Showing posts with label Wanderlust. Show all posts
Showing posts with label Wanderlust. Show all posts

Wednesday, December 3, 2014

Elwood beach


Elwood เป็นชายหาดเรียบๆ คั่นกลางระหว่างชายหาดยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมลเบิร์นอย่าง St Kilda และชายหาดยอดนิยมอันดับสองอย่าง Brighton ถ้าเทียบกับหาดอื่นๆ ในฝั่งตะวันออกของเมลเบิร์น Elwood น่าจะเป็นหาดที่การคมนาคมขนส่งไม่ค่อยเอื้ออำนวยนักหากไม่ใช่คนท้องถิ่นเนื่องจากทั้งรถรางและรถไฟไม่ตัดผ่าน

เราเดินทางด้วยรถไฟจากสถานี Glenferrie ลงสถานี Richmond เพื่อเปลี่ยนขบวนรถไฟเป็นสาย Sandringham มุ่งหน้าสู่สถานี Elsternwick ต่อบัสสาย 606 ที่ขึ้นบัสก็หาไม่ยาก ลงรถไฟแล้วก็เลี้ยวซ้ายสองรอบก็จะเจอที่ขึ้นรถบัส มีสองฝั่งนะคะ เราก็ตาถั่วเป็นทุนเดิมมองอะไรไม่ค่อยจะเห็น จนรถเกือบจะออกแล้วนั่นแหละถึงเพิ่งจะเห็นว่าต้องข้ามถนนไปขึ้นอีกฝั่ง เราจำไม่ได้ว่าลงป้ายไหน แต่จำได้ว่านั่งเลยป้ายที่ต้องลงไปสองสามป้ายได้ แต่ไม่ต้องกลัวนะคะเพราะแต่ละป้ายก็ห่างกันไม่มากหรอก เดินกันได้อยู่แหละ ลงแล้วก็เดินอีกนิดหน่อยข้ามถนนก็จะเจอหาดแล้วค่ะ

เชื่อไหมว่านี่เป็นครั้งที่สองที่เราได้ขึ้นบัสใน Melbourne หมายถึงในเขตตัวเมืองนะคะ ครั้งแรกขึ้นเมื่อกลางปีตอนย้ายไปอยู่บ้านพี่แถว Newport ไม่ได้ตั้งใจขึ้น แต่รถไฟซ่อมราง ทางเดียวที่จะกลับบ้านได้ก็คือรถบัส แล้วคิดดูกลางค่ำกลางคืนป้ายเป้ยอะไรก็มองไม่เห็นแล้ว รู้นะว่าลงตรงไหนแต่อารามระแวงกลัวเลยป้ายเราก็นั่งคอยืดคอยาวมาตลอดทางจนคุณป้าข้างๆ คงเห็นว่าอีหนูนี่อาการไม่ดีเลยชวนคุย แล้วบังเอิญว่าลงป้ายเดียวกัน เราเลยเก็บคอแล้วหันไปเปิดปากคุยกับคุณป้าแกแทน

กลับมาเที่ยว Elwood กันต่อดีกว่าเนอะ หาดนี้ทรายขาวนะคะ ไม่เหลืองพัทยาเหมือนหาดใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้ขาวขนาดเกาะทางภาคใต้บ้านเรานะ วันที่ไปก็มีหนุ่มสาวมานอนอาบแดดประดับหาดพอสวยงาม น้องหมาเยอะมาก ไมโล(Golden Retriever)เพียบ เห็นแล้วก็คิดถึง That Original Milo ขึ้นมาทันที

จุดขายของ Elwood น่าจะเป็น Point Ormond ที่ตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดของหาด เราเรียกสิ่งก่อสร้างนี้ว่า"เก้าอี้"ค่ะ จริงๆ มันก็ไม่เหมือนเท่าไหร่หรอกนะคะ แต่สำหรับเราพอเห็นปุ๊บความคิดที่ว่ามันคือเก้าอี้ก็ผุดขึ้นมาปั๊บเลยค่ะ! จากจุดนี้สามารถมองเห็นตึกน้อยตึกใหญ่ของ City of Melbourne ได้อย่างชัดเจน จากที่มีโอกาสไปมาก็หลายที่อยู่เราว่าที่นี่น่าจะเป็นจุดชมเมืองที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

Melbourne เป็นเมืองรักสุขภาพค่ะ ทุกหาดจะมีเลนสำหรับนักวิ่งน่องโป่งและนั่งปั่นน่องเหล็กเอาไว้ต่างหาก บางทีเราก็งงว่าแล้วนักเดิน(น่องอะไรดี?)อย่างเรานี่ต้องเข้าเลนไหนกันแน่เพราะดูจะเกะกะในสายตาของทั้งนักวิ่งและนักปั่นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน!!!



That Original Frippo

Friday, September 26, 2014

Bells beach 2014



แม้การศึกษาคือเหตุผลหลักของการย้ายถิ่นฐานชั่วคราวมาออสเตรเลีย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวของการเดินทางมาที่นี่ เรายังคงตั้งมั่นในการเดินทางรอบประเทศที่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหกของโลกแห่งนี้ เรายังพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตในประเทศที่ไม่คุ้นชิน เราพร้อมที่จะคว้าทุกโอกาสที่พุ่งเข้ามา เฉกเช่นเดียวกับการลองผจญภัยในเส้นทางแปลกใหม่

Easter Saturday ที่ผ่านมา เรานั่งรถไฟจากบ้านผ่านตัวเมืองเพื่อเดินทางไป Geelong ต่อรถประจำทาง และกระโดดขึ้นรถ free shuttle bus มุ่งหน้าสู่ Bells Beach สถานที่แข่งขันเซิร์ฟระดับโลกโดยมี Rip Curl Pro เจ้าภาพ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 53 แล้ว

เราไม่แน่ใจนักว่าเราสนใจกีฬาชนิดนี้มานานมากเท่าไหร่ เราเพียงรู้ว่ามันค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ในใจเราทีละเล็กทีละน้อยในช่วงวัยเยาว์ และพุ่งพรวดโจนทะยานในช่วงระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา  

เนื่องจากวันพฤหัสและศุกร์สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยจนทำให้ทั้งสองวันกลายเป็น lay day ของการแข่งขัน เช้าตรู่วันเสาร์เราจึงตื่นมาตั้งแต่ตีห้าเพื่อเช็คโปรแกรมการแข่งขันให้ แน่ใจว่ามัน on หรือ off ต้องขอบคุณสภาพอากาศที่เป็นใจ การแข่งขันเริ่มตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ระหว่างแต่งตัวเราก็ดูถ่ายทอดสดไปด้วย Nat Young หนึ่งในนักเซิร์ฟคนโปรดของเราก็ทำได้ดีในรอบนั้น แม้วันนี้จะตกรอบสามไปแล้วก็ตาม

จากบ้านที่ Glenferrie เรานั่งรถไฟไปลงที่ Southern Cross สถานีรถไฟที่มีกลิ่นอายของหมอชิตใหม่ลอยอยู่จางๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้บริการรถไฟ V/Line (ไป-กลับ $15.68) เราชอบบรรยากาศระหว่างทางมาก มีแต่ทุ่งนา มองแล้วสบายตาสบายใจ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ใจเราย้ำเตือนให้ตัวเรารู้ว่าถึงแม้เราจะเกิดในเมือง ใหญ่แต่ตัวตนของเรากลับไม่ใช่คนที่สามารถทนทานกับความวุ่นวายแบบนั้นได้นาน นัก

หนึ่งชั่วโมงไม่ขาดไม่เกินเราก็มาถึง Geelong เราต้องรีบออกจากสถานีเพื่อสอดส่องที่จอดรถประจำทางสาย 74 Geelong-Torquay-Jan Jac (ไป-กลับ $4) หากใครเดินออกทางเข้าออกหลักก็จะเจอที่จอดรถประจำทางอยู่ตรงหน้าเลย แต่หากใครออกประตูเล็กเหมือนเราก็เดินตรงแล้วมองขวาไว้ ไม่ไกลเลยเราก็จะเห็นรถประจำทางหลายสายจอดรอเราอยู่

คงเพราะเป็นวันหยุดยาวและประกอบกับที่สองวันก่อนงดการแข่งขัน วันเสาร์ที่ผ่านมาทั้งวัยรุ่นออสซี่และหลายเชื้อชาติต่างพากันมุ่งหน้าไปร่วมงาน หมุดที่ปักไว้ในแผนที่ในหัวแทบไม่ต้องใช้เพราะเมื่อถึงเวลาจริง พวกเขาลงที่ไหนเราก็ลงตามเขาไปนั่นแหละ

สี่สิบห้านาทีผ่านไป ผู้โดยสายค่อนรถลงที่ป้ายรถประจำทางเยื้อง Surf City ซึ่งเป็นที่จอดรถ free shuttle bus โดยรถจะออกทุกๆ ชั่วโมง แต่มีบริการเฉพาะช่วง long Easter weekend ที่ผ่านมาเท่านั้น หากวัดจากระยะทางที่ห่างกันไม่ถึงสิบกิโลเมตร เราใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึง Bells Beach เพราะรถเยอะมาก นี่อาจจะเป็นการไปงานเทศกาลที่นี่ครั้งแรกที่มีคนให้ความสนใจขนาดนี้ ไม่สิ! อาจจะน้อยกว่า St Kilda Festival หน่อยนึง

รถลงปุ๊บก็เดินไปต่อคิวซื้อตั๋วเข้างาน แถวยาวมากแต่ไม่ใช้เวลานานอย่างที่คิด ถ้าใครมางานวันเดียวแบบเราค่าเข้าอยู่ที่ $8 ส่วนใครจะมาเกินสามวันก็ซื้อตั๋วแบบ festival pass $25 จะคุ้มกว่า ประเด็นอยู่ที่ลูกเด็กเล็กแดงไม่เกินสิบหกขวบ"ฟรี"

บรรยากาศในงานสนุกสนาน คนเยอะกำลังดี อากาศก็ไม่ได้เลวร้าย ลมพัดทีก็หนาว แดดออกทีก็ร้อน เผลอแป๊ปเดียวฝนก็พรำเม็ดเบาๆ นี่แหละรัฐ Victoria

เจอกันปีหน้าอีกนะ :)



That Original Frippo

Sunday, June 9, 2013

Road To Chanthaburi






That Original Frippo

Sunday, May 5, 2013

The Sister Journey Finale







That Original Frippo

Sunday, April 21, 2013

The Sister Journey Part III







That Original Frippo

Sunday, April 14, 2013

The Sister Journey I And II







That Original Frippo

Tuesday, April 2, 2013

ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (2)



ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (2)
: ชมเหยี่ยว - เที่ยวทั่วตัวเมือง


วันที่ 2 ในตราด เราเริ่มต้นทริปที่ตลาดเช้าเทศบาลเมืองตราด
ว่ากันว่าถ้าเราอยากรู้จักเมืองไหนให้ลึกถึงแก่น
เราต้องไปเดินตลาด(เช้า)ของที่นั่น
พวกเราเลยไม่รอช้า พากันเดินทางไปตลาดเช้า
ตลาดที่ว่ากันว่าคึกคักที่สุดและเป็นศูนย์กลางของเมืองตราดเลยทีเดียว

ตลาดเทศบาลเมืองตราดเป็นตลาดที่ใหญ่มาก
ของสำคัญไม่ควรพลาดเลยคืออาหารทะเลโดยเฉพาะปลาทะเล
ปลาทะเลตัวใหญ่ๆเบิ้มๆวางเรียงรายกันไปทั่วทุกแผง
มีกระทั่งปลากระเบน ปลาฉลาม ให้เราได้ตื่นเต้นกรี๊ดกราดกัน
นอกจากนั้นยังมีของดีเมืองตราดหายากอีกหลายอย่าง เช่น หอยปากเป็ด
หอยประจำถิ่นของเมืองตราดที่มีลักษณะเปลือกแข็งๆ
และมีหางเป็นเส้นๆยาวๆ ชาวตราดนิยมนำมายำ เรียกว่ายำหอยปากเป็ด
เราลองซื้อมาชิมกัน รสชาติแปกใหม่ดีทีเดียว

ปลาสดๆที่ตลาดเช้าเทศบาล

 เดินตลาดเสร็จหมาดๆ ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมา
เรากระโดดขึ้นรถไปกินข้าวร้านก๋วยเตี๋ยวริมเขื่อน เป็นข้าวมันทะเล
หน้าตาก็โอเค เพียงแต่ให้น้อยและราคาแพงไปนี้ด

กินข้าวเสร็จก็ไปลุยงานต่อ ไปร้านขายพลอย
ตามหาพลอยแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในของดีของตราด 
และถือเป็นของฝากน่าซื้อด้วย
ถ่ายภาพพร้อมสัมภาษณ์กันอย่างจุใจแล้วพี่เจ้าของร้านใจดี
เลยให้พลอยเม็ดเล็กๆเรามากันคนละสองเม็ด
เราหยิบอะเมทิสต์ พลอยสีม่วงประจำเดือนเกิดมา
แหม่ พี่เจ้าของนอกจากจะสวยตรึงใจแล้วยังใจดีอีกด้วยนะ แฮะๆ

ตามหาพลอยกันเสร็จแล้วเราก็แวะไปวัดบุปผารามกับด้วย วัดสวยอลังการมาก

ไฮไลท์ของวันนี้อยู่ที่ ร้านอาหารคนพลั ดถิ่น ค่ะ
หลังจากทำงานในเมือง เราก็ตีรถออกไปทางแหลมศอก
ไปกินอาหารทะเลสดๆในบรรยากาศสงบร่มรื่น
ร้านนี้นั่งกินบนแพ บรรยากาศดีมาก เจ้าของน่ารักเป็นกันเอง
ที่สำคัญคือที่หลังร้านจะมีบ่อตกปลาขนาดใหญ่อยู่ ข้างหลังเป็นป่าให่ญ่
เจ้าของร้านเค้าจะให้อาหารปลาในบ่อตรงเวลา
ในเวลาพวกนี้พวกเหยี่ยวแดงที่อาศัยอยู่ในป่าก็จะบินลงมาแย่งอาหารปลา
เป็นภาพที่สวยงามประทับใจเพราะมากันเยอะมาก
มาเป็นฝูงใหญ่ประหนึ่งฝูงแร้งเลยทีเดียว
เจ้าของบอกว่าเดี๋ยวนี้มันจะรู้เวลา ก็จะมารอ
เจ้าของเลยเอาตรงนี้มาเป็นจุดขาย เรียกลูกค้าให้มากินข้าวที่ร้าน
ดูน่าสนใจดีนะ มีจุดขาย แต่ก็แอบรู้สึกหดหู่พอคิดว่า
เหยี่ยวพวกนี้มันหากินเองไม่เป็นอีกแล้ว 
กลายเป็นว่าต้องรอคนมาคอยป้อนให้เป็นเวลาเสมอ

ฝูงเหยี่ยวแดง

เยอะแบบอลังการมากๆ

ดูเหยี่ยวเสร็จเราก็ไปแหลมเกาะปู
ชุมชนชาวประมงบ้านอ่าวช่อ บ้านเปร็ดใน
ก็สนุกสนานกันไป และกลับไปซบอกริมคลองบูติกอีกหนึ่งคืน :)




Patha V

Tuesday, March 26, 2013

ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (1)




เข้าเดือนมีนาแล้ว
เราและพรรคพวกตัดสินใจหนีร้อนที่กรุงเทพฯ
เดินทางไปยังภาคตะวันออกสุดของไทย
ยังดินแดนแห่งเกาะครึ่งร้อย นามว่าจังหวัดตราด



ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (1)
: เขาสมิง-บ่อไร่ เราไปทุกที่ที่มีทาง


เราออกเดินทางวันแรกในวันที่ 11 มีนาคม 2556
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 9.00 น.
ไปถึงตราดราวบ่าย 2 ใช้เวลาราว  4-5 ชั่วโมง

วันแรกของทริป เราเดินทางไปยังส่วนที่ห่างไกลที่สุด
คือในเขต อ.เขาสมิง และ อ.บ่อไร่
เขตนี้เป็นเขตกันดารและห่างไกลของจังหวัดตราด
แต่ในเมื่อเราเป็นนักเดินทาง เราจึงต้องไปทุกที่ที่มีทางและมีที่ให้เที่ยว

จุดหมายปลายทางแรกของทริปนี้อยู่ที่ โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ
เป็นสถานที่ที่มีกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ที่ "ชาวชอง" 
หรือชาวเขมรกลุ่มหนึ่งขนมารวมไว้ตั้งแต่อดีต
จริงๆที่นี่ก็ค่อนข้างร้าง แต่ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ ความอุดมสมบูรณ์ของป่า
เราก็เลยยังให้อภัยเดินเล่นและถ่ายรูปเก็บไว้กันอยู่ได้นานสองนาน


โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ


ที่เขาโต๊ะโมะมีต้นไม้ใหญ่ๆเต็มไปหมด ร่มรื่นมากๆ


ที่ต่อมาเราไป น้ำตกเขาสลัดได น้ำตกขนาดเล็กที่เข้าไปลำบากมากกก
ต้องผ่านป่าดงดิบยุคดึกดำบรรพ์เข้าไป
แล้วต้องลงเดินต่ออีกราว 500 เมตร
เพื่อจะเข้าไปพบน้ำตกขนาดจิ๋วที่สุดที่แทบไม่มีน้ำไหลอยู่อีก
บริเวณรอบๆหรือก็รกร้าง ไม่เหมาะสำหรับมาเที่ยวเล่นอย่างยิ่ง
พี่คนหนึ่งแอบนิยามให้ว่านี่มันฉากถ่ายหนังเรทอาร์ชัดๆ

จากน้ำตกที่ทำให้เราผิดหวัง เราไปต่อยัง อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว
เดินเล่นน้ำตกคลองแก้วขนาด 7 ชั้น ในบรรยากาศร่มรื่น
แต่เราไปถึงแค่ชั้น 3 ซึ่งว่ากันว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุด
ที่นี่ก็ร่มรื่นดี มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีนักท่องเที่ยวมาเล่นมากมาย
ทริปน้ำตกของเราในวันนี้เลยไม่กร่อยจนเกินไปนัก

พระอาทิตย์ตกแล้ว ที่อ่างเก็บน้ำเขาระกำ


จากที่นี่เราก็วนเก็บข้อมูลที่เที่ยวอื่นๆในเขต อ.เขาสมิง-อ.บ่อไร่
อยู่กันจนเย็นย่ำ จากนั้นก็ตีรถไปดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่อ่างเก็บน้ำเขาระกำ
ว่่ากันว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยมากอีกจุดหนึ่งในจังหวัดตราด
เราถ่ายภาพ เก็บข้อมูลสถานที่เที่ยวแห่งนี้พักใหญ่แล้วจึงเดินทางเข้าตัวเมือง
เข้าที่พักที่ ริมคลองบูติก ที่พักชิคชิคน่ารักในตัวเมือง

เขตที่เราพักอยู่เป็นเขตชุมชนเก่าคลองบางพระ
บ้านเรือนยังเป็นเรือนแถวไม้แบบเก่า สวยงามคลาสสิก
แต่คืนแรกหมดแรงเกินกว่าจะเดินสำรวจบริเวณรอบๆได้หมด
จึงพากันแยกย้ายเข้านอนเก็บเรี่ยวแรงไว้สำหรับวันต่อไป

วันพรุ่งนี้เราจะตะลุยในเขต อ.เมืองกันต่อ
มารอดูกันว่าการเดินทางครั้งนี้จะโหด มัน ฮา แค่ไหนนะคะ :)

ระหว่างทางกลับเข้าตัวเมืองตราด


Patha V

Tuesday, March 19, 2013

To Nakhon Phanom With Love (5)


เยือนถิ่นพระธาตุ 
สัมผัสความศรัทธาที่มีชีวิต


To Nakhon Phanom With Love (5)

: ที่สุดแห่งความศรัทธา "พระธาตุพนม"

  



วันที่สามจากนครพนม เราเดินทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอธาตุพนม เพื่อเยือนพระธาตุพนม
ซึ่งใครๆต่างบอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ถ้าไม่ได้มา ถือว่ายังมาไม่ถึง"

ฉันไม่ได้ใส่ใจคำพูดนี้นัก จนกระทั่งได้มาเยือนพระธาตุด้วยตนเองถึงได้เข้าใจ พร้อมกับคิดในใจว่า ไม่เพียงแต่ถือว่ามาไม่ถึงเท่านั้น แต่ยังถือว่าได้พลาดสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆส่งหนึ่งไปด้วย

เราได้สบตาพระธาตุพนมครั้งแรกในเวลากลางคืน

ฉันไม่รู้ว่าเพราะอย่างนี้หรือเปล่า พระธาตุพนมในใจจึงได้สวยงามตระการตามากเหลือเกิน... ในเวลากลางคืน ผู้คนไม่พลุกพล่าน ตัวพระธาตุเปิดไฟสว่างไสวเมื่อกระทบกับสีทองขององค์พระธาตุยิ่งสว่างเรืองรอง ลมเย็นๆพัดโชยตลอดเวลา กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้กลางคืนยิ่งส่งให้สถานที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศของความรัก ความสงบ และความศรัทธา

เราเข้าไปไหว้พระธาตุ และนั่งนิ่งอยู่หน้าพระธาตุอย่างนั้นนานสองนาน ต่างซาบซึ้งต่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า ระหว่างนั้นเรามองดูผู้คนที่มาสักการะพระธาตุ ผู้คนเหล่านี้เดินทางมาด้วยความศรัทธา แบกความรัก ความหวังมาล้นหัวใจ เชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าการมาไหว้พระธาตุในครั้งนี้จะเกิดอานิสงส์ต่อชีวิตพวกเขาในทางใดก็ทางหนึ่ง เรามองเห็นศรัทธาที่มีชีวิต ในวินาทีนั้นเราเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าความศรัทธานั้นเป็นอย่างไร




ว่ากันว่าพระธาตุพนมศักดิ์สิทธิ์มาก อยากขออะไรก็ให้ขอ แต่คนๆหนึ่งจะขอได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ถึงจะรู้ว่านี่เป็นวิธีคิดที่ไท๊ยไทย แต่ฉันก็ยังอดปักใจเชื่อตามคำร่ำลือของใครๆและอดขอพรต่อพระธาตุไม่ได้ ความปรารถนาในใจ ฉันได้ขอไปแล้ว ต่อหน้าพระธาตุในวันนั้น ไม่รู้ว่าพรจะเป็นจริงหรือไม่ หรือถ้าเป็นจริงจะสัมฤทธิ์ผลเมื่อใด แต่ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้อยู่ตรงนั้นในวันนั้น เวลานั้น




ระหว่างหันหลังจากพระธาตุพนม ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าการเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้มาเยือนพระธาตุ ฉันคงจะต้องเสียใจและเสียดายไปตลอด

เช่นเดียวกับการเดินทางในครั้งนี้ หากไม่ได้เดินทางมากับเพื่อนทั้งสอง อาจจะไม่ได้พบเจอเรื่องราวดีๆระหว่างทางและได้ความประทับใจกลับมาบ้านมากมายขนาดนี้



Patha V




Tuesday, March 12, 2013

To Nakhon Phanom With Love (4)


ได้เจอคนดีๆ 
ก็ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ


To Nakhon Phanom With Love (4)

: คนดีๆและเรื่องราวดีๆที่ "บ้านลุงโฮ" 





 จะว่าไปแล้ว "บ้านลุงโฮ" ก็เป็นสถานที่ที่นำเราเดินทางไกลมาถึงที่นี่... นครพนม

ก่อนตัดสินใจเลือกนครพนมเป็นจุดหมายปลายทาง เราลองลิสต์สถานที่เทียวในจังหวัดนี้กับจังหวัดคู่แข่่งว่ามีอะไรน่าสนใจ แต่แล้วด้วยคำโฆษณาของเพื่อนสาวที่บอกว่า "ที่นี่เป็นถึงบ้านพักของลุงโฮจิมินห์เชียวนะ" ทำให้เราตัดสินใจตัดใจจากจังหวัดคู่แข่ง และเดินทางมาที่นี่

วันที่สองในนครพนม หลังจากกินข้าวเปียกเส้นหรือก๋วยจั๊บญวนกันจนอิ่มท้องและอิ่มใจ เราตัดสินใจโบกรถตุ๊กๆในตัวเมืองให้ไปส่งยังบ้านลุงโฮ ซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปไกลมากพอสมควร ก็ได้พี่คนหนึ่งพาเราไปส่ง


พี่คนใจดีของเรา


แรกทีเดียวพี่คิดเราสามคนในราคาเหมาหนึ่งร้อยบาท เราสุุดจะโอเคกับราคานี้ พยักหน้าหงึกหงักและกระโดดขึ้นไปนั่งบนรถตุ๊กๆของพี่อย่างไม่รอช้า คุยไปคุยมาพี่ก็มาเฉลยว่าจริงๆแล้วพี่ไม่ได้เป็นคนขับรถรับจ้างนะ พี่ทำงานอยู่เทศบาลแต่ว่าว่าง เลิกงานพอดี เห็นน้องโบกเรียกพี่ก็เลยหาอะไรทำแก้ว่างหน่อย บ้านลุงโฮนี่พี่ไม่เคยเข้ามาเลย ก็อยากเข้ามาดูเหมือนกัน ซะอย่างนั้น ฮ่าๆๆ

คุยกันไปคุยกันมา หนทางเริ่มไกลและเปลี่ยวขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าแล้วหลังจากเที่ยวบ้านลุงโฮเสร็จ เราคงต้องเดินออกมายังถนนใหญ่อีกไกลและค่อนข้างอันตราย พี่ใจดีเลยอาสาอยู่รอเราแล้วรับเรากลับเข้าไปในเมือง "ไม่เป็นไร ไปเที่ยวเลย เดี๋ยวพี่รอ ไม่คิดเงินเพิ่ม" พี่พูดทำนองนี้ เราย้ำว่าเราอาจจะเข้าไปนานหน่อยนะคะ พี่ก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไปเลยๆๆ ไปเที่ยว ยิ่งทำให้เราซาบซึ้งใจหนักเข้าไปอีก

ไปถึงบ้านลุงโฮ เราพบว่าที่นี่คือสวรรค์ย่อมๆนี่เอง








แปลงผัก แปลงดอกไม้หน้าทางเข้าทำให้เราหลงตะลึงราวกับอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ อาจจะไม่เว่อร์ขนาดนั้น แต่ด้วยสถานที่ บรรยากาศ และอะไรหลายๆอย่างทำให้เรารู้สึกว่านี่ล่ะ คือสวรรค์เล็กๆที่อยู่บนดิน

บ้านลุงโฮเป็นบ้านเล็กๆหนึ่งหลัง เป็นบ้านที่โฮจิมินห์เคยลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้ร่วมมือกันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านลุงโฮ เก็บของเก่าอันได้แก่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆสมัยที่ลุงโฮเคยใช้เอาไว้ในบ้าน พร้อมประวัติลุงโฮนิดหน่อยพอให้เราได้ความรู้

จากตัวบ้านลุงโฮ เราเดินเข้าไปยังบ้านข้างหลัง เป็นบ้านของชาวบ้านที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ที่นี่อยู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้กือบทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม แต่พูดไทยรู้เรื่องเพราะเป็นรุ่นลูรกรุ่นหลานเวียดนามอพยพ ได้เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทยมานานแล้ว ก็ได้คุยกับคนน่ารักอีกหลายคนทีเดียว พร้อมกับซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไปฝากใครต่อใครด้วย






เราเดินเล่น ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันอยู่พักใหญ่ (ใหญ่มาก) จนเกรงใจพี่คนขับรถใจดี เลยรีบกลับออกไป พี่เขาก็ยังรอเราอยู่ที่เดิม แถมยังอาสาพาเราไปเที่ยวที่อื่นต่อ อันได้แก่พิพิธภัณฑ์ปลาน้ำโขง แล้วก็พาเราไปส่งที่สวนสาธารณะที่เป็นเรือนจำเก่าในเมืองโดยไม่คิดตังค์เพิ่มเลย แล้วยังแนะนำร้านส้มตำร้านอร่อยให้อีกแน่ะ! ก่อนจากกัน พี่ใจดีบอกว่า แย่จังที่ไม่ได้อาบน้ำมา นี่ถ้าพี่อาบน้ำสะอาดๆมาแล้ว จะพาไปเที่ยวต่อให้ทั้งวันเลย ฮาๆๆ น่ารักและใจดีขนาดนี้ เอาใจพวกหนูไปเลย :)

การเดินทางวันที่สองในนครพนมจึงเป็นวันที่ดีมาก นอกจากจะได้เจอสถานที่ดีๆแล้ว ยังได้เจอคนดีๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่มากๆอีกด้วย!


Patha V

Tuesday, March 5, 2013

To Nakhon Phanom With Love (3)



ทุกย่างก้าวมีเรื่องราวให้เก็บจำ

To Nakhon Phanom With Love (3)

: Street Photography






ความสุขอย่างหนึ่งของฉันและเพื่อนรู้ใจ คือการได้เดินทอดน่องในเมือง ปล่อยให้สองขาและหนึ่งใจนำทางไป

เราต่างคิดเห็นเหมือนกันว่า เมื่อเราได้ก้าวเดิน ช้าๆ ก้าวต่อก้าว ไปข้างหน้า สายตาจะมีโอกาสได้มองเห็นสิ่งสวยงามระหว่างทาง มากยิ่งกว่าการเดินทางด้วยพาหนะอื่นใด






วันแรกในนครพนม เราเดินเล่นในเมืองกันอย่างหิวกระหาย ราวกับคนถูกจำกัดเสรีภาพ ไม่ได้เดินกันมาเป็นเวลานาน เดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย


หากใครแอบย่องตามพวกเรามา คงจะเห็นว่าไม่ว่าเราจะผ่านไปตรอก ซอก ซอยไหน เราจะมีมุมให้เก็บภาพกันได้เสมอ

เขาเรียกภาพที่ถ่ายตามท้องถนนนี้ว่าอย่างไรกันนะ สตรีทโฟโต้หรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่าชื่อจริงๆของมันคืออะไร แต่ฉันชอบรูปถ่ายแบบนี้ เช่นเดียวกับที่ชอบถ่ายรูปแบบนี้




ฉันชอบเวลาที่ได้ถ่ายอะไรเล็กๆน้อยๆริมทาง ชอบเวลาได้แอบถ่ายรอยยิ้มหรือรอยย่นของผู้คนบนท้องถนน เพราะนี่คือชีวิตจริงของพวกเขาเหล่านั้น คือความรู้สึกจริงๆที่ไม่ต้องผ่านการเสกสรรปั้นแต่งเหมือนยามอยู่ในสตูดิโอถ่ายภาพ ฉันชอบถ่ายคนยามเผลอ ชอบถ่ายตรอกซอกซอยที่เราไม่มีวันจะได้พบยามนั่งรถผ่านไป ชอบพบเจอสิงสาราสัตว์และดอกไม้ริมทางที่มักแอบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบเล็กๆ

ความสุขหนึ่งในการมานครพนมครั้งนี้จึงเป็นการเดินเล่นเพื่อถ่ายภาพเช่นนี้ และความสุขที่เหนือไปกว่า คือความสุขจากการที่รู้ว่า เพื่อนร่วมทางของเราก็มีความสุขเช่นเดียวกันกับเรา



Patha V



Thursday, February 28, 2013

Coming Home (III)

วันนี้พี่จะมาเล่า(บ่น) ตามที่ได้ลงท้ายไว้ในบล๊อกที่แล้วว่าว่าจะมาเล่าเรื่องของ”บ้าน”ที่สังเกตเห็นกลังจากที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน ขอเกริ่นไว้ก่อนว่า บางคนอาจจะว่ามาอยู่แค่สองปีไม่เห็นนานเลย แต่เพราะความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน(รุนแรง)ที่เห็น ทำให้รู้สึกว่าสองปีนั้นเป็นเวลาที่นานพอสมควรในความรู้สึกของพี่

ทริปนี้เป็นทริปกินของพี่อย่างจริงจัง เนื่องจากก่อนกลับว่าแผน ทำตารางอย่างดีว่าวันนี้จะไปไหน จะกินอะไร ดังนั้นเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินบ้านเรานั้น พี่ไม่ขอบ่น เพราะว่าทุกครั้งที่กลับบ้าน พี่ได้กินแบบอื่มหนำมาก จนขนาดที่น้ำหนักขึ้นถึงห้ากิโลภายในสองอาทิตย์ เรื่องอาหารนั้นบ้านเราขึ้นชื่อ ประเทศไหนเมืองไหนก็สู้ไม่ได้ แต่เรื่องที่สังเกตได้ชัดคือราคาอาหาร รวมถึงค่าครองชีพอื่นๆขึ้นราคาเร็วมาก (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) เช่น ข้าวขาหมูร้านริมถนนทั่วไป จากที่เมื่อก่อนสามสิบห้าบาท ตอนนี้ขึ้นไปห้าสิบ หมูย่างไม้ละสิบบาท (ช่วยด้วย - -) สเวนเซ่นส์จากที่เมื่อสองปีที่แล้วไอศครีมลูกละสามสิบห้าบาท ตอนนี้ขึ้นไปแล้วที่ห้าสิบ แต่ถึงจะบ่น กลับไปบ้านสองอาทิตย์นี้ พี่เข้าสเวนเซ่นส์ไปสามรอบ เนื่องจากอยากกินบาสกิ้น-รอบบิ้นส์ แต่สู้ราคาลูกละเก้าสิบไม่ไหว (ช่วยด้วยยย) เวลาออกไปไหนแบ๊งร้อย แบ๊งห้าร้อยหายไปเร็วมาก ยังสงสัยอยู่ ว่าคนหาเช้ากินค่ำ เค้าจะมีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือนมั้ยนะ


Rachaburi, Thailand - February, 2013 


อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดคือตึกสูงและการจราจร บ้านพี่ที่อยู่นั้นเป็นย่านชานเมืองของกรุงเทพ แต่ในเวลาแค่สองปี เมืองก็ขยายออกมาหาจนเห็นได้ชัด มีตึกเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมขึ้นมากมายตามเมืองที่ขยายออกมา คนที่ลำบากคือในพื้นที่ ที่อยู่มานาน มีบ้านมีสนาม ตอนนี้กลับมีตึกสูงระฟ้าขึ้นมาเหมือนกำแพง บังท้องฟ้า บังลมไปหมด ถ้าควบคุมกันไม่ดีต่อไปกรุงเทพคงมีแต่ตึก รถไฟฟ้า ทางด่วน คงไม่ต้องเห็นท้องฟ้ากันแล้ว

นอกจากเป็นทริปกินแล้วการกลับบ้านครั้งนี้ก็เป็นทริปชาร์ตพลังกายและใจ ถึงหลายๆอย่างจะเปลี่ยน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือครอบครัวและเพื่อน :) ความรู้สึกที่ทุกคนให้มายังเหมือนเดิม ได้รับทั้งความรัก ความห่วงใยมากสุดๆในรอบหลายปี เพื่อนบอกว่า “ได้เจอกันเหมือนฝันไป” (มันเน่ามาก แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ) เวลาพี่อยู่กับแม่ แม่พี่ก็พูดไม่หยุด พี่ก็ทำหน้าที่ลูกที่ดี เดินตามแม่ต้อยๆไปรอบบ้านเพื่อไปฟังแม่พูด พี่สังเกตได้ว่าแม่เหงา แต่แม่ก็ยังปากแข็ง บอกว่า “ไม่เหงาหรอก อยู่คนเดียวจนชินแล้ว” … ก็เพราะครอบครัวและเพื่อนเนี่ยแหละ ที่ทำให้พี่เริ่มคิดถึงบ้านทั้งๆยังไม่ได้ออกจากไทย

พี่ตั้งใจไว้แล้วว่ากลับมาอเมริการอบนี้ พี่จะไม่ร้องไห้ แต่พอตอนพ่อกับแม่ไปส่งที่สนามบิน พี่ก็อดไม่ได้ ร้องไห้เป็นเด็กๆ ทั้งๆที่จากบ้านไปตั้งหลายรอบแล้วแต่ก็ทำใจไม่ได้ บอกแม่ว่าไม่อยากกลับ กลับไปก็ต้องอยู่คนเดียว (เป็นประโยคที่งี่เง่าที่สุดที่บอกแม่ไปตอนนั้น) ถึงพี่จะบ่นเรื่องนู่นเรื่องนี่ แต่ตอนนี้ก็ยังถามตัวเองอยู่ว่าถ้าไม่ใช่เพราะไม่อยากทิ้งโอกาส เรื่องประสบการณ์และอยากเก็บเงินไปคืนพ่อ มันคุ้มมั้ยที่เราจะต้องมาใช้ชีวิต ห่างเพื่อน ห่างบ้าน ห่างครอบครัวอย่างนี้...


เป็นคำถามที่หาคำตอบยากจริงๆ..



Mellow tiger.. 





Denver, CO - February, 2013

ภายุหิมะที่มาต้อนรับตอนถึงเดนเวอร์ .. กลับร้อนที่บ้านดีกว่ามะ ^^"

Tuesday, February 26, 2013

To Nakhon Phanom With Love (2)


ไม่ว่าจะย่างก้าวไปทางใด
เรายังคงได้สบตากับแม่น้ำโขง

To Nakhon Phanom With Love (2) 

: โขง





หลังจากผ่านเชียงคาน และเชียงของ
นครพนมเป็นเมืองชายโขงเมืองที่ 3 แล้ว ที่เราเดินทางร่วมกัน

อ้อ ใหม่ และฉัน

อ้อ, เรารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของฉัน
ใหม่, เรารู้จักกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ความเป็นเพื่อนค่อยๆก่อตัวผ่านวันคืนที่ล่วงผ่าน

เราเดินทางด้วยกันทุกปี มีความทรงจำเกี่ยวกับสถานทีใหม่ๆด้วยกันอย่างน้อยปีละที่ และเมื่อมาคิดดูดีๆแล้ว เมืองชายโขงเป็นเมืองที่เรามักได้เวียนมาพานพบอยู่บ่อยครั้ง




สารภาพตามตรง, ฉันเป็นคนกลัวน้ำ ฉันไม่ชอบเดินน้ำตก ฉันไม่สนุกกับการเล่นน้ำทะเล ฉันหวาดกลัวการไปล่องแก่ง พายเรือคายัค แต่น่าแปลก แม่น้ำกลับมาเสน่ห์ดึงดูดฉันได้เสมอ โดยเฉพาะแม่น้ำสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์มาเนิ่นนาน นามว่าแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงที่ชัยภูมิสวยงาม สะอาดสะอ้าน แม้จะไม่ถูกแต่งแต้มด้วยเหล่าดอกหญ้าและดอกไม้สีหวานสะดุดตาเช่นที่เชียงคาน หรือไม่ได้คึกคักเช่นเมืองหน้าด่านอย่างเชียงของ แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบเรียบง่าย ชนิดที่ตรึงใจฉันไว้ได้ไม่ต่างจากสองที่ก่อนหน้า





เราได้สบตากับแม่น้ำโขงตั้งแต่วันแรก ระหว่างเดินออกมาหาของกินในยามเช้า หลังจากอิ่มหมีพีมันไปกับอาหารมื้อแรกในนครพนม เราก็เดินเลียบแม่น้ำโขงไปตามถนนสุนทรวิจิตร ชมวิวแม่น้ำโขงไปจนถึงโบสถ์นักบุญอันนา รวมระยะทางจากที่พักไปที่โบสถ์แล้วไม่ต่ำกว่าสามกิโลเมตร




ในตัวเมือง เรายังไม่จุใจ เรายังตามแม่น้ำโขงไปจนถึงอำเภอธาตุพนม นอกจากความสวยงามของพระธาตุพนม ทัศนียภาพที่แตกต่างของแม่น้ำโขงก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของการเดินทางในครั้งนี้

โขงที่ธาตุพนมเหมือนหญิงสาวบ้านๆ ธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้แต่งแต้มสีสันบนใบหน้า ไม่ได้แต่งตัวสวย
แต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อยกว่าสาวสวยคนใด

ไม่เคยผิดหวัง, นี่คือความรู้สึกต่อโขงและเมืองชายโขงเมืองที่สามกับเพื่อนรักทั้งสอง ระหว่างที่เราต้องหันหลังให้กันอีกครั้ง ฉันอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า เคล็ดลับการมองแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำสายอื่นให้สวย
อาจเป็นการที่เราได้มามองด้วยกัน กับคนที่ทำให้เรารู้สึกเสมอ ว่าโลกนี้สวยงามน่าอยู่เพียงใด









Patha V

Thursday, February 21, 2013

Coming Home (II)

หลังจากที่นั่งข้างสาว(ติดแฟน) มา 10 ชั่วโมง พี่ก็ถึงที่ญี่ปุ่น จริงๆแล้วมีเวลาเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นถึงสองชั่วโมงกว่า แต่ก็ไม่มีแรงเดินไปไหน รอต่อเครื่องอีกสองชั่วโมง จึงได้ออกจาก Narita กลับไทย... พี่ได้นั่งข้างๆวิศวกรชาวภูฏาน เค้าตกใจมากที่พี่รู้จักประเทศเค้า เพราะประเทศเค้าเป็นประเทศเล็กๆที่มีประชากรประมาณเก้าแสนคน เค้าเล่าให้ฟังว่าประเทศภูฏานไม่ได้ร่ำรวยแต่ทุกคนมีความสุขดี เพราะรัฐดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องบ้านและการศึกษาให้กับประชาชน ซึ่งพี่ว่าเป็นเรื่องดีมากๆ พี่บอกเค้าว่า พี่ไม่ได้กลับบ้านมาสองปีกว่า และเริ่มกังวล เพราะเพื่อนหลายคนบอกว่าตอนนี้กรุงเทพ ทั้งรถติด คนเยอะ ข้าวของแพง โดยส่วนตัว พี่ขออยู่ใช้ชีวิตในเมืองเล็กๆที่ไม่วุ่นวายดีกว่า

ผ่านไปอีกเกืบเจ็ดชั่วโมงพี่ก็ถึงไทย(ซะที) ทันทีที่ล้อแตะพื้น  น้ำตาไหลและรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกตรงคอ ความรู้สึกแรกคือในดีใจและตื่นเต้นที่ที่สุดก็ได้กลับบ้าน เริ่มเข้าใจว่าความรู้สึกอยากจูบพื้นเหลังจากที่ลงจากเครื่องเป็นยังไง :) 

ในวันสองวันแรกที่พี่มาถึง พี่มีอาการ Culture Shock (รู้สึกว่าตัวเองกระแดะมาก ไม่อยู่บ้านแค่ 2 ปีเอง) พี่ไม่รู้ว่าคนที่ไปอยู่ต่างบ้านนานๆเค้าจะรู้สึกเหมือนพี่รึเปล่า แต่พี่รู้สึกสับสนกับสิ่งแวดล้ม งงๆกับตัวเอง ไม่ชินที่เจอคนหัวดำเดินเยอะแยะไปหมด จะพูดอะไรก็ต้องระวัง เพราะคนรอบข้างเข้าใจทุกอย่างที่พี่พูด จะพูดถึงคนอื่นอย่างที่เคยทำไม่ได้แล้ว มีบางครั้งที่พี่หลุดพูด Thank you และ Excuse me โดยบังเอิญ คนอื่นที่เค้าไปอยู่ต่างบ้านแล้วเจอคนไทยเยอะๆอาจไม่มีปัญหานี้ แต่สำหรับ แต่สำหรับคนที่ใช้เวลาส่วนมากกับชาวต่างชาติ ก็จะเริ่มเคยชินกับการใช้ภาษาที่สอง (ถ้าใครไปเรียนต่างประเทศ แล้วอยากได้ภาษาเยอะๆ พี่แนะนำว่าไปเรียนที่ที่คนไทยน้อยๆดีกว่า) อีกเรื่องที่ต้องปรับตัวคือการอยู่กับคนเยอะๆในบ้าน เพราะที่นู่นพี่อยู่คนเดียว ต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ตอนนี้มาอยู่บ้าน มีพ่อ แม่ น้องและพี่ที่บ้านอีกหลายคนก็เลยรู้สึกแปลกๆ และอาจจะขาดความเป็นส่วนตัว จากที่รับผิดชอบตัวเองคนเดียว ตอนนี้ก็มีแม่มาคอยเตือนให้ทำนู่นทำนี่ เช่น เก็บห้อง ไปอาบน้ำ ถามเพื่อนก็เป็นคล้ายๆกัน คือเหมือนเรากลายเป็นลูกเล็กของพ่อแม่อีกครั้งนึง



Nangyuan Island, Thailand - February 15, 2013


กลับมาถึงบ้านได้วันแรก พี่ก็เตรียมเดินสาย พบญาติพี่น้อง ด้วยเวลาที่จำกัดแค่สองอาทิตย์ พี่เลยวางแผนว่าวันไหนต้องไปไหน ไปเจอใคร และไปกินอะไร การกลับบ้านครั้งนี้ พี่เลือกที่จะเจอเพื่อนที่สนิทๆ (ทุกคนได้รับโควต้า เจอพี่คนละ 1 ครั้ง ^^ ) และใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือต้องไปทะเล พี่เป็นคนชอบทะเลมาก แต่ดันเลือกไปเรียนที่ Colorado ซึ่งเป็นรัฐที่มีแต่ภูเขา ถ้าอยากไปทะเล ต้องบินไปรัฐอื่น ครั้งนี้พี่เลือกไปเกาะเต่าและนางยวน ซึ่งประทับใจมากๆ ทะเลสวยสุดๆ ถึงแม้จะมีเวลาที่จำกัดและใช้เวลาเดินทางนาน แต่ก็สนุกมากเพราะได้เดินทางกับคนที่รู้ใจและขอขอบคุณ Social Network ที่ทำให้เวลาที่กายเราห่างสองปีนั้น ไม่ได้เพิ่มระยะทางระหว่างเราเลย



Nangyuan Island, Thailand - February 15, 2013



ครั้งหน้าจะมาเล่า(บ่น)เรื่องของ”บ้าน”จากสายตาคนที่ไม่ได้กลับบ้านมานาน


Mellow tiger.. 


Thursday, February 14, 2013

Coming Home (I)


11 มกราคม 2554 คือวันที่พี่ออกจากไทยเพื่อไปเรียนต่อและใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา จนถึงวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2556) ก็เป็นเวลาสองปีกับอีกหนึ่งเดือนแล้วสินะ ที่พี่ไม่ได้กลับบ้าน...

พี่ใช้เวลาวางแผนการเดินทางนี้ถึงหกเดือน พอเริ่มเข้างานได้เดือนแรก พี่ก็ขอหัวหน้าลาพักร้อนในปีถัดไป ซึ่งหัวหน้าก็ใจดียอมโยกเวลาพักร้อนจากปี 2555 มาใช้ในปีนี้เพื่อที่พี่จะได้กลับบ้านได้นานขึ้น พอใกล้ๆมาถึงวันกลับเพื่อนร่วมงานและคนใกล้ตัวพี่จะสังเกตได้ชัดว่า ยิ่งใกล้ถึงวันกลับบ้าน พี่จะยิ้ม หัวเราะและอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พอถึงวันที่ทำงานวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับไทย ใจก็ไม่ได้อยู่ที่ทำงาน มันลอยไปถึงไทยแล้ว พี่ยิ้มและหัวเราะอย่างที่ไม่เคยทำมานาน พี่รู้สึกว่ากำลังจะได้กลับไปในที่ของพี่ ที่ๆมีคนรักและเป็นห่วงพี่อยู่ พี่ส่งเมซเสจไปหาคนไกล(ตัว)ที่อยู่ที่บ้านว่า “พี่มีความสุขมาก พี่ไม่ได้ยิ้มและหัวเราะเยอะอย่างนี้เป็นเวลาสองปีกว่าแล้ว”

ในคืนก่อนกลับ พี่ได้ออกไปเจอเพื่อนใหม่เป็นชาวอเมริกันที่เคยมาอยู่ไทยได้หกปี ถึงเราจะเพิ่งรู้จักกันแต่เราก็คุยกันถูกคอ เค้ามีเรื่องราวประสบการณ์ที่เคยอยู่เมืองไทย ได้ทำงานในศูนย์ผู้อพยพตามขอบชายแดนไทยพม่ามาแลกเปลี่ยนให้พี่ฟังอย่างสนุกสนาน เราคุยกันนานถึงสองชั่วโมงกว่า ทั้งๆที่ตอนแรกพี่วางแผนว่าจะเจอกันนิดๆหน่อยพอเป็นพิธี พอกลับถึงบ้านเค้าส่งเมสเซจมาขอบคุณที่ออกไปเป็นเพื่อนเค้า ได้คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พี่สงสัยว่าถ้าเค้ามาเจอพี่ในตอนที่พี่ซึมเศร้า คิดถึงบ้านอย่างรุนแรง ความรู้สึกที่เค้ามีต่อเพื่อนใหม่อย่างพี่จะเปลี่ยนไปในอีกทางมั้ยนะ :)

การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ พี่เลือกใช้สายการบิน United บินออกจาก Denver ไป Seattle, Tokyo และมาถึงจุดหมายที่กรุงเทพ.. ตอนที่เครื่องบินบินออกมาจากเดนเวอร์แล้วมองผ่านเส้นขอบฟ้าที่ตัดกับเทือกเขา  พี่มีความรู้สึกแปลกๆ เหมือนเรากำลังบินออกจาก”บ้าน” นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองจะมีความรู้สึกนี้เข้ามาในหัว ความรู้สึกที่มีคือดีใจที่ได้กลับบ้านแต่มันก็ปนความเศร้าที่ต้องห่างจากบ้านหลังที่สอง สงสัยพี่คงเริ่มมีความผูกพันกับที่นี่เข้าแล้ว


Colorado, USA - February 9, 2013


การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ราบรื่นนัก มีข้อหงุดหงิดในหลายอย่าง ทั้งจากพนักงานสายการบินที่ดูไม่เอาใจใส่ลูกค้า และเพื่อนร่วมทางที่นั่งติดกันจาก Seattle ไป Tokyo ประเทศญี่ปุ่น เธอเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ต้นๆ เค้าต้องการให้สามีเค้าแลกที่กับพี่ ซึ่งตอนแรกพี่ก็จะตกลงแต่ปัญหาที่ว่า คุณสามีนั่งที่ริมทางเดินตรงกลาง ซึ่งมีที่นั่งติดกัน 5 ที่นั่ง ต่างจากทางเดินริมหน้าต่าง ที่มีที่นั่งแค่สองที่เท่านั้น พอพี่ปฏิเสธและขอโทษ คุณเธอก็ดูไม่ได้ยินดีเท่าไหร่นัก รับคำขอโทษของพี่แบบผ่านๆ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเค้าควรจะเป็นคนรู้สึกผิดที่สร้างสถาณการณ์กระอักกระอ่วนให้เพื่อนร่วมทางอย่างนี้ ตลกดีที่คุณสามีดูไม่ได้เดือดร้อนใจอะไรมากมาย นั่งเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในระหว่างการเดินทางสิบชั่วโมงนั้น เธอขอเข้าออกไปหาสามีประมาณสิบครั้ง ความเกรงใจของเธอถูกกลบด้วยความอยากใกล้ชิดสามี ถึงตรงนี้พี่อยากขอเตือนสาวๆว่า คนเรามีคนรักก็ต้องเว้นช่องว่างความเป็นส่วนตัว ปล่อยให้แต่ละฝ่ายได้เป็นตัวของตัวเองบ้าง จะได้มีเวลาคิดถึงกัน คิดดูสิถ้าเค้ามองในแง่ดีว่า เรานั่งห่างกันสิบชั่วโมงแล้วค่อยมาเจอกัน เราก็มีเรื่องต่างๆมาแลกเปลี่ยนนู่นนั่นนี่ เช่น เนี่ยเธอ สาวไทยที่นั่งข้างๆชั้นนะ แผ่รังสีอำมหิตใส่ชั้นตลอดเลยอะ :P อย่างคู่นี้พี่เดาว่าคงเพิ่งรักกันใหม่ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตัวติดกันขนาดนั้น รู้อย่างนี้พี่ยอมแลกที่นั่งให้ตั้งแต่แรกแล้ว

ในการเดินทางทุกๆครั้งพี่จะติดหนังสือหนึ่งหรือสองเล่มเพื่ออ่านในเวลาว่าง การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ หนังสือที่พี่เลือกคือ นั่งรถไฟไปตู้เย็นโดยนิ้วกลม ที่เลือกหนังสือเล่มนี้ เพราะตั้งใจจะอ่านให้จบจะได้เอามาคืนน้องสาวที่อยู่ที่ไทย พี่ว่าคิดถูกมากๆ เพราะมีข้อคิดหลายอย่างที่พี่อ่านแล้วรู้สึกว่าโดน อยากได้ปากกาไฮไลท์มาขีดเน้นข้อความหลายๆช่วง อาจเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ตอนนิ้วกลมได้เขียนตอนทำงานอยู่ไกลบ้าน พี่เลยรู้สึกเข้าถึงในหลายๆคำพูดที่เค้าสื่อออกมาได้อย่างดี..

“ สิ่งที่ทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้นก็คือการเดินทางไกลออกมาจากบ้านนั่นเอง”

นั่งรถไฟไปตู้เย็น, นิ้วกลม




Mellow tiger..


Tuesday, February 5, 2013

To Nakhon Phanom With Love (1)



เราเริ่มต้นทริปแรกของปี ๒๕๕๖
ด้วยทริปจังหวัดนครพนม
คราวนี้แตกต่างจากหลายๆทริปที่ผ่านมา
เพราะเป็นการเดินทางไปเที่ยวเอง ไม่ได้ไปทำงาน

นครพนมเป็นเมืองที่ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน
แต่เมื่อไปถึงกลับประทับใจทุกสิ่งทุกอย่าง
มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องแปลกใหม่และน่าสนใจ

วันนี้ขอนำเที่ยวนครพนมด้วยภาพค่ะ
ส่วนสัปดาห์หน้าจะมานำเที่ยวด้วยตัวอักษรนะคะ

หวังว่าจะรอติดตามกันต่อไป


บ้านเรือนเก่าในตัวเมืองนครพนม



แม่น้ำโขงยังสวยเหมือนเดิม ไม่ว่าจะมองจากที่ไหน



พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าหลังเก่า สีสวยมาก ชอบมาก



โบสถ์นักบุญอันนา บรรยากาศดีทีเดียว



พระธาตุพนม ยิ่งใหญ่เหลือเกิน



เด็กๆกินมันแกวกันอย่างเอร็ดอร่อย



สวนผักที่บ้านลุงโฮ



ริมทางที่ อ.ธาตุพนม