายก็กดกริ่งหรือดึงเชือกที่อยู่ใกล้กับหน้าต่างเพื่อบอกคนขับว่าเราต้องการลง หรือถ้าเป็นรถไฟฟ้า เราต้องซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติก่อนขึ้น พอขึ้นไปแล้วก็ไม่ได้มีการเช็คว่าเราซื้อตั๋วหรือไม่ โดยใช้ระบบเชื่อใจกันมากกว่า แต่ก็มีพนักงานเดินสุ่มตรวจเป็นสายๆ ถ้าใครไม่ได้ซื้อตั๋วก็โดนใบสั่งกันไป และอีกเรื่องที่พี่ประทับใจ คือ การให้บริการกับคนพิการ ยกตัวอย่างเช่น บันไดตรงทางขึ้นรถเมลล์ สามารถยื่นออกมากลายเป็นทางลาดให้รถเข็นคนพิการขึ้นไปได้ และมีโซนสำหรับล๊อครถเข็นโดยเฉพาะ และถ้าคนขับเห็นคนตาบอดยืนรอรถอยู่ตรงป้ายรถเมล์ ต้องจอดที่ป้าย แล้วคนขับต้องแจ้งให้เค้าทราบว่า สายรถเมล์นั้นคือสายไหน และกำลังจะไปไหน เพราะระบบดีๆอย่างนี้นี่เอง พี่จึงไม่แปลกใจเลยที่เห็นคนพิการที่นี่ แม้แต่คนตาบอด สามารถพึ่งตนเองและอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่เป็นภาระของคนอื่น พี่อยากให้บ้านเราเอาไปใช้บ้าง คนพิการที่บ้านเราจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องไปไหนมาไหนลำบากอย่างนี้



Denver, CO - September 12, 2010


ที่นี่รถเมล์และรถไฟฟ้ามีการให้บริการเป็นตารางเวลาที่แน่นอน เช่น ทุกครึ่งชั่วโมง หรือทุกหนึ่งชั่วโมง สายที่ไม่มีคนใช้ก็จะให้บริการแค่จันทร์ถึงศุกร์ และไม่ได้ให้บริการดึกๆดื่นๆเหมือนบ้านเรา นอกจากเป็นสายที่ผ่านดาวทาวน์ ซึ่งจะให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง การที่ให้บริการตรงเวลาอย่างนี้ ข้อดีก็คือเราสามารถวางแผนได้ชัดเจนว่าเราจะไปถึงที่หมายเมื่อไหร่ แต่ข้อเสียคือถ้าเราพลาดไปเราต้องรอไปอีกครึ่งชั่วโมง ช่วงที่พี่เรียนโทใหม่ๆ พี่ต้องนั่งรถแล้วต่อรถเมลล์เพื่อกลับบ้าน รถไฟฟ้าถึงสถานีช้าแค่ 2 นาที ทำให้พี่ขึ้นรถเมลล์ไม่ทัน ต้องยอมทนเดินกลับบ้านที่อุณหภูมิติดลบต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ตอนนั้นเดินไปน้ำตาซึมไป ทั้งหนาวทั้งเหนื่อย คิดถึงรถเมลล์บ้านเราที่มาทุก 5 นาทีมากๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่สู้รถเมล์บ้านเราไม่ได้เลย 55


Mellow tiger..




ปล. ช่วงนี้พี่สติแตกค่ะ วีซ่าทำงานอาจจะไม่ผ่าน ถึงบ่นว่าคิดถึงบ้านบ่อยๆแต่พี่ยังไม่อยากกลับ ยังได้ประสบการณ์ที่นี่ไม่คุ้มเลย > <”

Thursday, April 25, 2013

Getting Sick


พี่ขอโทษด้วย ที่อาทิตย์ที่แล้วหายไป สุขภาพกายและใจย่ำแย่มากอาทิตย์ที่แล้ว พี่หวังว่ามันคงเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดของปี 2556 และหวังว่าเรื่องร้ายๆที่ผ่านไปแล้วนั้นจะไม่กลับมาอีกแล้วในปีนี้... ว่าด้วยเรื่องสุขภาพกายย่ำแย่ อาทิตย์ที่แล้วพี่ป่วยทั้งอาทิตย์ พี่ก็เลยได้หัวข้อเรื่องเล่า(บ่น)ของอาทิตย์นี้คือเรื่องระบบสุขภาพของประเทศอเมริกา

ในคืนวันอาทิตย์ในช่วงสงกรานต์นั้นพี่ก็ป่วย แต่ไม่ได้เป็นไข้เหรือปวดหัว แต่เป็นโรคที่โหดกว่านั้นคือ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ พี่เริ่มมีอาการตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ ตอนที่พี่นั่งเล่นเกมส์พี่อยากเข้าห้องน้ำมาก แต่ก็อั้นไว้ก่อนเพื่อที่จะเล่นให้จบเกมส์ (ค่ะ ต่อว่าพี่มาเลย พี่ป่วยเพราะอั้นฉี่ตอนเล่นเกมส์ - -“) ถ้าจะให้เห็นภาพ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกำลังดึงเชือก ดึงจนเชือกขาดแล้วไม่มีความรู้สึกไปเลย พี่เคยเป็นโรคนี้เมื่อสามปีที่แล้ว อาการคือจะปวดฉี่บ่อยมาก และเหมือนฉี่ไม่สุด และพอฉี่เสร็จจะมีอาการปวดแสบบริเวณปลายท่อปัสสาวะ ทรมานมากๆ พอกลางดึกคืนนั้น พี่ก็เริ่มมีอาการ แล้วพี่ก็รู้ตัวว่าโดนเจ้าโรคนี้มันกลับมาคุกคามอีกแล้วแน่ๆ

วันจันทร์พี่ไปทำงาน อาการนั้นก็ยังไม่หายไปไหน และเริ่มแย่ลงหลังจากพักเที่ยง พี่เริ่มเข้าห้องน้ำทุกสิบห้านาที และพอตกเย็น พี่เริ่มเห็นเลือดเป็นลิ่มๆออกมากับฉี่ รู้ตัวว่าไม่อยากไปหาหมอแและคงไปหาหมอไม่ทัน (จะเล่าให้ฟังทีหลังว่าทำไมไม่อยากไปหาหมอ) พี่เลยทำการรีเซิสและอ้างอิงจากกูเกิ้ลได้ว่าคนเป็นโรคนี้ให้ดื่มน้ำเยอะๆและให้กินยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบที่บ้านเรากินกันเวลาเจ็บคอ แต่ที่นี่ยานั้นหายากเพราะต้องให้หมอจ่ายเท่านั้น ไม่สามารถซื้อได้เองจากร้านขายยาเหมือนบ้านเรา วันนั้นทั้งวันพี่ก็เลยดื่มน้ำไปประมาณสี่ – ห้าลิตร (เรียกว่าสูบน้ำเข้าไปเลยดีกว่า) โชคดีที่เพื่อนคนไทยมียาแก้อักเสบ พี่เลยจะไปเอายาที่เค้าหลังจากเลิกงาน (เนื่องจากไม่ไปหาหมอกูเกิ้ลเลยเป็นทางออกของพี่ในการวินิจฉัยโรค - -“)

แล้ววันนั้นไม่รู้ซวยอะไรไม่รู้ พายุหิมะเข้าเดนเวอร์ สิ่งที่พี่ห่วงที่สุดคือตอนขับรถกลับบ้าน ถ้าอากาศแย่อย่างนี้มันอาจใช้เวลาประมาณ 40 นาที แล้วพี่จะไปฉี่ที่ไหน - -“ วันนั้นพี่เลยตัดใจไม่ใช้ Highway ไปใช้ถนนเส้นข้างล่างแทน โชคดีของพี่ ที่พี่ถึงบ้านภายในเวลาแค่สิบห้านาที แต่พอถึงบ้านพี่ไปฉี่อีกครั้ง ฉี่ที่ตอนแรกเป็นสีใสๆปกติแต่ปนกับลิ่มเลือก ได้ออกมาเป็นสีแดงชมพู ซึ่งมันเป็นฉี่ปนกับเลือด เวลานั้นคิดจะไปหาหมอก็คงไม่ทันแล้ว เพราะหมอที่นี่ต้องนัดก่อนถึงจะไปหาได้ ถ้าไปเวลาหลังที่หมอเลิกงาน ต้องเข้า ER (Emergency Room) เท่านั้น ซึ่งแพงหูฉี่ ถึงประกันที่พี่มีมันจะช่วยรองรับค่าใช้จ่ายกันบ้าง แต่ประกันของพี่เป็นแบบที่ $1200 แรกของปี พี่ต้องจ่ายเอง แสดงว่าถ้าพี่เข้า ER เพื่อให้เค้าบอกพี่ว่า “ไปหายาแก้อักเสบมากินซะ แล้วดื่มน้ำตามเยอะๆ” พี่อาจต้องเสียเงินอย่างต่ำ $500 เลยก็ได้

เรื่องระบบสุขภาพของอเมริกานั้น กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าสู้กับระบบที่ไทยไม่ได้เลย ไม่น่าเชื่อว่าประเทศมหาอำนาจของโลก จะมีระบบสุขภาพที่เทียบไม่ติดกับประเทศเล็กๆบ้านเราอย่างมาก คือที่นี่ ถ้าไปหาหมอต้องทำการนัดก่อน ซึ่งบางกรณีถ้าให้รอก็คงแย่กันก่อนพอดี เช่น เมื่อปลายปีที่แล้ว มีพี่คนไทยที่นี่ไปเล่นสโนวบอร์ดแล้วล้ม กระดูกไหปลาร้าหัก แทนที่จะมีการส่งไปโรงพยาบาลแล้วรับการผ่าตัดทันที แต่ไม่ค่ะ หมอให้ยาแก้ปวดแบบระงับประสาทอย่างแรงมากิน แล้วให้ไปนัดหมอเพื่อทำการผ่าตัดต่อไป พี่ซึ่งเป็นคนจัดการเรื่องนัดหมอ โทรไปหลายที่มาก กว่าจะได้คิวเร็วที่สุดคือวันพฤหัส ลองคิดดูสิ กระดูกหักวันอาทิตย์บ่าย ผ่าตัดวันพฤหัสตอนเช้า และหลังจากที่หักค่าประกันแล้วทั้งหมด พี่คนนั้นเสียค่าหมอไปเป็นแสน ทั้งๆที่ไม่มีการนอนโรงพยาบาลใดๆทั้งสิ้น อีกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงคือ เมื่อสองปีที่แล้วพี่เจ็บคออย่างหนัก จนไข้ขึ้นสูงมาก เลยต้องยอมเข้า ER สิ่งที่พี่ได้รับจากไปหาหมอคือ “กินไทลีนอล แล้วดื่มน้ำเยอะๆนะ” พร้อมทั้งเก็บเงินพี่ไป $100... ในระยะเวลาสองเดือน พี่เข้า ER 3 รอบเสียครั้งละร้อย ได้รับคำตอบเดิมๆ แล้วก็ไม่หายซะที พี่เลยหาทางออกด้วยการไปเอายาแก้อักเสบของเพื่อนมากินถึงจะหาย ถ้าพี่ไม่มีประกันนักเรียน พี่ไม่ได้เสียแค่ $100 ต่อครั้ง แต่เสียเงินทั้งหมดรวมๆแล้วมากกว่า $1,000 ต่อครั้ง


Denver, CO - April 15, 2013



ในคืนนั้นอาการพี่แย่ลงเรื่อยๆ ฉี่ผสมเลือดทุกสิบนาที ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ออกหมด แต่ก็ต้องทนขับรถฝ่าพายุเพื่อไปเอายาจากเพื่อนตอนเวลาสามทุ่ม ถึงตอนนั้นไข้ขึ้นและไม่มีแรง พี่ก็เกรงใจไม่กล้าขอให้คนอื่นขับรถไปเอายามาให้เพราะพายุหิมะตกหนักและลมแรงมาก ตามท้องถนนนี่แทบไม่มีคน และแทนที่จะใช้เวลาไปบ้านเพื่อนแค่ 10 นาที แต่วันนั้นพี่ใช้เวลาทั้งหมดเกือบครึ่งชั่วโมง

ในเวลาที่พี่ป่วยคนที่พี่คิดถึงมากที่สุดก็คือแม่ ถ้าอยู่ไทยพี่คงไปหาหมอได้ทันทีและไม่ต้องมาทนป่วยอย่างนี้ และเวลาป่วยแม่ก็จะช่วยหาข้าวให้กิน แต่อยู่ที่นี่ถึงป่วยแค่ไหนก็ต้องมาต้มมาม่ากินเอง (อาหารหลักตอนป่วยของพี่) และก็ต้องขอบคุณเพื่อนที่คอยคุยอยู่เป็นเพื่อนทางเฟซบุ๊ค มีเพื่อนคนนึงเป็นห่วงมาก ขนาดออกไปซื้อยาและส่งไปรษณีย์จากไทยมาให้ทันทีหลังจากที่รู้เรื่อง (ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ถึง 55) ...พี่สัญญากับตัวเอง ว่าจะรักษาสุขภาพและไม่อั้นฉี่อีกแล้ว :)



Mellow tiger..







Thursday, April 11, 2013

Saying Goodbye

 ตั้งแต่อยู่ที่นี่มาเกือบสามปี พี่ได้บอกลาเพื่อนที่ถูกใจกันหลายคน ถ้าจะนับเป็นรุ่นๆที่มาเรียนกันในแต่ละปี นี่ก็เป็นรุ่นที่สามแล้วที่ทยอยกันกลับไทย เมื่อช่วงปีใหม่ มีพี่ที่สนิทกัน(ที่สุด)กลับไทย เดือนที่ผ่านมาอีกหนึ่งคน วันนี้พี่อีกคน และในอีกสองเดือนข้างหน้า เพื่อนอีกคนก็จะกลับไทย ...การบอกลาใครซักคนเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะคนอยู่ไกลบ้านอย่างพี่

เหมือนเป็นธรรมเนียม ไม่ว่าที่บ้านเราหรือที่นี่ ก็ต้องมีการเลี้ยงส่งเพื่อบอกลาใครซักคน ที่นี่ก็เช่นกัน โดยจะให้เพื่อนที่กำลังจะกลับไทยเลือกว่าอยากกินอะไร แล้วก็นัดเพื่อนๆที่เหลือเพื่อกินเลี้ยงส่งกัน เราเลยมีการนัดกินข้าวกันเย็นวันอังคาร เพื่อเลี้ยงส่งพี่ที่เพิ่งกลับไปวันนี้ โดยพี่เค้าเลือกที่จะกิน King Crab ซึ่งจะต้องขึ้นไปกินบนเขาในเมืองคาสิโนเล็กชื่อ Black Hawk ห่างจากตัวเมืองเดนเวอร์ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เรื่องมันเริ่มสนุกตรงที่ทางพยากรณ์อากาศ ได้มีการเตือนไว้ว่าต้นอาทิตย์พายุหิมะกำลังจะเข้า Colorado หิมะจะเริ่มตกตั้งแต่คืนวันจันทร์ยาวจนไปถึงวันพุธ และหิมะมันจะตกหนักขนาดที่ว่าสายการบินต่างๆ ได้ยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 300 เที่ยวบินเลยทีเดียว

แล้วแทนที่เด็กไทยอย่างพวกเราจะล้มเลิกแผน หรือเปลี่ยนไปกินร้านอาหารใกล้ๆในเมือง แล้วจะรีบกลับบ้านเหมือนคนอื่นๆเค้า แต่ไม่ 55 เราเลือกที่จะเลื่อนนัดการเลี้ยงส่งนี้มาเป็นวันจันทร์แทน ยอมขับรถฝ่าลม ฝ่าหิมะกันเพื่อไปกินกันบนเขา โชคดีที่ถึงแม้ลมแรงและหิมะเริ่มตก แต่มันก็ยังเป็นฝนปนกับหิมะและไม่ใช่ sticky snow ซึ่งทำให้การขับรถไม่ได้อันตรายมากนัก

อาจเป็นเพราะหิมะ ทำให้คาสิโนที่ไปนั้นเงียบเหงามากกกว่าอื่นๆ ร้านอาหารในคาสิโนก็คนน้อย แต่ข้อดีคือเราไม่ต้องต่อแถวในการตักอาหารนาน ปูนั้นก็สดใหม่กว่าที่ได้กินมา การนัดเลี้ยงส่งครั้งนี้พี่สนุกมาก พวกเรากินกันเยอะมาก นั่งอยู่กันเป็นโต๊ะสุดท้าย พี่ ได้ยิ้มและหัวเราะตลอดเวลา มากที่สุดตั้งแต่ที่กลับมาจากไทย (อาการคิดถึงบ้านและการที่ต้องมาปรับตัวและความรู้สึกกันใหม่ ทำให้รู้สึกหดหู่ไปเกือบเดือน) ความสุขที่พี่ได้รับนั้นส่งต่อมาถึงวันถัดมา ถึงแม้พี่จะนอนตีหนึ่งและต้องตื่นเช้าไปทำงาน แต่พี่ก็ไม่ง่วงเลยสักนิด ความสุขที่ได้รับเหมือนเป็นยา หรือฮอร์มนอะไรซักอย่าง ที่ทำให้เรารู้สึก “high” และมีพลังงานในการดำเนินชีวิต คาเฟอีนที่ได้รับจากชาหรือกาแฟยังเทียบไม่ติดเลยซักนิด :)


 “แล้วเจอกันที่ไทยนะ”




Mellow tiger..

Thursday, March 28, 2013

Getting a Job (III)


หลังจากผ่านกานสัมภาษณ์รอบนั้น ใจพี่ก็ตุ้มๆต่อมๆตลอดทั้งอาทิตย์ ใจนึงก็มีความหวังเล็กว่าน่าจะได้ เพราะหลังจากจบการสัมภาษณ์ เค้าได้พาพี่พาไปเดินทัวร์ ออฟฟิซ และพาไปรู้จักกับ Director แต่อีกใจนึงพี่ก็ไม่อยากตั้งความหวังไว้มาก ไม่ได้ไม่เป็นไร เราก็สู้กันต่อ... หลังจากนั้นสองวัน มีเบอร์โทรศัพท์แปลกๆโทรเข้ามา ปลายสายแจ้งว่า “เรายินดีด้วย คุณได้รับคัดเลือกเป็นนักเรียนฝึกงานที่บริษัทเรา” พี่แทบอยากจะกรี๊ดอยู่ตรงนั้น แต่ต้องเก็บอาการไว้ เพราะต้องคุยเรื่องเอกสารและเงินเดือนกันต่อ :)

หลังจากที่ได้ที่ฝึกงานแล้วเราก็ต้องไปติดต่อที่ Career Center ของมหาวิทยาลัย เพื่อจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ โดยทางมหาวิทยาลัยจะออกใบสัญญากับนายจ้าง ว่านายจ้างจะต้องรับเราทำงานตำแหน่งอะไร ต้องปฏิบัติกับเราอย่างเหมาะสม เป็นต้น แต่ที่พิเศษกว่านักเรียนชาวอเมริกันคือ นักเรียนต่างชาติที่ได้ที่ฝึกงานแบบได้รับค่าจ้าง หรือ Paid Internship จะต้องไปติดต่อที่ International Student Services Office เพื่อติดต่อเรื่องการขอ CPT (Curricular Practical Training) และออก I-20 (เอกสารวีซ่านักเรียน)ให้ใหม่ ซึ่งเจ้า I-20 ใบใหม่นั้น จะระบุว่าเราได้ฝึกงานที่บริษัทอะไร ทำงานตำแหน่งอะไร เริ่มจากวันไหน สิ้นสุดวันไหน

การที่เราได้ที่ฝึกงานโดยเฉพาะสำหรับนักเรียนต่างชาตินั้น เหมือนเป็นใบเบิกทางให้หางานได้ขึ้น บางคนนั้นอาจโชคดีได้ทำงานต่อในบริษัทที่ฝึกงานเลย (ซึ่งพี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น) นอกจากเรื่องนี้แล้ว เรายังได้ประสบการณ์การทำงานที่มีค่ามากๆ ถ้าจะให้เปรียบทียบกับวัฒนธรรมการทำงานของที่นี่กับที่บ้านเรา มันมีความต่างและข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป (ส่วนที่จะกล่าวถึงมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของพี่นะ คนอื่นอาจเห็นต่างออกไป) ที่นี่จะทำงานกันเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน และมีการแบ่งแยกเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานอย่างชัดเจน คือเจ้านายจะเน้นที่ตัวผลงานมากกว่ามาจี้เรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตอนอยู่บ้านเรา ถึงแม้งานเลิกห้าโมงเย็นแต่ก็เป็นวัฒนธรรมของบริษัทที่ต้องนั่งอยู่กันต่อถึงห้าโมงครึ่ง เพื่อแสดงให้เจ้านายเห็นว่าเราขยัน ตั้งใจทำงาน แต่ที่นี่มีเวลาเข้าออกชัดเจน ไม่ต้องนั่งยาวต่อกันหลังเลิกงาน ถ้าเราติดธุระที่บ้าน สามารถทำงานที่บ้านได้ แต่งานต้องเสร็จและส่งให้ทันกำหนด

ถึงแม้การที่ได้ที่ฝึกงานนั้น จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เราได้ทำงานหลังจากเรียนจบ แต่สิ่งที่พี่ดีใจมากกว่านั้น คือในที่สุด พี่ก็สามารถหารายได้เป็นของตัวเอง และสามารถเริ่มเก็บเงินคืนพ่อกับแม่ได้ ถึงแม้มันอาจจะใช้เวลานาน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ค่าใช้จายทั้งหมดที่พี่ใช้ในการเรียนต่อที่นี่ พี่เชื่อว่าจริงๆแล้วพ่อแม่ทุกคนก็คงไม่ได้ตั้งความหวังว่าลูกจะต้องหามาคืน แต่สำหรับพี่ เงินก้อนนั้นมันเป็นเวลาที่เค้าเก็บมาให้เราตลอดชีวิต (20 กว่าปี) ดังนั้นเราก็ควรจะ”พยายาม”เก็บเงินและคืนเงินก้อนนั้นให้เค้า คิดดูสิในตอนที่พ่อแม่อายุเท่าพี่ในตอนนี้ เค้าก็แต่งงานมีพี่และเริ่เมเก็บเงินหาสร้างอนาคตให้พี่แล้ว ตอนนี้เราตัวคนเดียว ทำไมเราจะเก็บเงินคืนเค้าไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ



Mellow tiger..





ปล. ถึงแม้งานนี้จะหาเจอจาก Google แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นบริษัทที่จัดการดาวเทียมอันดับ 4 ของโลกเลยทีเดียว :)

Thursday, March 21, 2013

Getting a Job (II)


แล้ววันนัดสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก็มาถึง...

ก่อนถึงเวลาสัมภาษณ์พี่ได้เตรียมเอกสาร คำถามคำตอบที่เตรียมไว้ พร้อมด้วยหนังสือเรียน เผื่อเค้าจะถามคำถามเกี่ยวกับที่เรียนมา(ซึ่งตอนนั้นพี่ยอมรับเลยว่ากลัวที่สุด เพราะงานที่สมัครไปถึงแม้จะเป็นทางด้าน IT เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ตรงสายที่เรียนมากนัก) ตอนที่โทรศัพท์ดัง เหมือนหัวใจพี่ตกไปที่พื้น ตื่นเต้นสุดๆ แต่ยังดีที่คนสัมภาษณ์ให้ความเป็นกันเองมาก และพูดอย่างช้าๆชัดๆให้พี่ได้เข้าใจ ไม่มีการถามคำถามทางวิชาการทั้งสิ้น(โล่งอก)

วันต่อมาได้รับโทรศัพท์จากผู้สัมภาษณ์ว่า เราเป็นหนึ่งในสามที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (ยังกับประกวดนางงาม) ให้เข้าไปสัมภาษณ์ที่บริษัทในอาทิตย์ต่อมา ตอนนั้นบอกกับตัวเองว่าขอสู้สุดตัว โดยใช้เวลาก่อนการสัมภาษณ์ทั้งหมดเตรียมอ่านหนังสือ ฝีกเขียนโค้ดอย่างเต็มที่ อีกเรื่องที่ต้องห่วงคือเสื้อผ้า สำหรับผู้ชายคงเป็นเรื่องง่าย  เพราะสามารถใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงแสล็คไปได้ แต่สำหรับผู้หญิง ก็ต้องมานั่งคิดว่า กระโปรงดีมั้ย หรือว่ากางเกง แล้วใส่สูทด้วยรึเปล่า ทรงผม แต่งหน้า โอ๊ยสารพัดมากๆ แล้วยิ่งเพิ่มความยากลำบากไปอีก ตรงที่ตำแหน่งที่พี่สมัครเป็นไอที ซึ่งเป็นแผนกที่แต่งกาย business casual (ซึ่งเป็นคำถามที่พี่เตรียมไปถามเค้าทางโทรศัพท์เรื่องวัฒนธรรมบริษัท) ยกตัวอย่างเช่น ในวันทำงานผู้ชายจะใส่กางเกงยีนส์และเสื้อโปโลคอปก เป็นต้น มีเรื่องเล่าว่าบางบริษัทอย่างเช่น Google ถ้าใครไปสัมภาษณ์แล้วใส่สูท ผูกไทด์ อาจมีโอกาสได้งานน้อยกว่าคนที่แต่งตัวสบายๆไปสัมภาษณ์ เพราะไม่เข้ากับวัฒนธรรมบริษัทนั่นเอง (ไปสัมภาษณ์ที่ Google ต้องมีการสอบวัด I.Q. กันด้วยนะ) พี่ใช้เวลาในการตัดสินใจเรื่องนี้นานหลายวันแล้วจึงสรุปว่า จะใส่เป็นกางเกงแสล็ค เสื้อสายเดี่ยว(น่ารักๆ) เพื่อไม่ให้ดูเป็นทางการเกินไป แล้วใสเสื้อสูทลำลองทับอีกตัวนึง

ก่อนไปถึงวันสัมภาษณ์ เราก็ควรศึกษาเส้นทางให้ละเอียด โดยเฉพาะคนที่ไม่มีรถส่วนตัว ว่าต้องนั่งรถไฟ หรือรถประจำทางสายไหน สำหรับชาวอเมริกันนั้นเรื่องการตรงเวลาสำคัญมาก ดังนั้นเราไม่ควรไปสายเด็ดขาด! ควรไปถึงก่อนซักห้าถึงสิบนาที ที่พี่บอกให้เผื่อๆไว้ อันนี้โดยเฉพาะสาวๆ จะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำดูความเรียบร้อยของหน้าตาและเครื่องแต่งกายกันนิดนึง อ้อ แถมอีกเรื่อง ก่อนไปสัมภาษณ์นั้น เราก็ควรทำรีเซิชเรื่องบริษัทและผู้สัมภาษณ์เล็กน้อย เช่น บริษัทที่ทำนั้นผลิตภัณฑ์คืออะไร ผู้สัมภาษณ์หรือว่าที่เข้านายนั้นหน้าตาเป็นยังไง :) ตรงนี้มีทริค(อีกแล้ว) ว่านอกจากจะหาจาก Google แล้ว ให้เข้าไปที่เว็บ LinkdIn ซึ่งเป็นเว็บที่นี่เค้ามีไว้ในการหางาน โดยเราสามารถสร้างเพจใส่ข้อมูล และทิ้งเรซูเม่เราไว้ และยังสามารถ add connection เช่น เราอาจอยากจะทำบริษัทนั้น แล้วบังเอิญเพื่อนเรามี connection กับเพื่อนอีกคนในบริษัทนั้น ทำให้เราสามารถ refer งานได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

วันที่ไปสัมภาษณ์ พี่หวั่นใจสุดๆ เนื่องจากกลัวว่าเค้าจะให้เราลองเขียนโค้ดหรือแก้โจทย์โปรแกรมต่างๆ ความตื่นเต้นนั้นเพิ่มถึงขีดสุด เมื่อพอเดินไปถึงห้องสัมถาษณ์ มีคนมาสัมภาษณ์พี่ถึงห้าคน! ขออีกที ห้าคน! แต่ความกังวลและความตื่นเต้นก็ลดลง เมื่อทุกคนเริ่มแนะนำตัวและมีการพูดคุยกัน ทุกครั้งที่พี่ไปสัมภาษณ์งาน พี่จะพยายามขายตัวเองสุดๆ โดยการไม่หลบตาและยิ้ม พี่ว่าถ้าเรามีความมั่นใจ มันก็จะออกมากับบุคลิกและสร้างความมั่นใจให้เค้าเห็น และก็ต้องตอบคำถามอย่างฉลาด เช่น เค้าถามพี่ว่า ให้บอกข้อดีข้อเสียของเรา พี่บอกว่า พี่เป็นคนเข้ากับคนง่าย เมื่อก่อนตอนเป็นวิศวะ พี่เป็นหัวหน้าห้องและสามารถทำงานร่วมกับผู้ชายหลายร้อยคนได้อย่างดี (ฟังดูบึกบึนมาก) ที่ตอบอย่างนี้ พี่ต้องการให้เค้าเห็นว่า "เห็นมั้ยจ๊ะ ถึงชั้นเป็นสาวเอเชียตัวเล็กๆ แต่ชั้นก็ไม่กลัวที่จะเป็นหญิงเดียวในทีมโปรแกรมเมอร์ และสามารถทำงานกับพวกคุณได้อย่างดี" :)

ก่อนจบ พี่ก็มีการตบท้ายไปว่า ถึงพี่จะไม่ได้เรียนตรงสายและศึกษาความรู้ด้วยตัวเอง แต่พี่ก็มีความพยายามและขยัน ซึ่งถ้าพี่ได้งานนี้แล้ว พี่จะพยายามเรียนรู้และทำงานให้อย่างดีที่สุด...

อย่างที่พี่บอกไปแล้ว ว่างานนี้พี่ทุ่มสุดตัว :)



Mellow tiger..

Thursday, March 14, 2013

Sick Leave

อาทิตย์นี่้พี่ขอลา เนื่องจากตอนนี้สุขภาพไม่เอื้อ 

ถ้าเป็นตามทฤษฎีตามภาพยนตร์เรื่อง Shutter ตอนนี้น้องน้อยที่เคยนั่งขี่คอพี่นั้น กำลังสนุกสนานกับการโหนแขนซ้ายของพี่ และตอนบ่ายๆ น้องเค้าจะชวนเพื่อนมาเล่น โหนแขนขวาพร้อมๆกัน แล้วพอตกเย็นน้องก็จะกลับมานั่งบนคอเหมือนเดิม (55)

วันนี้ลาป่วย... สวัสดีค่ะ :)



Mellow tiger..





Thursday, March 7, 2013

Getting a Job (I)


กลับไทยไปรอบนี้ พี่ได้หิ้วคีบอร์ดภาษาไทยกลับมาใช้ที่ทำงานด้วย บล๊อกหน้านี้จึงเกิดขึ้นระหว่างการอู้งานนั่นเอง :)

พี่ว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้โอกาสทำงานที่นี่ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆและได้โอกาสเก็บเงินคืนพ่อกับแม่หลังเรียนจบ การหางานที่นี่นั้นจะว่ายากมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสาขาที่เรียน เช่น ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และวิศวกรรมก็จะหางานง่ายกว่านักเรียนบริหาร แต่ก็ต้องขึ้นกับรัฐที่เราอยู่ด้วย ด้านการตลาด ก็อาจจะหางานได้ง่ายกว่าในเมืองใหญ่ๆ ที่พี่ไม่ได้บอกว่า “ยากหรือง่าย” แต่ใช้คำว่า “ยากมากหรือน้อย” นั้นเพราะการหางานทำที่อเมริกาของเด็กต่างชาตินั้นซับซ้อนซ่อนเงื่อน (จริงๆ) ทั้งเรื่องกฎกติกา, วีซ่า, work permit แล้วยังก็ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับคู่ต่อสู้เจ้าของภาษาที่ได้เปรียบกว่าเราๆอีกด้วย

พี่จบมาทางด้าน Information Systems ถ้าจะให้อธิบายอย่างคร่าวๆ Information Systems ก็คือการบริหารและจัดการข้อมูลทางด้านสารสนเทศ เราจะไม่เรียนด้าน IT ลงลึกเท่านักเรียน Computer Science หรือ Computer Engineering แต่ก็เรียนอย่างคร่าวๆ ว่าเราจะต้องจัดการข้อมูลยังไงโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะมันเป็นวิชาที่กึ่งๆบริหาร กึ่งๆ IT วิชาที่พี่เรียนนั้นก็เลยออกแนวรวมๆสองสาขา คือต้องเรียน Finance, Marketing และก็ต้องเรียน Database, Network อย่างคร่าวๆด้วย... ตรงนี้ไม่เกี่ยว แต่เนื่องจากเพิ่งได้คุยกับ Contributor บล๊อกวันอาทิตย์ The Sounds and the scenes ซึ่งเค้าต้องไปอบรม CRM แล้วตัวเค้าเองก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร CRM หรือ Customer Relationship Management นี่ก็เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับพี่เรียน (แต่พี่ไม่ได้ลง 55) คือ เป็นเรื่องที่เริ่มตั้งแต่เราจะควรจะเก็บข้อมูลลูกค้ายังไง วิเคราะห์ ประมวลผล และ นำมาใช้ยังไงให้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าและบริษัท

พี่เริ่มฝึกงานช่วง Summer ปี 2012 และก็เป็นเทอมสุดท้ายก่อนจบที่พี่ต้องเรียนอีกแค่วิชาเดียว ถึงแม้การที่พี่เรียนสาขาเกี่ยวข้องกับ IT และยังอยู่ใน Denver ซึ่งตอนนี้งานด้าน IT กำลังบูมสุดๆ ทำให้พี่หางานได้ยากน้อยกว่าคนอื่นเค้านิดหน่อย แต่ขนาดว่ายากน้อยแล้ว ก็ยังหนักหนาสาหัส ช่วงตอนหาที่ฝึกงานนั้นก็ถึงขนาดถอดใจ กลับบ้านดีกว่า ฉันมานั่งเหนื่อยอะไรที่นี่ :( ส่งใบสมัครไปหลายที่มากทั้งทางเว็บมหาลัย ทั้งบอร์ดทำงาน ไม่มีที่ไหนตอบมาซักที่ ช่วงใกล้ถอดใจก็ได้รับการตอบกลับจากบริษัทหนึ่งที่ชื่อไม่ค่อยคุ้ย พี่หาข้อมูลรับสมัครเด็กฝึกงานของบริษัทนี้ได้จากการเซิช Google เค้าได้นัดสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในวันถัดมา

การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นั้นคงเป็นเรื่องง่ายของคนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุดสำหรับนักเรียนต่างชาติ คิดดูสิ คุยแบบไม่เห็นหน้า มองไม่เห็นปาก ก็เดายากแล้วว่าเค้าพูดว่าอะไร แล้วยังต้องกังวลอีกว่าเค้าจะฟังสำเนียงเราออกมั้ยนะ น้ำเสียง แกรมม่า คำศัทพ์เราจะดูฉลาดรึเปล่า โอ๊ยย สารพัดเรื่องมาก ก่อนหน้าวันสัมภาษณ์พี่ก็ทำการบ้านหนักหน่อย โดยพยายามลิสต์คำถามที่คิดว่าเค้าน่าจะถามกัน เช่น การแนะนำตัว ความสามารถของเรา ทำไมถึงอยากทำในตำแหน่งนั้น แล้วพี่ก็เขียนคำตอบ เหมือนที่เขียนเรียงความส่งอาจารย์นั่นแหละ แต่เขียนแบบเป็นทางการน้อยหน่อย แล้วฝึกพูดคำตอบพวกนั้น ปากและลิ้นเราจะได้ชินกับคำศัพท์ที่อาจจะไม่ได้ใช้บ่อย นอกจากคำตอบที่เราต้องเตรียมแล้ว พี่ก็ได้เตียมคำถามไว้ถามเค้าด้วย อันนี้เป็นทิปควรจำเลย เพราะว่าเราจะได้แสดงให้เค้ารู้ว่า เรามีการหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่สมัคร คำถามที่ควรถาม เช่น วัฒนธรรมบริษัทเป็นอย่างไร ถ้าได้รับงานควรจะเตรียมความรู้ด้านไหนเป็นพิเศษ เป็นต้น

เริ่มยาวแล้ว มาต่อครั้งหน้าเนอะ :)


Mellow tiger..



ปล. หลังจากที่เขียนเรื่องนี้ได้ พี่เพิ่งนึกได้ ว่าพี่ควรเขียนเรื่องการเข้าเรียนก่อนการสมัครงาน 55 ขอเก็บไว้เป็นหัวข้อต่อไปละกัน :)



Thursday, February 28, 2013

Coming Home (III)

วันนี้พี่จะมาเล่า(บ่น) ตามที่ได้ลงท้ายไว้ในบล๊อกที่แล้วว่าว่าจะมาเล่าเรื่องของ”บ้าน”ที่สังเกตเห็นกลังจากที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน ขอเกริ่นไว้ก่อนว่า บางคนอาจจะว่ามาอยู่แค่สองปีไม่เห็นนานเลย แต่เพราะความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน(รุนแรง)ที่เห็น ทำให้รู้สึกว่าสองปีนั้นเป็นเวลาที่นานพอสมควรในความรู้สึกของพี่

ทริปนี้เป็นทริปกินของพี่อย่างจริงจัง เนื่องจากก่อนกลับว่าแผน ทำตารางอย่างดีว่าวันนี้จะไปไหน จะกินอะไร ดังนั้นเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินบ้านเรานั้น พี่ไม่ขอบ่น เพราะว่าทุกครั้งที่กลับบ้าน พี่ได้กินแบบอื่มหนำมาก จนขนาดที่น้ำหนักขึ้นถึงห้ากิโลภายในสองอาทิตย์ เรื่องอาหารนั้นบ้านเราขึ้นชื่อ ประเทศไหนเมืองไหนก็สู้ไม่ได้ แต่เรื่องที่สังเกตได้ชัดคือราคาอาหาร รวมถึงค่าครองชีพอื่นๆขึ้นราคาเร็วมาก (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) เช่น ข้าวขาหมูร้านริมถนนทั่วไป จากที่เมื่อก่อนสามสิบห้าบาท ตอนนี้ขึ้นไปห้าสิบ หมูย่างไม้ละสิบบาท (ช่วยด้วย - -) สเวนเซ่นส์จากที่เมื่อสองปีที่แล้วไอศครีมลูกละสามสิบห้าบาท ตอนนี้ขึ้นไปแล้วที่ห้าสิบ แต่ถึงจะบ่น กลับไปบ้านสองอาทิตย์นี้ พี่เข้าสเวนเซ่นส์ไปสามรอบ เนื่องจากอยากกินบาสกิ้น-รอบบิ้นส์ แต่สู้ราคาลูกละเก้าสิบไม่ไหว (ช่วยด้วยยย) เวลาออกไปไหนแบ๊งร้อย แบ๊งห้าร้อยหายไปเร็วมาก ยังสงสัยอยู่ ว่าคนหาเช้ากินค่ำ เค้าจะมีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือนมั้ยนะ


Rachaburi, Thailand - February, 2013 


อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดคือตึกสูงและการจราจร บ้านพี่ที่อยู่นั้นเป็นย่านชานเมืองของกรุงเทพ แต่ในเวลาแค่สองปี เมืองก็ขยายออกมาหาจนเห็นได้ชัด มีตึกเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมขึ้นมากมายตามเมืองที่ขยายออกมา คนที่ลำบากคือในพื้นที่ ที่อยู่มานาน มีบ้านมีสนาม ตอนนี้กลับมีตึกสูงระฟ้าขึ้นมาเหมือนกำแพง บังท้องฟ้า บังลมไปหมด ถ้าควบคุมกันไม่ดีต่อไปกรุงเทพคงมีแต่ตึก รถไฟฟ้า ทางด่วน คงไม่ต้องเห็นท้องฟ้ากันแล้ว

นอกจากเป็นทริปกินแล้วการกลับบ้านครั้งนี้ก็เป็นทริปชาร์ตพลังกายและใจ ถึงหลายๆอย่างจะเปลี่ยน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือครอบครัวและเพื่อน :) ความรู้สึกที่ทุกคนให้มายังเหมือนเดิม ได้รับทั้งความรัก ความห่วงใยมากสุดๆในรอบหลายปี เพื่อนบอกว่า “ได้เจอกันเหมือนฝันไป” (มันเน่ามาก แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ) เวลาพี่อยู่กับแม่ แม่พี่ก็พูดไม่หยุด พี่ก็ทำหน้าที่ลูกที่ดี เดินตามแม่ต้อยๆไปรอบบ้านเพื่อไปฟังแม่พูด พี่สังเกตได้ว่าแม่เหงา แต่แม่ก็ยังปากแข็ง บอกว่า “ไม่เหงาหรอก อยู่คนเดียวจนชินแล้ว” … ก็เพราะครอบครัวและเพื่อนเนี่ยแหละ ที่ทำให้พี่เริ่มคิดถึงบ้านทั้งๆยังไม่ได้ออกจากไทย

พี่ตั้งใจไว้แล้วว่ากลับมาอเมริการอบนี้ พี่จะไม่ร้องไห้ แต่พอตอนพ่อกับแม่ไปส่งที่สนามบิน พี่ก็อดไม่ได้ ร้องไห้เป็นเด็กๆ ทั้งๆที่จากบ้านไปตั้งหลายรอบแล้วแต่ก็ทำใจไม่ได้ บอกแม่ว่าไม่อยากกลับ กลับไปก็ต้องอยู่คนเดียว (เป็นประโยคที่งี่เง่าที่สุดที่บอกแม่ไปตอนนั้น) ถึงพี่จะบ่นเรื่องนู่นเรื่องนี่ แต่ตอนนี้ก็ยังถามตัวเองอยู่ว่าถ้าไม่ใช่เพราะไม่อยากทิ้งโอกาส เรื่องประสบการณ์และอยากเก็บเงินไปคืนพ่อ มันคุ้มมั้ยที่เราจะต้องมาใช้ชีวิต ห่างเพื่อน ห่างบ้าน ห่างครอบครัวอย่างนี้...


เป็นคำถามที่หาคำตอบยากจริงๆ..



Mellow tiger.. 





Denver, CO - February, 2013

ภายุหิมะที่มาต้อนรับตอนถึงเดนเวอร์ .. กลับร้อนที่บ้านดีกว่ามะ ^^"

Thursday, February 21, 2013

Coming Home (II)

หลังจากที่นั่งข้างสาว(ติดแฟน) มา 10 ชั่วโมง พี่ก็ถึงที่ญี่ปุ่น จริงๆแล้วมีเวลาเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นถึงสองชั่วโมงกว่า แต่ก็ไม่มีแรงเดินไปไหน รอต่อเครื่องอีกสองชั่วโมง จึงได้ออกจาก Narita กลับไทย... พี่ได้นั่งข้างๆวิศวกรชาวภูฏาน เค้าตกใจมากที่พี่รู้จักประเทศเค้า เพราะประเทศเค้าเป็นประเทศเล็กๆที่มีประชากรประมาณเก้าแสนคน เค้าเล่าให้ฟังว่าประเทศภูฏานไม่ได้ร่ำรวยแต่ทุกคนมีความสุขดี เพราะรัฐดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องบ้านและการศึกษาให้กับประชาชน ซึ่งพี่ว่าเป็นเรื่องดีมากๆ พี่บอกเค้าว่า พี่ไม่ได้กลับบ้านมาสองปีกว่า และเริ่มกังวล เพราะเพื่อนหลายคนบอกว่าตอนนี้กรุงเทพ ทั้งรถติด คนเยอะ ข้าวของแพง โดยส่วนตัว พี่ขออยู่ใช้ชีวิตในเมืองเล็กๆที่ไม่วุ่นวายดีกว่า

ผ่านไปอีกเกืบเจ็ดชั่วโมงพี่ก็ถึงไทย(ซะที) ทันทีที่ล้อแตะพื้น  น้ำตาไหลและรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกตรงคอ ความรู้สึกแรกคือในดีใจและตื่นเต้นที่ที่สุดก็ได้กลับบ้าน เริ่มเข้าใจว่าความรู้สึกอยากจูบพื้นเหลังจากที่ลงจากเครื่องเป็นยังไง :) 

ในวันสองวันแรกที่พี่มาถึง พี่มีอาการ Culture Shock (รู้สึกว่าตัวเองกระแดะมาก ไม่อยู่บ้านแค่ 2 ปีเอง) พี่ไม่รู้ว่าคนที่ไปอยู่ต่างบ้านนานๆเค้าจะรู้สึกเหมือนพี่รึเปล่า แต่พี่รู้สึกสับสนกับสิ่งแวดล้ม งงๆกับตัวเอง ไม่ชินที่เจอคนหัวดำเดินเยอะแยะไปหมด จะพูดอะไรก็ต้องระวัง เพราะคนรอบข้างเข้าใจทุกอย่างที่พี่พูด จะพูดถึงคนอื่นอย่างที่เคยทำไม่ได้แล้ว มีบางครั้งที่พี่หลุดพูด Thank you และ Excuse me โดยบังเอิญ คนอื่นที่เค้าไปอยู่ต่างบ้านแล้วเจอคนไทยเยอะๆอาจไม่มีปัญหานี้ แต่สำหรับ แต่สำหรับคนที่ใช้เวลาส่วนมากกับชาวต่างชาติ ก็จะเริ่มเคยชินกับการใช้ภาษาที่สอง (ถ้าใครไปเรียนต่างประเทศ แล้วอยากได้ภาษาเยอะๆ พี่แนะนำว่าไปเรียนที่ที่คนไทยน้อยๆดีกว่า) อีกเรื่องที่ต้องปรับตัวคือการอยู่กับคนเยอะๆในบ้าน เพราะที่นู่นพี่อยู่คนเดียว ต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ตอนนี้มาอยู่บ้าน มีพ่อ แม่ น้องและพี่ที่บ้านอีกหลายคนก็เลยรู้สึกแปลกๆ และอาจจะขาดความเป็นส่วนตัว จากที่รับผิดชอบตัวเองคนเดียว ตอนนี้ก็มีแม่มาคอยเตือนให้ทำนู่นทำนี่ เช่น เก็บห้อง ไปอาบน้ำ ถามเพื่อนก็เป็นคล้ายๆกัน คือเหมือนเรากลายเป็นลูกเล็กของพ่อแม่อีกครั้งนึง



Nangyuan Island, Thailand - February 15, 2013


กลับมาถึงบ้านได้วันแรก พี่ก็เตรียมเดินสาย พบญาติพี่น้อง ด้วยเวลาที่จำกัดแค่สองอาทิตย์ พี่เลยวางแผนว่าวันไหนต้องไปไหน ไปเจอใคร และไปกินอะไร การกลับบ้านครั้งนี้ พี่เลือกที่จะเจอเพื่อนที่สนิทๆ (ทุกคนได้รับโควต้า เจอพี่คนละ 1 ครั้ง ^^ ) และใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือต้องไปทะเล พี่เป็นคนชอบทะเลมาก แต่ดันเลือกไปเรียนที่ Colorado ซึ่งเป็นรัฐที่มีแต่ภูเขา ถ้าอยากไปทะเล ต้องบินไปรัฐอื่น ครั้งนี้พี่เลือกไปเกาะเต่าและนางยวน ซึ่งประทับใจมากๆ ทะเลสวยสุดๆ ถึงแม้จะมีเวลาที่จำกัดและใช้เวลาเดินทางนาน แต่ก็สนุกมากเพราะได้เดินทางกับคนที่รู้ใจและขอขอบคุณ Social Network ที่ทำให้เวลาที่กายเราห่างสองปีนั้น ไม่ได้เพิ่มระยะทางระหว่างเราเลย



Nangyuan Island, Thailand - February 15, 2013



ครั้งหน้าจะมาเล่า(บ่น)เรื่องของ”บ้าน”จากสายตาคนที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน


Mellow tiger.. 


Thursday, February 14, 2013

Coming Home (I)


11 มกราคม 2554 คือวันที่พี่ออกจากไทยเพื่อไปเรียนต่อและใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา จนถึงวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2556) ก็เป็นเวลาสองปีกับอีกหนึ่งเดือนแล้วสินะ ที่พี่ไม่ได้กลับบ้าน...

พี่ใช้เวลาวางแผนการเดินทางนี้ถึงหกเดือน พอเริ่มเข้างานได้เดือนแรก พี่ก็ขอหัวหน้าลาพักร้อนในปีถัดไป ซึ่งหัวหน้าก็ใจดียอมโยกเวลาพักร้อนจากปี 2555 มาใช้ในปีนี้เพื่อที่พี่จะได้กลับบ้านได้นานขึ้น พอใกล้ๆมาถึงวันกลับเพื่อนร่วมงานและคนใกล้ตัวพี่จะสังเกตได้ชัดว่า ยิ่งใกล้ถึงวันกลับบ้าน พี่จะยิ้ม หัวเราะและอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พอถึงวันที่ทำงานวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับไทย ใจก็ไม่ได้อยู่ที่ทำงาน มันลอยไปถึงไทยแล้ว พี่ยิ้มและหัวเราะอย่างที่ไม่เคยทำมานาน พี่รู้สึกว่ากำลังจะได้กลับไปในที่ของพี่ ที่ๆมีคนรักและเป็นห่วงพี่อยู่ พี่ส่งเมซเสจไปหาคนไกล(ตัว)ที่อยู่ที่บ้านว่า “พี่มีความสุขมาก พี่ไม่ได้ยิ้มและหัวเราะเยอะอย่างนี้เป็นเวลาสองปีกว่าแล้ว”

ในคืนก่อนกลับ พี่ได้ออกไปเจอเพื่อนใหม่เป็นชาวอเมริกันที่เคยมาอยู่ไทยได้หกปี ถึงเราจะเพิ่งรู้จักกันแต่เราก็คุยกันถูกคอ เค้ามีเรื่องราวประสบการณ์ที่เคยอยู่เมืองไทย ได้ทำงานในศูนย์ผู้อพยพตามขอบชายแดนไทยพม่ามาแลกเปลี่ยนให้พี่ฟังอย่างสนุกสนาน เราคุยกันนานถึงสองชั่วโมงกว่า ทั้งๆที่ตอนแรกพี่วางแผนว่าจะเจอกันนิดๆหน่อยพอเป็นพิธี พอกลับถึงบ้านเค้าส่งเมสเซจมาขอบคุณที่ออกไปเป็นเพื่อนเค้า ได้คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พี่สงสัยว่าถ้าเค้ามาเจอพี่ในตอนที่พี่ซึมเศร้า คิดถึงบ้านอย่างรุนแรง ความรู้สึกที่เค้ามีต่อเพื่อนใหม่อย่างพี่จะเปลี่ยนไปในอีกทางมั้ยนะ :)

การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ พี่เลือกใช้สายการบิน United บินออกจาก Denver ไป Seattle, Tokyo และมาถึงจุดหมายที่กรุงเทพ.. ตอนที่เครื่องบินบินออกมาจากเดนเวอร์แล้วมองผ่านเส้นขอบฟ้าที่ตัดกับเทือกเขา  พี่มีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนเรากำลังบินออกจาก”บ้าน” นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองจะมีความรู้สึกนี้เข้ามาในหัว ความรู้สึกที่มีคือดีใจที่ได้กลับบ้านแต่มันก็ปนความเศร้าที่ต้องห่างจากบ้านหลังที่สอง สงสัยพี่คงเริ่มมีความผูกพันกับที่นี่เข้าแล้ว


Colorado, USA - February 9, 2013


การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก มีข้อหงุดหงิดในหลายอย่าง ทั้งจากพนักงานสายการบินที่ดูไม่เอาใจใส่ลูกค้า และเพื่อนร่วมทางที่นั่งติดกันจาก Seattle ไป Tokyo ประเทศญี่ปุ่น เธอเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ต้นๆ เค้าต้องการให้สามีเค้าแลกที่กับพี่ ซึ่งตอนแรกพี่ก็จะตกลงแต่ปัญหาที่ว่า คุณสามีนั่งที่ริมทางเดินตรงกลาง ซึ่งมีที่นั่งติดกัน 5 ที่นั่ง ต่างจากทางเดินริมหน้าต่าง ที่มีที่นั่งแค่สองที่เท่านั้น พอพี่ปฏิเสธและขอโทษ คุณเธอก็ดูไม่ได้ยินดีเท่าไหร่นัก รับคำขอโทษของพี่แบบผ่านๆ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเค้าควรจะเป็นคนรู้สึกผิดที่สร้างสถาณการณ์กระอักกระอ่วนให้เพื่อนร่วมทางอย่างนี้ ตลกดีที่คุณสามีดูไม่ได้เดือดร้อนใจอะไรมากมาย นั่งเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในระหว่างการเดินทางสิบชั่วโมงนั้น เธอขอเข้าออกไปหาสามีประมาณสิบครั้ง ความเกรงใจของเธอถูกกลบด้วยความอยากใกล้ชิดสามี ถึงตรงนี้พี่อยากขอเตือนสาวๆว่า คนเรามีคนรักก็ต้องเว้นช่องว่างความเป็นส่วนตัว ปล่อยให้แต่ละฝ่ายได้เป็นตัวของตัวเองบ้าง จะได้มีเวลาคิดถึงกัน คิดดูสิถ้าเค้ามองในแง่ดีว่า เรานั่งห่างกันสิบชั่วโมงแล้วค่อยมาเจอกัน เราก็มีเรื่องต่างๆมาแลกเปลี่ยนนู่นนั่นนี่ เช่น เนี่ยเธอ สาวไทยที่นั่งข้างๆชั้นนะ แผ่รังสีอำมหิตใส่ชั้นตลอดเลยอะ :P อย่างคู่นี้พี่เดาว่าคงเพิ่งรักกันใหม่ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตัวติดกันขนาดนั้น รู้อย่างนี้พี่ยอมแลกที่นั่งให้ตั้งแต่แรกแล้ว

ในการเดินทางทุกๆครั้งพี่จะติดหนังสือหนึ่งหรือสองเล่มเพื่ออ่านในเวลาว่าง การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ หนังสือที่พี่เลือกคือ นั่งรถไฟไปตู้เย็นโดยนิ้วกลม ที่เลือกหนังสือเล่มนี้ เพราะตั้งใจจะอ่านให้จบจะได้เอามาคืนน้องสาวที่อยู่ที่ไทย พี่ว่าคิดถูกมากๆ เพราะมีข้อคิดหลายอย่างที่พี่อ่านแล้วรู้สึกว่าโดน อยากได้ปากกาไฮไลท์มาขีดเน้นข้อความหลายๆช่วง อาจเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ตอนนิ้วกลมได้เขียนตอนทำงานอยู่ไกลบ้าน พี่เลยรู้สึกเข้าถึงในหลายๆคำพูดที่เค้าสื่อออกมาได้อย่างดี..

“ สิ่งที่ทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้นก็คือการเดินทางไกลออกมาจากบ้านนั่นเอง”

นั่งรถไฟไปตู้เย็น, นิ้วกลม




Mellow tiger..


Thursday, February 7, 2013

Season change


พี่เป็นคนขี้หนาว (ตอนอยู่ที่ไทย ถ้ากินน้ำเย็นแล้วนั่งในห้องแอร์จะนั่งสั่นตลอด) ยิ่งมาอยู่ที่นี่แล้วยิ่งไปกันใหญ่ ไปไหนมาไหนต้องพกเสื้อแจ็กเก็ตตลอด บางทีอากาศไม่หนาวเท่าไหร่(สำหรับคนที่นี่) แต่พี่ก็ใส่ถุงมือและหมวกเต็มยศ เพื่อนชาวอเมริกันเค้าเห็นพี่แล้วก็เข้าใจ เพราะว่าพี่มาจากเมืองร้อน ซึ่งหน้าหนาวของเรายังอุ่นกว่าหน้าร้อนของที่นี่อีก บางครั้งพี่ก็เล่าเป็นเรื่องตลกให้เค้าฟังว่าที่นี่มีสามฤดู Hot, Hotter และ Hottest :) เนื่องจากสภาพอากาศไม่ค่อยตรงฤดูเหมือนเมื่อก่อน หน้าหนาวตอนนี้ก็ไม่ค่อยหนาวแล้ว แถมได้ข่าวว่าปีที่ผ่านมาฝนมาตกหน้าหนาวด้วย สับสนในชีวิตกันสุดๆ

ที่อเมริกาต่างจากบ้านเราคือมีสี่ฤดู คือ Spring (มีนาคมถึงพฤษภาคม), Summer (มิถุนายนถึงสิงหาคม), Fall (กันยายนถึงพฤศจิกายน) และ Winter (ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์) แต่แต่ละรัฐก็จะต่างออกไป เช่นที่ Colorado ในช่วง Spring นั้นยังหนาวอยู่ และเดือนที่หิมะตกมากที่สุดของปีอยู่ในช่วง Spring คือปลายมีนาคมถึงเมษา แต่พอเข้าเดือนพฤษภาก็เริ่มร้อนแล้ว สามารถใส่ขาสั้น เสื้อยืดออกข้างนอกได้


Denver, CO - Fall 2011

Denver, CO - Winter 2011

Colorado เป็นรัฐที่มีอากาศหนาวเกินครึ่งปี ช่วงหนาวก็หนาวจัดแต่พอหน้าร้อนก็ร้อนแบบสุดๆ ในช่วงหน้าหนาว อากาศสูงสุดของวันจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส แต่พอหน้าร้อนก็แดดแรง และบางช่วงอากาศร้อนเกิน 30 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นอาทิตย์ อีกทั้งรัฐนี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐที่อากาศเปลี่ยนทุก 15 นาที เพื่อนพี่บอกว่า ถ้าวันไหนตื่นมาแล้วอากาศไม่ดี รอไปแค่ 15 นาทีเดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นเอง ซึ่งก็ตรงกับสภาพอากาศที่นี่มากๆ บางวันแดดออก อากาศอุ่นมากในตอนเช้า แต่พอเที่ยงลมแรง หิมะตก เม็ดใหญ่ เป็น Sticky Snow ซึ่งติดถนนทำให้ลื่น แต่พอหิมะตกไปได้ครึ่งชั่วโมงก็หยุด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แดดออกฟ้าใสแจ๋วอีกแล้ว และอีกความน่าสนใจของกาศที่นี่คือ ช่วงอุณหภูมิในแต่ละวันมีความต่างกันมาก เช่นในช่วงนี้ ตอนกลางคืนจนถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอากาศจะตกลงไปที่ติดลบ แต่พอผ่านช่วงเที่ยงไป อากาศจะขึ้นไปสูงเกิน 10 องศาเซลเซียส เพราะการที่อากาศแปรปรวนอย่างนี้ พี่เลยต้องพยายามรักษาสุขภาพ กินวิตามินซีจะได้มีภูมิ ไม่เป็นหวัดหรือเป็นไข้ง่ายๆ


On Campus - Nov, 2011

Downtown Denver - Winter 2011


พี่มีความสัมพันธ์กันหน้าหนาวของที่นี่แบบ Love-hate relationship ช่วงที่เรา(พี่และฤดูหนาว)รู้จักกันใหม่ๆ พี่รู้สึกตื่นเต้นและชอบหน้าหนาวมาก เพราะพี่ได้สนุกสนานกับการ Mix and Match ได้ใส่ผ้าพันคอ ถุงมือ และเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ๆ รู้สึก(ไปเอง)ว่าตัวเองดูตัวกลมๆ น่ารัก แถมจะใส่เสื้อโทรมหรือจะกินเยอะ พุงออกขนาดไหน ก็ไม่มีใครรู้เพราะใส่เสื้อกันหนาวคลุมไว้ ^^" และพอหิมะตก ทุกอย่างดูขาวสวยไปหมด ได้ไปขึ้นภูเขาเล่นสกีอีกด้วย แต่พอพี่เริ่มขับรถ ความสัมพันธ์ของเราก็เริ่มไปในด้านลบ หิมะที่ตกลงมาทำให้ถนนลื่น ควบคุมรถได้ยากและถ้าเราขับบนถนนที่เป็นน้ำแข็ง ถ้าเบรคไม่นิ่งหรือยางไม่เกาะถนนก็มีโอกาศที่รถจะปัด เวลาขับช่วงหิมะตกพี่รู้สึกเหมือนตัวเองต้องกลั้นหายใจ ตั้งสมาธิกับการขับรถมากๆ …ถึงฤดูหนาว.. เธอสวยแต่รูป แต่บางครั้งก็จูบไม่หอมนะเธอ - -"
 

แล้วอาทิตย์หน้าพี่จะเล่าเรื่องมาจากไทย... ได้กลับบ้านซักที :)


Mellow tiger..

Thursday, January 31, 2013

Let's walk..


พี่เป็นคนชอบเดินมาก ยิ่งถ้าได้เดินกับคนถูกใจ มีกาแฟหรือชาเย็นกันคนละแก้ว เดินไปคุยไปเป็นกิโลๆแบบไม่มีเหนื่อย ตอนอยู่ที่ไทยจะมีทางที่ชอบเดินเป็นประจำคือ เริ่มจากท่าพระจันทร์ เดินตัดธรรมศาสตร์มาถนนพระอาทิตย์แล้วเดินเข้าซอย 7-11 (พี่จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) จนถึงถนนรามบุตรี แล้วเลี้ยวเข้าวัดชนะสงคราม ข้ามถนนเข้าไปที่ข้าวสารแล้วออกมาคอกวัวเพื่อขึ้นรถเมล์กลับบ้าน จุดมุ่งหมายในการไปแถวนั้นของพี่คือไป”คุย” แค่อยากเดินไปคุยไปคลายเครียด :)

Colorado เป็นรัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องออกกำลังกายและเป็นรัฐที่มีคนอ้วนน้อยที่สุดในประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคนเดินออกกำลังกาย หรือว่าวิ่งช่วงพักเที่ยงในวันทำงาน พี่เองก็เพิ่งมาเริ่มเดินออกกำลังกายช่วงพักเที่ยงตอนที่เพื่อนที่ทำงาน (ซึ่งเค้าเป็นนักวิ่ง ออกวิ่งแม้ในวันที่มีหิมะเต็มถนน) ชวนออกไปเดิน จนติดเป็นนิสัย ถ้าวันไหนไม่ได้เดินตอนเที่ยง พอขับรถถึงบ้าน พี่ก็จะออกไปเดินก่อนกลับเข้าอพาร์ทเม้น ช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็ออกไปเดินลูปใหญ่ที่สวนสาธารณะ ถึงเดินคนเดียวจะไม่ค่อยสนุกเหมือนเดินไปคุยไปที่ไทย แต่ความคิดนี้เริ่มเปลี่ยน เมื่อพี่เริ่มหาความสุขเล็กๆน้อยๆได้จากการเดินของพี่.. พี่มีความสุขเวลาที่เห็นคุณยาย เดินถือไม้เท้า ออกกำลังกายแล้ว ส่งยิ้มมาให้พี่ หรือตอนที่เจอคุณแม่ลูกอ่อน วิ่งไปพร้อมกับเข็นรถเข็น แถมจูงหมาวิ่งในเวลาเดียวกัน เห็นเค้าแรงเยอะ พี่ก็หายเหนื่อย มีความสุขกับเค้าไปด้วย


Boston, MA - August, 2011


เวลาไปเที่ยวเมืองใหม่ๆ ที่ที่พี่ต้องไปทุกครั้งคือสวนสาธารณะ เพราะพี่เชื่อว่า มันเป็นที่ที่สื่อชีวิตคนในเมืองนั้นๆได้ดีมาก เช่นที่ Denver เป็นเมืองที่มีสวนสาธารณะรวมพื้นที่เยอะเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ถ้าไปแล้วจะเห็นคนออกกำลังกายกันเยอะ สมแล้วที่เป็นเมืองหลวงของ Colorado, The Healthiest State ซึ่งต่างจากสวนสาธารณะใจกลาง Boston ที่ไปแล้วจะเห็นคนถือกาแฟนั่งคุยกันซะมากกว่า

แล้วครั้งต่อๆไป พี่จะมาเล่าเรื่องสวนสารณะอย่างละเอียดอีกที แต่ต้องขอใช้เวลาขุดความจำและทำการบ้านกันนิดนึง :)


Mellow tiger..




ปล. วันนี้เขียนน้อยเพราะปวดต้นคอมาก (อาการที่โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่เป็นกัน) เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป้นคนเขียนโค้ดมืออาชีพแล้ว - -"

Thursday, January 24, 2013

Home sick..


ตอนแรกพี่ว่าจะเขียนเรื่องปัญหาโรคอ้วนของคนอเมริกา แต่ว่าเปลี่ยนใจขอมาเล่าเรื่อง Home sick หรือความคิดถึงบ้านดีกว่า เพราะว่ามันเข้าสถานการณ์ของพี่ช่วงนี้อย่างมาก...

Home sick คืออาการคิดถึงบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเวลาที่ย้ายถิ่นฐานใหม่ๆไกลจากบ้าน จากครอบครัวและเพื่อน ความหนักหนาของอาการก็ขึ้นอยู่กับคนๆนั้นว่ามีความผูกพันกับที่บ้าน หรือว่าเคยชินกับการอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวหรือเพื่อน มากน้อยแค่ไหน

ถึงแม้ส่วนมากอาการนี้จะเกิดตอนที่เราย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ แต่จากประสบการณ์ของพี่และเพื่อนหลายๆคน เห็นตรงกันว่า อาการคิดถึงบ้านจะสาหัสมากที่สุดตอนที่กลับมาจากการเยี่ยมบ้านที่ไทย เพราะว่าเราปรับตัวอยู่ที่นี่(แบบเหงาๆ)ได้แล้ว กลับบ้านไปก็เหมือนการสะกิดแผลขึ้นมาอีกรอบ พอแผลมันเปิดรอบนี้มันก็หายยากกว่าเดิม พี่กลับบ้านไปตอนเดือนธันวาปี 2553 ครั้งนั้นต้องบินออกจากไทยตอนเช้า แต่พี่เพิ่งมานั่งจัดกระเป๋าตอนตีสอง อิดออดตลอดเวลาที่เอาของใส่กระเป๋า เหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กที่เริ่มเข้าอนุบาลแล้วไม่อยากไปโรงเรียน… ถามแม่ตลอดว่า ”ไม่กลับไปได้มั้ย”


Bangkok, Thailand

นี่คือสาเหตุที่พี่ไม่ได้กลับบ้านมาสองปีแล้ว ไม่อยากกลับมาแล้วต้องมาปรับตัวกันอีกรอบ ครั้งที่กลับมาใหม่ๆตอนนั้น วันนึงพี่ตื่นแล้วมีความคิดแรกคือจะไปกินกาแฟแล้วนั่งคุยกับแม่ ซึ่งเป็นกิจวัตรที่พี่ทำทุกวันตอนเช้าที่อยู่ไทย แต่พอลืมตา พี่เห็นห้องของตัวเอง แล้วก็คิดได้ว่านี่ชั้นอยู่อเมริกานี่ หลังจากนั้นพี่ก็ร้องให้โฮ ในตอนนั้นห้องพี่มีของเต็มไปหมด แต่มันรู้สึกโล่งโหวงเหวงมาก

เวลาคิดถึงบ้านมากๆ พี่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า สมัยนี้ยังดีมีโทรศัพท์ อีเมลล์ สามารถสื่อสารกับที่บ้านได้ทันที ต่างจากที่คนสมัยก่อนทางติดต่อที่สะดวกคือจดหมาย กว่าจดหมายจะมาถึงผู้รับที่ไทย ตอนนั้นปัญหาที่ผู้ส่งเขียนมาระบายอาจคลี่คลายไปแล้วก็ได้ (มีใครจำแอร์เมลล์ หรือเจ้ากระดาษแผ่นบางๆสีฟ้าได้มั้ย ที่คนเขียนต้องเขียนกันตัวละเอียดยิบ ใช้พื้นที่ให้คุ้มที่สุด เพื่อส่งไปให้คนไกลบ้าน) สมัยนี้ยังดีที่สามารถโทรศัพท์ติดต่อคนที่บ้านได้ทันที สมัยก่อนเรื่องเห็นหน้าค่าตาคงไม่ต้องพูดถึง ต้องส่งรูปกันทางจดหมายเท่านั้น สมัยนี้สะดวกกว่าเยอะทั้งเฟซบุ๊ค Skype วีดีโอแช็ท ที่สามารถคุยกัน เห็นความเปลี่ยนแปลงของคนไกลให้หายคิดถึงกันบ้าง

แต่ละคนก็มีวิธีการแก้ปัญหาการคิดถึงบ้านต่างกัน บางคนก็ทำหากิจกรรมทำ ไปเที่ยว หรือว่าบางคนก็แก้ปัญการนี้ด้วยการบินกลับบ้านบ่อยๆ และการมีเพื่อนสนิทที่นี่ก็ทำให้ความคิดถึงบ้านลดน้อยลงไปได้ ยิ่งถ้ามีเพื่อนที่สนิทจนกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัว ก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านไปได้เยอะ

ตอนนี้อาการคิดถึงบ้านมันคุกคามพี่อย่างรุนแรง ไม่รู้เพราะมันถึงจุดอื่มตัวที่อยู่ที่นี่แล้ว หรือว่าเพราะจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้ หรือว่าเพราะปัญหาส่วนตัวเรื่องอื่น บางอย่างที่เมื่อก่อนชอบทำคนเดียวแล้วมีความสุข เช่นเที่ยวหรือดูหนัง ก็กลายเป็นกิจกรรมน่าเบื่อ การออกไปพบปะผู้คนก็ไม่ได้ช่วยให้ความคิดถึงบ้านน้อยลง อาจฟังดูแย่ แต่พี่เหนื่อยกับการที่ต้องดูแลตัวเอง ทั้งๆที่ปกติแล้วก็เป็นคนทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอด แต่ว่าทุกอย่างคงดีขึ้นถ้าเรามีคนเรารัก (ครอบครัวและเพื่อน) คอยรับฟังเวลาเรามีปัญหา หรือแค่ยิ้มให้ ได้พบปะพูดคุย ปัญหาหรือความเครียดที่เรามีก็เบาบางลง ... บางครั้งพี่สงสัย ว่าคนรอบข้างที่พี่เจอกันทุกวัน เค้าจะรู้มั้ยนะว่าพี่เหงาและคิดถึงบ้านขนาดนี้

ขอโทษที่วันนี้เรื่องที่เล่าดูส่วนตัวไปนิดนึง เหมือนกลายเป็นบ่นซะงั้น แต่มันอาจจะโดนใจคนไกลบ้านหลายๆคนเนอะ :)


Mellow tiger..




ฟังเพลงนี้ทีไร แล้วคิดถึงบ้านทุกที

Thursday, January 17, 2013

Say Hi


ถ้าใครมาที่นี่ใหม่ๆอาจงงที่เวลาเดินไปไหนมาไหน เจอคนอเมริกันทักทาย หรือมีคนชวนคุยตามป้ายรถเมล์ เหมือนเป็นเพื่อน ที่รู้จักกัน ตอนพี่มาอเมริกาครั้งแรก ก็มีพี่คนนึงแนะนำว่า “เราเดินผ่านใครก็ควรทักทายบ้าง เพราะเค้าทำกันเป็นเรื่องปกติ” พอได้มาที่นี่จริงๆก็เป็นอย่างที่พี่เค้าแนะนำไว้ แต่พี่ว่ามันก็แล้วแต่สถานที่ด้วย เช่นเดินในอพาร์ทเมนท์ ถ้าไม่ทักก็แปลกๆ เพราะบ้านใกล้เรือนเคียงกัน หรือจะให้ทักทุกคนที่เดินสวนกันในดาวทาวน์ก็ไม่ใช่

คนอเมริกันเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี เดินไปตามถนนก็ทักทายกันเป็นเรื่องปกติ หรือบางครั้งเจอกันที่ป้ายรถเมล์ก็คุยกันจริงจังว่า บ้านอยู่ไหน ทำงานอะไร มีอยู่ครั้งนึงที่พี่บินกลับมาเดนเวอร์ ฝรั่งสองคนที่นั่งหลังพี่คุยกันตลอดทาง จนพี่คิดว่าเค้าอาจจะมาด้วยกัน แต่ก่อนลงเครื่อง คนนึงพูดว่า “Nice to meet you” สรุปว่าทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็สามารถคุยกันยาวตลอดสองสามชั่วโมงเหมือนรู้จักกันมานานซะอย่างนั้น

แต่ถ้าเรามองดูลึกๆแล้วคนอเมริกันเค้าคบกันอย่างห่างๆ มีการเว้นช่องว่างความเป็นส่วนตัว ถึงดูสนิท แต่ก็ไม่สนิทลึกซึ้งเหมือนคนคนเอเชีย เช่น เราอาจจะเจอเพื่อนของเพื่อนที่ปาร์ตี้ คุยกันถูกคอมากมาย แต่พอมาเจออีกที ก็อาจแค่สวัสดี ทักทายกันตามเรื่อง ไม่ได้มีการสานสัมพันธ์ต่ออะไร แต่นี่ก็ไม่ได้เหมารวมว่าคนอเมริกันทุกคนต้องเป็นอย่างนี้ พี่ก็มีเพื่อนชาวอเมริกันที่สนิทกันหลายคน พี่สังเกตว่าคนอเมริกันที่มีเพื่อนเป็นคนเอเชียเยอะ จะมีความเป็นเอเชียสูง(??) คือใจกว้าง เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา และมีความละเอียดอ่อนเหมือนพวกเรา แต่ถึงยังไงพี่ว่ามันก็ต่อกันยาก หรือถึงต่อกันได้ก็ต่อกันไม่สนิท คนเอเชียด้วยกันจะเข้าใจกันง่ายกว่า นี่เป็นสาเหตุหลักที่เด็กนักเรียนเอเชียจะสนิทกันเอง เวลาเข้าเรียนในต้นๆเทอมก็จะพุ่งเข้าไปนั่งใกล้เด็กเอเชียกันก่อนเลย เผื่อมีเวลาจับกลุ่มทำงานก็จะได้ทำงานด้วยกัน เพราะคุยกันง่าย เข้าใจกันมากกว่า

ถึงตอนนี้อยู่นี่มาสองปีครึ่งแล้ว (เวลาที่ได้อยู่อเมริกาทั้งหมดแบบไปๆมาๆก็สามปีกว่า) พี่ยอมรับว่ายังเขิน ที่เดินไปไหนมาไหนต้องคอยยิ้มและสวัสดีทักทายคนที่เดินสวนกันทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันหรือเห็นหน้ากันมาก่อน สถานการณ์ที่สับสนในชีวิตที่สุดคงเป็นตอนเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ต้องคอยเดาว่าเค้าจะทักเรามั้ย หรือควรจะทักเค้าก่อน หรือไม่ทักแล้วมันจะแปลกมั้ย

ตอนอยู่ไทยพี่ไม่มีปัญหาในการเจอคนใหม่ๆ หรือต้องออกงานแล้วไปเจอคนเยอะๆ แต่พอมาอยู่ที่นี่ ด้วยความที่ภาษาก็ไม่ใช่ภาษาเรา วัฒนธรรมเค้าพี่ก็ยังไม่รู้ทั้งหมด ทำให้ความมั่นใจลดหายลงไปครึ่งนึง ทุกครั้งที่ต้องไป Business Lunch หรือแค่กินข้าวกลางวันกับเพื่อนที่ไม่สนิท มันก็ยังเป็นสถานการณ์อึดอัด กระอักกระอ่วน ที่เราต้องเข้าร่วมวงสนทนาทั้งๆที่เราเข้าใจไม่ทั้งหมด 100% บางครั้งก็หงุดหงิดตัวเอง รู้สึกว่าเราฉลาดกว่านี้นะ มั่นใจมากกว่านี้ แต่กลับแสดงออกไม่ได้เต็มที่ แต่ถ้าจะให้เราไม่ไปไหนเลยหรือไม่เข้าสังคมก็คงไม่ได้ พี่ก็เลยต้องยอมไป


พี่หวังว่าความมั่นใจมันจะเพิ่มกลับคืนมาเข้าซักวัน.. :)


Mellow tiger..




เพลงนี้อาจไม่ค่อยเกี่ยว แต่การ"เข้าสังคม"ของทุกคนคงเป็นเรื่องง่ายและสนุก (ถึงแม้จะต่างภาษา)
ถ้ามี"เพื่อน"เดินกับเราตลอดทางอย่างนี้...จริงมั้ย :)

Thursday, January 10, 2013

"Trafficcc.."




เนื่องจากตอนนี้เห็นมีแต่คนบ่นเรื่องรถติดในกรุงเทพ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่) เลยจะขอติดกระแสด้วยการเล่าถึงการจราจรและการขับรถที่นี่บ้าง..

คนที่อยู่เมืองใหญ่ๆอย่าง San Francisco และ New York รถยนต์ส่วนตัวคงไม่จำเป็นมากนัก เพราะมีระบบขนส่งมวลชนที่ทั่วถึง มีทั้งรถราง รถเมล์ รถไฟ แถมสภาพของเมืองที่ทุกอย่างอยู่ไม่ไกลกัน สามารถเดินได้สะดวก และรถยนต์ส่วนตัวอาจกลายเป็นภาระ ทั้งต้องหาที่จอดรถเวลาไปไหนมาไหน หรือต้องเสียค่าที่จอดราคาแพง ขนาดเดนเวอร์เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มากนัก อพาร์ทเม้นท์ส่วนมากในดาวทาวน์ก็ไม่มีที่จอดรถ ผู้พักเลยต้องจอดตามริมถนน หรือยอมจ่ายค่าที่จอดรถที่แพงขูดเลือด (บางหอพักเก็บค่าที่จอดรถถึง $90 ต่อเดือน)


Cable Car - San Francisco, CA

เดนเวอร์ เป็นเมืองที่ระบบขนส่งที่ดีและทั่วถึง แต่รถยนต์ส่วนตัวก็จำเป็นในการเดินทาง เพราะเดนเวอร์เป็นเมืองใหญ่ ไม่ใช่ในด้านความหนาแน่น แต่ใหญ่ในพื้นที่ พี่เลยตัดสินใจซื้อรถเมื่อต้นปีที่แล้วทั้งๆที่ตอนนั้นขับรถไม่เป็น เพื่อนคนไทยที่ขายรถให้เลยสอนพี่ขับรถด้วย เหมือนขายเป็นแพ็กเก็จ ขายรถให้แถมสอนขับรถให้อีกด้วย :)

การขับรถที่นี่ ถ้าไม่นับเรื่องความสับสนจากการเปลี่ยนมาขับด้านซ้ายนั้น ก็นับว่าง่ายกว่าที่บ้านเราอย่างมาก เพราะทุกคนเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เช่น Stop Sign ตอนอยู่ที่บ้านเราทุกคนคงขับผ่านป้ายให้หยุดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่นี่ถ้าเจอ Stop Sign ตามแยก ต้องหยุดทุกครั้งถึงแม้ไม่มีรถมาจากอีกทาง ซึ่งจริงๆแล้วเป็นกฎดีมาก เพราะลดอุบัติเหตุลงไปได้เยอะ และที่นี่ถึงแม้รถติดขนาดไหน คนขี่มอเตอร์ไซด์ต้องใช้ถนนอยู่ในเลนร่วมกับผู้ขับรถยนต์ เลยไม่มีมอเตอร์ไซด์ปาดไปปาดมาเหมือนเราบ้านเรา (ไม่ขอนับเมืองใหญ่ๆอย่าง New York ที่ยังเห็นปาดไปๆมาๆอยู่บ้าง)

แต่ก็ไม่ต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ เดนเวอร์ก็ยังมีปัญหาเรื่องรถติด โดยเฉพาะในเวลาเร่งด่วนของวัน เช่น ถนนเส้นที่พี่ใช้ทุกวันคือ I-25 ซึ่งเป็น Highway เส้นหลักๆข้ามรัฐ Colorado จากเหนือลงใต้ จากปกติใช้เวลาแค่ 15 นาทีไปทำงาน แต่ถ้าช่วงเย็นแล้วบางวันอาจใช้เวลาอยู่บนถนนถึง 45 นาทีเลยทีเดียว (วันนั้นอาจมีคนเห็นสาวเอเชียหัวดำ นั่งเขย่าพวงมาลัย แล้วตะโกนโวยวายว่า "Trafficcc..!!" อยู่คนเดียวในรถ - -) และต้องขอขอบคุณคุณตำรวจที่ทำงานกันอย่างเคร่งครัดมาก ถ้าคนที่อยู่ที่นี่จะเข้าใจว่าตำรวจจราจรที่นี่จะทำงานกันอย่างเคร่งครัด เน้นใหญ่ เน้นเยอะ เช่น รถชนกันแค่สองคัน แต่ปิดถนนถึงสองเลน บวกกับรถตำรวจอีกสองสามคัน ทำให้รถติดยาวจากดาวทาวน์ลงใต้กันเลยทีเดียว


I-25 - Denver, CO


ถึงแม้พี่คิดว่าการมีรถทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่านักเรียนไทยทุกคนที่มาเรียนที่นี่ต้องซื้อรถ เพราะพี่เพิ่งตัดสินใจซื้อรถหลังจากอยู่ที่นี่มาปีครึ่ง การที่ต้องนั่งรถเมล์และรถไฟ ทำให้ได้รู้จักถนนหนทางและได้ดูบ้านเมืองเค้าอย่างละเอียด ตอนขับรถพี่คงมองซ้ายมองขวาดูบ้านเมืองเค้าไม่สะดวกนักจริงมั้ยล่ะ และที่สำคัญทำให้ได้รู้จักการปรับตัว พึ่งตนเองและได้ประสบการณ์สนุกๆที่คนขับรถเค้าอาจไม่มีกัน เช่น ได้เดินลุยหิมะกลับบ้านในวันที่หนาวที่สุดของปี (-30 เซลเซียส) และได้คุยกับลุงขับรถเมล์ชาวเอธิโอเปีย ที่บอกให้พี่เรียนสูงๆจะได้มีอนาคตหน้าที่การงานที่ดี เพราะเค้าเคยมีงานดีๆในบ้านเกิดแต่ต้องมาทำงานนี้หลังจากที่อพยพ ย้ายถิ่นฐานมานี่.. เป็นสีสันในชีวิตที่ได้มาจากการนั่งรถเมล์เท่านั้นแหละ :)




Mellow tiger..

Thursday, January 3, 2013

Happy New Year !!

นับจากวันที่มาถึง Denver วันแรก พฤษภาคม 2553 ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาแล้วสองปีครึ่ง และเป็นอีกครั้งที่ไม่ได้ใช้เวลาในช่วงปีใหม่ที่”บ้าน”(ประเทศไทย)..

สำหรับชาวอเมริกันวันก่อนขึ้นปีใหม่หรือ New Year’s Eve เป็นวันที่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญนักถ้าเทียบกับวัน Christmas แต่สำหรับคนหนุ่มสาวอายุไม่เยอะ(อย่างพี่) ก็จะไปเลี้ยงฉลองนับถอยหลังกันในคลับ บาร์หรือย่านใจกลางเมืองที่เค้ามีการจัดงานและจุดพลุรับวันข้ามปี ถ้าเป็นที่ New York สถานที่นับถอยหลังที่ดังๆ ก็เป็น Time Square ที่มีคนเบียดเสียดเข้าไปนับถอยหลังที่จุดนั้นกันเยอะมาก เพื่อนพี่เล่าให้ฟังว่า เค้าเข้าไปจองที่ตั้งแต่ช่วงบ่าย ถ้าออกมาเข้าห้องน้ำก็จะเสียจุดที่ยืนไป จนบางคนต้องใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพื่อลดปัญหาการเข้าห้องน้ำ

Jan 1, 2012 - Denver, CO


สำหรับที่ Denver ก็มีการจัดงานนับถอยหลัง จุดพลุที่ 16th St. Mall (16 St. คือถนนเส้นหลักกลางดาวทาวน์ที่เป็นถนนคนเดิน มีแค่ Shuttle Bus รับส่งคนเดินตลอดเส้นเท่านั้น เดี๋ยวในครั้งต่อๆไปพี่จะเล่าถึงถนนสายเล็กๆ ที่สื่อชีวิตของชาวเดนเวอร์ให้ฟัง) งานนับถอยหลังดาวทาวน์ที่นี่คงไม่ยิ่งใหญ่และคนเยอะเหมือนเมืองใหญ่ๆในอเมริกา แต่ก็มีสีสันแบบเล็กๆตามแบบของคนเดนเวอร์ มีคนเอาลำโพงมาตั้ง เอาดนตรีมาเล่น แล้วจับกลุ่มเต้นกันตลอดสาย มีการจุดพลุสองครั้งในเวลาสามทุ่ม สำหรับคนที่รอดูพลุตอนเที่ยงคืน เพราะทนหนาวไม่ไหว(ประมาณ -5 องศาเซลเซียส) และมีการจุดอีกครั้งในเวลาเที่ยงคืนเพื่อต้อนรับปีใหม่ ถ้าเมื่อก่อนพี่คงเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกที่ได้นับถอยหลังข้ามปีในที่ๆจัดงานสนุกๆมีเพลง มีดนตรีอย่างนี้ แต่พอยิ่งโต(หรืออาจเป็นเพราะยิ่งห่างบ้าน) พี่เลือกที่จะใช้เวลากับครอบครัว นั่งนับถอยหลังทางทีวีกับคนที่เรารักดีกว่า

ถ้าถามถึงปีใหม่ที่ดีที่สุด พี่ตอบได้ทันทีว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ 2554 เป็นปีที่พี่กลับบ้านก่อนเริ่มเรียนปริญญาโท วันนั้นบ้านพี่ไปกินข้าวเย็นที่บ้านเพื่อนของพ่อที่โคราช เราออกจากโคราชประมาณเกือบๆห้าทุ่ม ตอนแรกพี่บ่นตลอดทางว่าพี่อยากกลับไปนั่งนับถอยหลังที่บ้าน แต่เราก็ถึงบ้านไม่ทัน เลยได้นับถอยหลังกันบนทางด่วนเข้ากรุงเทพ สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเราได้เห็นพลุที่จุดมาจากทุกทิศทั่วกรุงเทพ พอทางขวาหยุด ทางซ้ายเริ่ม เป็นอย่างนั้นประมาณ 10 นาที พี่ไม่รู้ว่าคนอื่นในรถเค้าตื่นเต้นและมีความสุขเหมือนพี่รึเปล่า แต่การที่พี่ได้อยู่กับพ่อ แม่และน้อง พี่ก็มีความสุขสุดๆแล้ว

ปีนี้พี่ส่งท้ายปีด้วยการไปทำงาน :) และไปกินสุกี้กับเพื่อนๆ หลังจากนั้นพี่ก็ขอแยกตัว เพราะปีนี้พี่วางแผนต้อนรับปีใหม่ด้วยการอยู่กับตัวเอง..

พี่กลับถึงบ้านประมาณสี่ทุ่มกว่า รีบอาบน้ำ เก็บห้อง แล้วดูหนังเรื่อง New Year’s Eve พี่ไม่ได้ตั้งใจดูหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเปิดคอม ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยๆ และตอนที่พี่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องเงียบๆของพี่นั้น พี่มีความสุข พี่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกว่าปี 2556 จะเป็นปีที่ดีของพี่ ทันทีที่นับถอยหลังเสร็จพี่ก็เปิดเพลงในลิสต์ที่พี่จัดเป็นพิเศษสำหรับการเต้นกับตัวเองเพื่อต้อนรับปีใหม่

ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีและ Adventurous สำหรับทุกๆคนนะคะ


Mellow tiger..




Robyn is so cool! Who doesn't want to dance with her song on New Year. :)