Showing posts with label SoundandSee. Show all posts
Showing posts with label SoundandSee. Show all posts

Saturday, November 1, 2014

Blue sky fan god



G.O.D คืออีกหนึ่งบอยแบนด์จากแดนกิมจิในดวงใจของเราเคียงคู่มากับ Shinhwa แต่ต่างตรงที่เราไม่ได้ติดตามทุกก้าวย่างของ G.O.D ไม่ได้เป็นแฟนพันธ์แท้ถึงขนาดรู้ทุกเรื่องราว ไม่ได้เริ่มชอบด้วยรูปลักษณ์ แต่เราชอบ G.O.D เพราะผลงานล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงโปรโมตหรือเพลงหน้า B พวกเขาไม่เคยทำให้เราผิดหวัง มันออกมาดีตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุดที่กลับมารวมกันอีกครั้ง มีหลายเพลงที่เราร้องคลอได้เกือบทั้งเพลง แต่เราเกือบลืมไปแล้วว่ามันเป็นเพลงของ G.O.D ไม่ใช่แค่เพลงแต่รวมถึง Yoon Kye Sang ที่เราเกือบลืมไปแล้วว่าพ่อหนุ่มตาตี่ขวัญใจสมัยมัธยมของเราคนนี้ก็เป็นอดีตสมาชิกของวงนี้ด้วยเช่นกัน 

จริงๆ เราแทบไม่ได้สนใจวงการบันเทิงเกาหลีแล้วด้วยซ้ำ เหมือนมันหมดวัยไปแล้ว แต่พอเราได้ฟังเพลงนี้ของ G.O.D ได้รู้ว่าพวกเขากลับมารวมตัวฉลองครอบรอบ 15 ปี ความรู้สึกมันดีใจ มันกระตุ้นความคิดถึง อยากดูคอนเสิร์ต อยากฟังเพลง อยากดูภาพเคลื่อนไหว อยากเห็นว่าแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน พอได้ดูได้เห็นมันเหมือนกับว่าเราได้เจอเพื่อนเก่าที่ห่างหายไปนาน เวลาเห็นพวกเขายิ้มเราก็ยิ้มตามไปด้วย โดยเฉพาะรอยยิ้มอายๆ ของ Kyesang และรอยยิ้มสดใสของ Hoyoung มันมีความหมายมาก ไม่ใช่เพราะเราชอบสองคนนี้ที่สุดแต่เพราะภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้นมันถ่ายทอดเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของพวกเขา มันเป็นรอยยิ้มที่เราเห็นแล้วเรารู้สึกได้เลยว่าพวกเขามีความสุขมาก แล้วก็แอบมีน้ำตาคลอด้วยความคิดถึง เพราะสมัยนั้นเราบ้าคลั่งอะไรแบบนี้มาก

แม้วันนี้เราจะโตขึ้นจากเด็กมัธยมต้นเป็นสาววัยเฉียดสามสิบ พวกเขาก็ผ่านพ้นวัยหนุ่มน้อยเป็นหนุ่มใหญ่เต็มตัว แต่ความรู้สึกในวันเก่าๆ มันก็แทรกซึมอยู่ข้างในความรู้สึกไม่เคยหายไปไหนเลย



That Original Frippo

credit: picture

Friday, May 31, 2013

คาราบาว :: เมดอินไทยแลนด์ | วณิพก | คนล่าฝัน | เสียงเพลงไม่มีวันตาย




เนื่องด้วยภาพยนตร์เรื่อง "ยัง'บาว" ได้เข้าฉายไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คอลัมน์ Friday Playlist วันนี้จึงขอหยิบยกบทเพลงจากวงดนตรี country rock เลือดไทยวงนี้มาแนะนำ


อย่างที่รู้กันว่าคาราบาวก่อกำเนิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์จากการรวมตัวสมาชิกปัจจุบันอย่างแอ๊ดและเขียว และอดีตสมาชิกอย่างไข่ที่เป็นทั้งผู้ตั้งและแนะนำให้แอ๊ดเข้ามร่วมวงแต่กลับไม่ได้ออกอัลบั้มร่วมกับคาราบาวเลยแม้แต่อัลบั้มเดียว และเมื่อได้กลับมาประเทศไทยวงคาราบาวก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่อีกหลากหลายคนและได้ร่วมตัวสร้างสรรค์ผลงานเพลงเพื่อชีวิตมาถึงทุกวันนี้


แม้จะไม่ได้เรียกว่าเป็นวงดนตรีโปรดของทั้งพ่อและแม่ แต่ทั้งคู่ต่างก็ชอบเปิดเพลงของวงคาราบาวฟังบนรถยามเมื่อต้องออกเดินทางร่วมกัน เราจึงได้ยินเพลงของคาราบาวมาหลายปีก่อนได้มารู้จักว่าวงดนตรีคาราบาวมีใครบ้างและโด่งดังแค่ไหน หนึ่งเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงระดับตำนานของคาราบาวคือเพลงเมดอินไทยแลนด์ที่มีเนื้อหาแอบเสียดสีกระแสความนิยมวัฒนธรรมต่างชาติในสมัยนั้น เพลงนี้นอกจากจะมีเนื้อเพลงเป็นตัวชูโรงแล้ว การใช้ขลุ่ยไทยเป็นตัวนำในภาคดนตรียังช่วยเน้นย้ำให้เพลงนี้มีความเป็นเมดอินไทยแลนด์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


อีกหนึ่งเพลงที่เป็นที่รู้จักกันดีของชาวเพลงเพื่อชีวิตคือเพลงวณิพก เพลงที่ถ่ายทอดชีวิตของผู้พิการทางสายตาที่ออกมาร้องเพลงหากินเร่ร่อนตามท้องถนนซึ่งเป็นภาพที่เราทุกคนได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ในส่วนของภาคดนตรีคาราบาวเลือกที่จะใช้จังหวะดนตรีสามช่าตัดอารมณ์เนื้อเพลงที่ฟังดูตัดพ้อ โดยรวมแล้วเพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ฟังแล้วได้ความรู้สึกเข้าใจความคิดมิดมากกว่าความท้อแท้ต่อชีวิต


คนล่าฝันเป็นเพลงที่มีดนตรีสนุกสนานแต่ครั้งแรกที่เราได้ฟังกลับมีน้ำปริ่มตาเพราะด้วยเนื้อเพลงที่เตือนสติให้รู้ถึงสัจจธรรมอย่างแท้จริงว่าหยุดเมื่อไหร่ก็จบเมื่อนั้น หากมีแรงก็จงทำมันต่อไปแล้วสักวันความฝันที่ห่างไกลก็จะขยับเข้ามาใกล้เราเอง ทุกวันนี้เรายังคงฮัมเพลงนี้เลี้ยงแรงใจในวันที่รู้สึกว่าชีวิตมันยากลำบากเหลือเกิน


หนึ่งในเพลงที่เราชอบมากที่สุดและคิดว่ามันบ่งบอกถึงมิตรภาพที่แนบแน่นของสมาชิกในวงกับเสียงดนตรีในแบบคาราบาวได้ดีที่สุดคือเพลงที่ชื่อว่าเสียงเพลงไม่มีวันตาย เครื่องดนตรีไทยอย่างขลุ่ยถูกนำกลับมาบรรเลงในเพลงนี้อีกครั้งในช่วงต้นของเพลง ซึ่งนั่นทำให้เราสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลในแบบคาราบาว พอเริ่มเข้ากลางเพลงจังหวะสามช่าที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของวงคาราบาวได้ทำงานถ่ายทอดความสนุกสนานครึกครื้น และเพลงนี้จบด้วยท่อนสุดท้ายของเพลงด้วยประโยคที่ว่า "นี่คือเสียงเพลงหัวควาย ตราบชีพวางวายมิอาจพรากเราจากเพลง" บ่งบอกถึงความเป็นคาราบาวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี


นอกจากทั้งสี่เพลงที่แนะนำ ยังมีอีกหลายเพลงของคาราบาวที่เราชอบฟัง เช่น ทะเลใจ ที่ถูกนำไปร้องใหม่ไม่รู้กี่รอบ มหาลัย เพลงที่มีเนื้อหากระแทกใจนักศึกษาตกงาน และรวมถึง ลมพัดใจเพ เพลงรักที่ร้องโดยเฑียรี่ เป็นต้น





That Original Frippo

Friday, May 24, 2013

Jana Kramer :: I won't give up | Why ya wanna | Goodbye California | One of the boys




เดิมทีเรารู้จัก Jana Kramer จากบทบาทของ Alex Dupre หนึ่งในตัวละครจากซีรีย์เรื่อง One Tree Hill ที่เราโปรดปรานเป็นที่สุด ฉากหนึ่งในซีซั่น 8 เธอได้ร้องเพลง I won't give up ซึ่งเป็นเพลงปรโมตเพลงแรกในฐานะนักร้อง และนั่นทำให้เรารู้ว่า Jana Kramer ไม่ได้มีเสน่ห์ในการแสดงเพียงอย่างเดียวแต่เธอยังมีน้ำเสียงที่มีเสน่ห์อีกด้วย


เพราะเพลง I won't give up เป็นเพลงมีท่วงทำนองและเนื้อร้องที่ติดหูตามแบบฉบับเพลง pop ทั่วไป เราจึงตกใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่า Jana เลือกที่จะทำเพลง country แต่เมื่อได้กลับไปฟังเพลง I won't give up อีกครั้งเรากลับเข้าใจในตัวตนของเธอมากขึ้นว่าเหตุใดถึงเป็น country หากไม่ติดภาพสาวมั่นในบทบาทของ Alex Dupre เราว่า Jana Kramer คนนี้มีความเป็นสาว country แบบธรรมชาติสุดๆ เลยล่ะ


เสียงของ Jana ที่ร้องไว้ในเพลง I won't give up มีความเป็น country นิดๆ ตรงหางเสียงที่ลากยาวในแต่ละท่อน และทุกอย่างชัดเจนขึ้นในเพลง Why ya wanna เพราะโทนเสียงที่เป็น country อันทรงพลังของเธอได้บอกทุกอย่างไว้หมดแล้ว ประกอบกับภาคดนตรีที่มีเครื่องสายเข้ามาช่วยทำให้นักฟังเพลง country folk อย่างเราเพลิดเพลินไปกับกลิ่นอายความเป็น country มากยิ่งขึ้น


ล่าสุดกับเพลง Goodbye California ที่เพิ่งได้ฟังเมื่อไม่นานมานี้ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เราชอบฟังเวลาเดินทาง อาจจะเพราะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับการจากลาที่ใดที่หนึ่ง มีทำนองที่น่ารักและสนุกสนาน  ถึงแม้ภาคดนตรีของเพลงจะออกไปทาง pop ค่อนข้างมาก ใกล้เคียงกับเพลงของ Taylor Swift เสียเหลือเกิน แต่เรากลับมองว่าด้านภาคเนื้อเพลงยังคงอยู่ในลักษณะของเพลง country ที่เขียนเล่าเป็นเรื่องราวเป็นลำดับขั้นตอน โดยเพลงนี้มี California เป็นพระเอก


และเพลงสุดท้ายของวันนี้คือเพลงสนุกๆ อย่างเพลง One of the boys ถึงแม้จะเป็นเพลงที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร แถมยังประดับด้วยความธรรมดาทั้งเนื้อเพลงและดนตรี แต่เรากลับชอบการใช้เสียงของ Jana ในเพลงนี้มากโดยเฉพาะท่อนฮุคที่ลดความเป็น country ลงและเพิ่มความสดใสในน้ำเสียงให้เข้ากับความสนุกสนานของเพลงมากขึ้น ฟังแล้วรู้สึกลื่นหูดี แถมฟังไปฟังมาเพลงนี้ทำให้เรานึกถึงเสียงของ Shania Twain ซึ่งเป็นนักร้องเสียงดีอีกหนึ่งคนที่เราชื่นชอบอีกด้วย





That Original Frippo

Sunday, February 10, 2013

เสียงสนทนาและฉากอารมณ์คลอบทเพลงจาก Elizabethtown




"There's a difference between a failure and a fiasco. A failure is merely the absence of success. Any fool can achieve failure. But a fiasco, a fiasco is a disaster of epic proportions. A fiasco is a folk tale told to others to make other people feel more alive because it didn't happen to them." 
- Drew Baylor


สถานที่ ผู้คน และความทรงจำคือวัฐจักรเวียนวนที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปอย่างไม่มีจุดจบ เคยไหมที่อยู่ดีๆ ใบหน้าของเราก็ถูกประดับด้วยรอยยิ้มเมื่อเดินผ่านสถานที่ที่เคยผ่านมาหรือสบตากับผู้คนที่เคยผ่านตา มันไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรเลยเพราะรอยยิ้มที่เกิดขึ้นมาจากความทรงจำนั่นเอง


Elizabethtown ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ ผู้คน และความทรงจำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม มีหลายฉากที่พยายามสื่อให้เห็นกันแบบโจ่งแจ้งถึงความสัมพันธ์ที่ว่า ในขณะที่อีกหลายฉากไม่น้อยเหมือนกันที่ซ่อนเรื่องราวความสัมพันธ์เหล่านั้นไว้อย่างลึกลับ แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะเสาะหาและเข้าใจ และอีกหลายบทสนทนาที่เป็นคำพูดธรรมดาแต่เมื่อผูกรวมเข้ากับฉากในเรื่องกลับกระแทกใจอย่างไม่น่าเชื่อ





โดยส่วนตัวฉันชอบบุคลิก วิธีคิด และการใช้ชีวิตของ Claire ซึ่งเป็นนางเอกของเรื่องเป็นอย่างมาก Claire ทำให้ฉันรู้ว่าการเป็นคนร่าเริงไม่ได้แปลว่าไม่มีความทุกข์ การเป็นคนมองโลกแง่บวกไม่ใช่ว่าเราอ่อนต่อโลก และการใช้ชีวิตในแบบของตนเองไม่ใช่ว่าเราไม่สนใจผู้คน และสิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันมั่นใจมากขึ้นกับสิ่งที่ฉันเป็นและสิ่งที่ฉันทำ


อีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นมากสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้คือบทเพลง ทั้งเพลงประกอบที่ออกมาถึง 2 อัลบั้มและเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลงที่ถูกเปิดในภาพยนตร์ และฉากตอนท้ายที่ Drew ออกเดินทางไปตามแผนที่ที่ Claire นำมาให้พร้อมกับซีดีเพลง road-mix ทั้งฉากและเพลงมันช่างโดนใจเหลือเกิน




"Some music needs air. Roll down your window."
- Clair Colburn


แม้ไม่ได้มีเสียงตอบรับจากผู้ชมอย่างล้นหลามหรือแม้กระทั่งเสียงวิพากย์วิจารณ์จะเอนมาทางแง่ลบมากกว่าแง่บวก แต่ Elizabethtown คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ธรรมดาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับฉันเลยทีเดียว







via a | b | c | d





That Original Frippo

Sunday, January 20, 2013

เสียงประสานและฉากความคิดจาก The Avett Brothers





เด็กชายจาก Concord, North Carolina ในวันวานสู่ผู้ชายที่เป็นสัญลักษณ์ของดนตรี Folk Rock ในวันนี้ Scott และ Seth จาก The Avett Brothers คือคนที่ฉันกำลังพูดถึง

The Avett Brothers เริ่มทำเพลงกันเมื่อปี 2000 จากการร่วมกันระหว่างวงร็อคในนาม Margo ของ Seth และวง Nemo ของ Scott แต่อัลบั้มแรกในชีวิตของพวกเขาเกิดขึ้นเมื่อปี 2002 ซึ่งได้มือเบสฝีมือดี Bob Crawford เข้ามาร่วมวง โดยอัลบั้มแรกของพวกเขามีชื่อว่า Country Was แต่ใช่ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นง่ายๆ ชั่วพริบตา The Avett Brothers ต้องทำงานอย่างหนักทั้งบ่มเพาะและฝึกปรือความสามารถทางด้านดนตรีนานถึง 5 ปีกว่าจะเป็นที่รู้จักของนักฟังเพลงในวงกว้าง และในที่สุดเมื่อปี 2007 The Avett Brothers ก็ได้รางวัลวงดนตรียอดเยี่ยมและวงดนตรีหน้าใหม่แห่งปีจากรายการ AMA หรือ The Americana Music Association นั่นเป็นบทเรียนทำให้พวกเขาและพวกเรารู้ว่าความพยายามจะนำพาไปสู่ความสำเร็จไม่วันใดก็วันหนึ่ง




I and Love and You เป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มที่ 6 ของพวกเขาที่ออกวางขายเมื่อปี 2009 สำหรับฉันผู้ที่ชื่นชอบเพลง Folk Rock เป็นชีวิตจิตใจ ฉันกล้าบอกเลยว่านี่คืออัลบั้มที่ดีที่สุดของ The Avett Brothers และคนที่เห็นด้วยกับฉันไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นนิตยสาร Rolling Stone ที่พูดถึง The Avett Brothers ว่าเป็นวงดนตรีที่น่าจับตามากที่สุดในปี 2009




ทั้งหมดที่ผ่านมาคือการเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีของ The Avett Brothers ในบ้านเกิด แต่ปีที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากกว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาคือการได้มีโอกาสขึ้นแสดงพร้อมกับ Mumford and Son และ Bob Dylan ในรายการ Grammy Awards ครั้งที่ 53 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และแม้พวกเขาจะก้าวผ่านคำว่าประสบความสำเร็จไปแล้วแต่ความหลงใหลในดนตรีของพวกเขาก็ยังคงเต็มเปี่ยมไม่เคยลดลง ซึ่งเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา The Avett Brothers ได้ออกอัลบั้มเต็มลำดับที่ 7 โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า The Carpenter และหลังจากได้ฟังเพลงทั้งอัลบั้มนี้แล้วฉันว่ามันเป็นอัลบั้มที่มีกลิ่น Folk นำกลิ่น Rock อย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้โดยรวมแล้วจะสู้อัลบั้ม I and Love and You ไม่ได้ แต่ถ้าใครเป็นสาวกเพลง Folk แบบหัวปักหัวปำแล้ว ฉันเชื่อว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่คุณจะหลงรักทั้งเพลงและนักดนตรีได้ไม่ยาก

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันชื่นชอบ The Avett Brothers คือความใสซื่อ ความจริงใจ ความคิดที่ไม่เหมือนใคร การมองโลกตรงไปตรงมา และการใช้ชีวิตพอเพียงของทุกคนในวง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดลงสู่ภาคดนตรีของพวกเขานั่นเอง








That Original Frippo 

Sunday, January 13, 2013

เสียงเตือนจาก Keiko และฉากสะเทือนใจจาก Hudson Bay




Taglines: A 12 year old street kid. A 3 ton orca whale. A friendship you could never imagine. An adventure you'll never forget.

เมื่อ 20 ปีก่อน Free Willy เป็นภาพยนตร์ครอบครัวที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการช่วยเหลือวาฬเพชรฆาตที่ถูกจับมาขังในสวนน้ำเพื่อแสดงโชว์ แม้ Free Willy อาจไม่ใช่ภาพยนตร์แนวครอบครัวที่ดีที่สุดแต่สำหรับเด็กน้อยผู้รักและมีความผูกพันกับสัตว์อย่างฉัน Free Willy ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์เรื่องโปรด แม้จะผ่านไปกี่หรือแม้จะนำกลับมาดูอีกกี่ครั้งฉันก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยแม้เพียงนิด

ผู้รับบทเป็น Willy ทั้ง 3 ภาคคือ Keiko วาฬเพชรฆาตเพศผู้ เกิดเมื่อปี 1976 ในน่านน้ำใกล้ประเทศไอซ์แลนด์ หลังจากการปรากฎตัวทั้ง 3 ภาคของภาพยนตร์เรื่อง Free Willy ผู้ดูแล Keiko ได้วางแผนที่จะปล่อย Keiko กลับคืนสู่ท้องทะเลในปี 1998 วันเวลาผ่านไปฉันก็ได้รู้ข่าวว่า Keiko ได้จากโลกใต้น้ำไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเมื่อปลายปี 2003




7 ปีหลังการจากไปของ Keiko แฟนๆ ของ Keiko ได้เห็นการปรากฎตัวของมันอีกครั้งจากสารคดีเรื่อง Keiko: The Untold Story ซึ่งเป็นการถ่ายทอดชีวิตจริงนอกจอเงินของวาฬเพชรฆาตที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลกจากฝีมือการถ่ายทำของ Theresa Demarest โดยสารคดีเรื่องนี้กวาดรางวัลมากมายจากหลากหลายเวทีในปี 2010 และ 2011




และนี่คือฉากหนีตายของเหล่าวาฬเพชรฆาตใน Hudson Bay ที่ถูกปกคลุมไปด้วยธารน้ำแข็งเมื่อสองสามวันก่อน มันน่าสะเทือนใจยิ่งนักกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากเหล่าวาฬเพชรฆาตจะหนีตายจากการไล่ล่าของพวกเราชาวมนุษย์โลกอย่างที่ Keiko หรือ Willy หรือ วาฬเพชรฆาตตัวอื่นๆ ต้องเผชิญแล้ว พวกมันยังต้องต่อสู้กับธรรมชาติที่เปลี่ยนไปอย่างเช่นสภาพอากาศที่หนาวเหน็บกว่าที่เคยที่เหล่าวาฬเพชรฆาตใน Hudson Bay กำลังประสบปัญหาอยู่ ฉันหวังว่าพวกมันจะปลอดภัยทุกตัว และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อข่าวแพร่ภาพออกไปจะมีคนใจบุญมากกว่าคนใจบาป

ฉันคงไม่ถามว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันกลับมาดูแลธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเวลาที่ว่ามันเลยผ่านไปไกลแสนไกลแล้ว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญหากวันนี้คุณคิดที่จะเริ่มดูแลเอาใจใส่ธรรมชาติ ไม่ว่าคุณจะทำเพื่อตัวคุณเอง เพื่อคนที่คุณรัก และเพื่อสัตว์ที่คุณผูกพัน ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องดี





via a | b



That Original Frippo