Showing posts with label Patawee. Show all posts
Showing posts with label Patawee. Show all posts

Sunday, November 16, 2014

3 months in NC



10 พฤศจิกายน 2557
ครบรอบ 3 เดือนพอดีที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา 
ที่เมือง Chapel Hill รัฐ North Carolina






รู้ตัวอีกทีก็ผูกพันกับป่าชาเพลฮิลล์ไปแล้ว โดยเฉพาะเวลาหนีออกไปเที่ยวนอกเมืองไกลๆแล้วกลับมาถึงจะรู้สึกดีมากเป็นพิเศษ เมืองนี้จะไม่มีอะไรเลย ไม่มีแสงสีเสียง ไม่มีที่เที่ยวฮิปๆเก๋ๆ ไม่มีห้าง ไม่มีรถไฟฟ้า ฯลฯ แต่มันก็มีอะไรให้ทำอยู่ตลอดเวลา ช่วงนี้ป่าเปลี่ยนสีแล้วที่นี่เลยยิ่งสวย แค่เดินถ่ายรูปต้นไม้ก็ใช้เวลาให้หมดไปได้ทั้งวันแล้ว 

คนก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับที่นี่ ทั้งเพื่อนฝรั่งทั้งครูทั้งพี่ๆคนไทย พี่คนนึงเคยบอกว่ามันต้องเป็นโชคชะตาแน่ๆที่ทำให้เราเลือกเรียนที่นี่แล้วก็ได้มารู้จักกันแบบนี้ ก็ถ้ามันจะเป็นโชคจริงๆเราก็ถือว่ามันเป็นโชคดีมากๆ ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ท้ายที่สุดเราเลือก UNC  

ไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่คนไม่รู้จักก็สร้างเซอร์ไพรส์ให้เราได้เสมอ เมื่อวันก่อนไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ตอนแรกก็แค่กะจะไปเดินเล่นซื้อขนมปรากฏช็อปปิ้งเพลินไปหน่อยเลยได้ของกลับมาสี่ห้าถุง! ไม่รู้ทำไปได้ยังไงแต่ในเมื่อทำไปแล้วก็ต้องหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นเนินเดินไปป้ายรถบัสฝั่งตรงข้าม ระหว่างที่เดินข้ามถนนอยู่นั้นเองก็มีรถคันนึงที่จอดติดไฟแดงอยู่บีบแตรให้ เปิดกระจกแล้วตะโกนถามออกมาว่าไปไหนไปส่งมั้ย รีบขึ้นมาเร็วๆ แวบแรกก็เกรงใจแต่ด้วยความที่ของหนักมากก็เลยรีบวิ่งไปหาสาวสวยเจ้าของรถ บอกว่าชั้นไปสี่แยกข้างหน้านี้เองเธอผ่านมั้ย เธอบอกว่ารีบขึ้นมาก่อนเถอะ เราก็เลยได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนรถในท้ายที่สุด 

เธอบอกเธอชื่อเกรซ ทำงานอยู่ที่ Durham เมืองข้างๆ แล้วก็คุยอะไรกันอีกนิดหน่อยว่าเราเรียนอะไรมาจากไหน เราก็กล่าวขอบอกขอบใจเธอไปยกใหญ่แล้วถามว่าเธอกำลังจะไปไหน เธอบอกว่าจริงๆเธอไม่ได้มาทางนี้หรอกแต่วิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วเห็นเราหอบของเยอะแยะมากมายเลยวนรถกลับมาจะไปส่ง เธอบอกว่าเมื่อก่อนตอนยังไม่มีรถเธอก็เคยแบกของเยอะๆแบบนี้มารอบัสเหมือนกัน เธอเข้าใจมากๆว่ามันเหนื่อยแค่ไหน เธอเลยตัดสินใจวนรถมารับ! 

จุดนั้นมันพีคมาก เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่มากๆเพราะยังมีคนใจดีแบบนี้ นี่เลยเป็นอีกเรื่องประทับใจที่มีต่อที่นี่ เราไม่รู้เลยจริงๆว่าถ้าเราอยู่ในเมืองใหญ่จะมีใครทำแบบนี้ให้คนที่ไม่รู้จักไหม แต่เพราะที่นี่คือ Chapel Hill คือ NC คือรัฐเล็กๆที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหนหรือแข่งขันอะไรกับใครมากมาย เราจึงยังได้พบเจอคนดีๆและมีคนดีๆอยู่รายล้อมเสมอ






Tuesday, June 18, 2013

ข่าวร้ายและการเดินทางครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนา


























ลาออกสิ้นเดือนนี้เลยไม่คิดว่าจะได้ออกเดินทางไปไหนอีก
แต่จู่ ๆ สองวันนี้ก็ได้เดินทางไกลไปถึงพัทลุง
แถมยังได้ไปกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งกองบรรณาธิการ
เพราะคุณพ่อของพี่ที่เรารักคนหนึ่งจากไปอย่างกะทันหัน

ถึงแม้จะเป็นการเดินทางที่อบอวลไปด้วยความโศกเศร้า
แต่ก็เป็นการเดินทางที่คุ้มค่า

กลับมาครั้งนี้เราได้คิดได้เห็นอะไรหลายอย่าง
นอกจากได้เห็นหัวใจที่รักและหวังดีของทุกคนที่มีให้กันในยามยาก
ยังได้เห็นว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นเหลือเกิน
และโลกนี้ก็มีความไม่แน่นอนอยู่มากมายเหลือเกิน
จนเราไม่อยากปล่อยเวลานาทีให้ผ่านไปกับเรื่องไร้สาระ สิ่งที่ไม่ชอบใจ คนที่เราไม่รัก
อีกแม้แต่สักวินาทีเดียวเลย

ปล.
กลับมาถึงกลางดึกวันนี้ พรุ่งนี้เช้าไปทำงานต่อที่อีกจังหวัดหนึ่ง
ถึงพัทลุงจะไม่ใช่จังหวัดสุดท้าย แต่มันก็คือจังหวัดสุดท้ายที่ได้ไปกันพร้อมหน้า

ต่อจากนี้ไม่ได้ขึ้นเหนือลงใต้ด้วยกันอีก
แต่ทุกที่ที่ได้ไปด้วยกันมาจะอยู่ในใจไม่เปลี่ยนเลย


Patha V

Tuesday, June 11, 2013

เด็ก ๆ ของโลก












เด็ก ๆ พวกนี้เราเจอเมื่อครั้งเดินทางไปอำเภอคลองใหญ่  จังหวัดตราด
ดูลักษณะท่าทางแล้ว น่าจะเป็นเด็กจากประเทศเพื่อนบ้าน
เพราะเสื้อผ้าหน้าผมและภาษามันฟ้อง
อีกทั้งที่บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่
ก็ถือเป็นแหล่งหากินแหล่งใหญ่ของคนเขมรเลยทีเดียว

เราเข้าไปเล่นด้วยอยู่พักนึง บางคนก็คุ้นกล้องเป็นอย่างดี
ปรี่เข้ามาให้เราถ่ายรูปให้ พร้อมกับขอดูภาพในจอเป็นการใหญ่
ในขณะที่บางคนก็เขินอาย กลัวคนแปลกหน้า กลัวเครื่องมือแปลกหน้า
ยิ่งเราเข้าใกล้เขายิ่งออกห่าง
เราจึงทำได้เพียงแอบถ่ายไกล ๆ
จากนั้นเก็บกล้องแล้วเข้าไปเล่นด้วย
สานสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-มนุษย์ โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยีมาขวางกั้น

กลับจากการเดินทางครั้งนั้น
รวมทั้งประสบการณ์จากการเดินทางอีกหลาย ๆ ครั้ง
เราพบว่า
ความเป็นเด็ก
ไม่ว่าจะเป็นเด็กชาติใดภาษาใด
ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเจ้าหญิงเจ้าชายหรือยาจกยากจน
ก็ล้วนแล้วแต่มีความน่ารักบริสุทธิ์สดใส
อันเป็นเอกลักษณ์ของเด็ก
ที่ผู้ใหญ่คนใดก็พรากไปไม่ได้



Patha V

Tuesday, June 4, 2013

ไกลดวงตา ใกล้ใจ : การเดินไปสู่ระหว่างทาง



"หากเปรียบการเดินทางกับชีวิต... จุดหมายในชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราใช้เวลากับระหว่างทางมากกว่าจุดหมาย ใครบางคนเคยบอกผมว่า จุดหมายเป็นเพียงที่ระลึกของการเดินทางเท่านั้น

มาถึงวันนี้ ผมคิดว่าสำหรับการเดินทางของชีวิต ถ้าเราเดินทางไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง อย่างน้อยเราก็มีระหว่างทางเป็นที่ระลึกร่วมกัน"

-ไกลดวงตา ใกล้ใจ, สุดแดน วิสุทธิลักษณ์


แก่งก้อ ลำพูน, ธันวาคม ๒๕๕๕



ไกลดวงตา ใกล้ใจ
หนังสือที่ติดไปอ่านระหว่างเดินทางในสองสามวันนี้
ว่าด้วยการเดินทางและข้อเขียนของนักเรียนมานุษยวิทยา ๒ คน
ได้แก่อาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์
และคุณแดง วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์

ทั้งสองคนจะผลัดกันมาเล่าเรื่องราวการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆคนละบท
โดยแต่ละคนก็มีสไตล์การเล่าที่แตกต่างกัน
อาจารย์สุดแดนเล่าเรื่องด้วยภาษาและถ้อยคำง่ายๆ
แต่มักจบเรื่องด้วยแง่คิดบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจเราไปอีกนาน
ส่วนคุณแดงมักเล่าเรื่องในเชิงนักเขียนสารคดี
ค่อนข้างขึงขัง จริงจัง เน้นรายละเอียดปลกย่อยมากมาย
แต่เมื่ออ่านจบเรากลับไม่รู้สึกถึงความแข็งเช่นสารคดีโดยทั่วไป
แต่กลับรู้สึกถึงความละมุนละม่อม ความงดงามอ่อนโยน
และมองเห็นแง่งามของการเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล

อ่านเล่มนี้นอกจากจะเหมือนได้ออกไปเดินทอดน่อง
พบปะผู้คนตามสถานที่ต่างๆด้วยตัวเองแล้ว
ยังได้ความรู้ในเชิงมานุษยวิทยา ชาติพันธุ์มาเป็นของแถม
แถมยังบอกตัวเองได้อย่างมั่นใจอีกด้วยว่า
การเดินทางของคนเรานั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เพื่อค้นหาจุดหมาย
แต่เพื่อค้นหาระหว่างทาง


Patha V

Tuesday, May 28, 2013

ดอกไม้นอกสวน : “การเดินทางและเวลา นำมาซึ่งผู้คนในความทรงจำ”










หน้า ๓๓
“มาเรียที่รักของผม ความฝันทำให้เราอยู่ได้ มันทำให้หัวใจของผมเต้นเร้าอย่างมีความสุขเมื่อได้พูดถึงสิ่งที่ฝัน แต่มันไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเราต้องจมอยู่กับความฝันดอกนะ ตรงข้ามเสียอีก สำหรับผม มันเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่ทำให้มีความสุข คุณและลูกๆ ความฝันของผม และฟลาเมงโก”


หน้า ๔๒
“แปลงดอกไม้ของฉันเติบโต ในที่สุดต้องขยับขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไป  อ้อ... ฉันไม่มีลูกสาวคอยช่วยเหลือ ไม่ต้องพูดถึงคนสวนดอกนะ เพราะค่าจ้างแพง  ลูกชายของฉันทั้งสองคนและสามีของฉันต่างหาก พวกเขาเป็นกำลังสำคัญทั้งรดน้ำ พรวนดิน ลงกล้า ตัดแต่งกิ่ง

วันแรกที่พวกเขาลงแปลงปลูกต้นไม้ดอกไม้ เป็นภาพสวยงามที่สุด งดงามกว่าความรู้สึกเมื่อตอนได้ยินข่าวกำแพงเบอร์ลินพังแล้ว สหภาพโซเวียตล่มสลาย

วันนั้นฉันร้องไห้ และยืนอยู่ตรงธรณีประตู เป็นความรู้สึกต่างจากการร้องไห้ในวันที่พวกเขาเดินออกไปจากประตูเดียวกันนี้เพื่อไปทำสงคราม”


หน้า ๔๓
“สามีของฉันเคยพูดว่า บางทีเขาก็คิดเหมือนกัน ว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี ที่เอาดอกไม้ไปวางไว้บนหลุมศพ เพราะคนตายไม่ได้เห็น ไม่ได้กลิ่น แต่ก็อีกนั่นแหละ ดอกไม้บนหลุมศพทำให้ความตายไม่แข็งกระด้าง ไม่โหดร้ายเกินไปสำหรับสามีหรือภริยาหรือลูกหลานของผู้เสียชีวิต”


หน้า ๖๔
“ความจริงเมื่อมาทำเกสต์เฮ้าส์ เราสัมผัสความตื่นเต้น อันเกิดจากการพบและการลาจากมากกว่าตอนออกเดินทางด้วยตัวเองเสียอีก คุณคิดว่าเราเฉยชินกับความรู้สึกลาจากน่ะหรือ เปล่าเลย จริงอยู่มันอาจไม่พิเศษเหมือนกันทุกคน แต่ผมอยากบอกว่า ความรู้สึกดีๆกับใครบางคนที่เดินเข้ามาในประตูบานนั้นและจากออกไปภายนอกกรอบประตูบานเดียวกัน มันเหมือนกับการได้อ่านหนังสือดีๆเล่มหนึ่งเลยทีเดียว และคุณย่อมคิดถึงหนังสือเล่มนั้นอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ชั่วระยะหนึ่ง"


หน้า ๖๕
“เราสองคนได้เป็นพยานรักของหนุ่มสาวนักเดินทางไม่รู้กี่คู่ต่อกี่คู่ แครอลบอกว่า เกสต์เฮ้าส์ของเราเป็นมากกว่าที่พักแรมทาง บางทีเป็นโบสถ์ให้คนได้มาสารภาพความในใจ และเป็นรวงรังที่ความรักของคนสองคนฟูมฟักและเติบโต พร้อมกันนั้นสำหรับบางคน มันอาจเป็นเวทีการแสดงที่คนหลายคนและหลายคู่ เมื่อลงไปแล้วก็ห่างหายไปไม่มีการติดต่อกันอีกเลย ขณะที่บางคนกลับขึ้นเวทีการแสดงแห่งนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง...”


หน้า ๘๔
“คนหนุ่มสาวจะไปรู้จักความเหงาหรือว้าเหว่ได้อย่างไร และถ้าพวกเขาเรียกการอยู่คนเดียวโดยไม่มีคู่ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรว่าเป็นความเหงาแล้วละก็ ฉันว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้ามากกว่า รออีกห้าสิบปีเถอะ ความเหงาจริงๆกำลังรออยู่...

สำหรับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอ วันรุ่งขึ้นหมายถึงคนรักใกล้กลับมาสู่อ้อมกอดแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนชุดใหม่สักที ได้เวลาออกไปพบหรือไปเที่ยวกับเพื่อนพ้องหน้าใหม่

แต่สำหรับคนแก่ วันรุ่งขึ้นมันหมายถึง... คนรุ่นเดียวกัน เพื่อนหรือคนที่เรารู้จักคุ้นเคย ลดจำนวนเหลือน้อยลงทุกวัน พวกเขาจากไป ไม่ใช่แค่ชั่วโมงหนึ่ง วัน สัปดาห์ ปี หรือยี่สิบปี แต่เป็นการจากอย่างถาวร ไม่รู้ว่าจะพบกันอีกไหม และส่วนใหญ่ไม่มีวันได้พบกันอีก”


หน้า ๙๕
“ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ แต่รู้ว่า อายุมากแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ฉันพยายามบอกคนที่มองและแสดงความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจผ่านใบหน้าและแววตาเวลาที่พวกเขามองมา มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขาหรอก แต่คนแก่ไม่ได้เศร้าโศกทุกคน ไม่ว่าคนนั้นแวดล้อมอยู่ด้วยคนรู้จัก คนใกล้ชิด หรืออยู่ตัวคนเดียวในบ้านพักคนชรา

ฉันสุขกับชีวิตที่มีอยู่ แน่ล่ะยังคิดถึงวัยหนุ่มสาวบ่อยๆ และยิ้มให้วันเวลาพวกนั้น แต่ไม่เคยอิจฉาคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ผู้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่เคยแม้อยากกลับไปใช้ชีวิตในวัยนั้นอีก ฉันเชื่อว่า แต่ละช่วงชีวิตมีความสวยงามของมันอยู่ สั้นบ้างยาวบ้าง อย่างเช่น คนในวัยของเธอ ย่อมมีความสุขในแบบที่คนในวัยหนุ่มสาวยังไม่สัมผัส และคนแก่ชราได้แต่ระลึกถึง”


หน้า ๑๑๓
“ผมไม่รู้หรอกว่าการเดินทางคืออะไร แต่การเดินทางไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งอะไรเลย การค้นหาจิตวิญญาณนั้น อยู่ในถ้ำบรรลุถึงธรรมง่ายกว่า

การเดินทางไปไหนมาไหนของพวกเรา คือไปหาเพื่อน ไปเยี่ยมญาติ ไปเรียนหนังสือ ไปงานในพิธีศาสนา ร่วมแสดงความยินดีกับคนแต่งงาน ไปร่วมแสดงความเสียใจในงานศพ เราไม่เดินทางไปไหนไกลๆ เพื่อไปเล่นน้ำทะเล ไปอาบแดด หรือไปหาความสุข ก็อย่างที่บอกไง ทุกอย่างอยู่กับเราที่นี่หมดแล้ว”


จบเล่ม
ดอกไม้นอกสวน ของภาณุ มณีวัฒนกุล
ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางเช่นบันทึกการเดินทางเล่มอื่นๆ
แต่เล่าแทนเสียงของผู้คนที่ผู้เขียนได้ผ่านพบขณะเดินทาง
บางคนคือแม่ บางคนคือเมีย บางคนคือลูกสาว
แต่อีกมากก็คือคนเป็นพ่อ คนหนุ่ม สามี และลูกชาย
ภาณุต้องการบอกเราว่า คนทุกคนต่างเป็นดอกไม้
เพียงแต่มีลักษณะรูปทรงแตกต่างกันออกไปตามเหตุและปัจจัยต่างๆ
และการอยู่ร่วมกันอย่างแตกต่างหลากหลายนี้ก็ทำให้สวนที่ชื่อว่าโลกงดงาม 

จบเล่มแล้ว เราได้ข้อสรุปให้ตัวเองว่า
การเดินทางนั้นมิใช่การเดินทางทางกายภาพเพียงอย่างเดียว
แต่ยังรวมถึงการเดินทางภายในจิตใจของเราเอง
การเดินทางไปในความคิดคำนึงอันไม่มีที่สิ้นสุด
การเดินทางไปตามตัวเลขอายุที่เพิ่มมากขึ้นวันแล้ววันเล่า
หรือแม้แต่การออกจากบ้านไปหาเพื่อน ไปเยี่ยมญาติ ไปเรียนหนังสือ
เราก็เรียกมันว่าการเดินทางแล้ว
ตราบใดที่เรายังได้อะไรบางอย่างกลับมาจากการก้าวออกไปครั้งนี้


Patha V

Tuesday, April 30, 2013

ความสุขบนเส้นทางที่เลือก



ความสุขบนเส้นทางที่เลือก




กล้า
บางประโยคใน "กุหลาบที่หายไป" บอกว่า
"มีแต่คนที่กล้าก้าวออกมาจากสิ่งที่ดีเท่านั้น ที่จะได้สิ่งที่ดีกว่า"
ส่วนเราบอกตัวเองว่า
เราจำเป็นจะต้องเสียบางอย่างเพื่อที่จะได้บางอย่างมา
ชีวิตอยู่ที่การเลือก
ใช่, ชีวิตอยู่ที่การเลือก
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องเลือก
เพียงแค่กล้าที่จะเลือกเท่านั้น


เลือก
เราเคยตัดสินใจออกจากงานเก่า
บางช่วงขณะที่เคว้งคว้างไร้จุดหมาย
เรากล่าวโทษตัวเองที่ไม่อดทน
แต่สุดท้ายการออกมาก็ทำให้เราได้พบเจองานใหม่ที่ถูกใจยิ่งกว่า
เราตัดสินใจที่จะทำงานที่ทำให้เราต้องร้องไห้ทุกวันต่อไป
เราตั้งคำถามต่อตัวเองหลายครั้ง ถามหาเหตุผลที่ยังทนอยู่ แต่ไม่เคยตอบได้
ญาติพี่น้องไม่ยอมรับ หลายคนไม่เข้าใจ
แต่วันหนึ่งเรากลับได้นำประสบการณ์จากการทำงานที่นั่น
มาเป็นข้อมูลในการตอบคำถามของกรรมการ
จนเราสอบผ่านได้เป็นนักเรียนทุนอย่างวันนี้


ดี-ไม่ดี
หลังจากต้องตัดสินใจเลือกทางเดินให้ตัวเองมาหลายครั้ง
เราคิดเหมาเอาเองว่า
การเลือกทุกอย่างไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีดี ไม่มีไม่ดี
การเลือกคือสิ่งที่สัมฤทธิ์ผลโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่เราเลือก จึงไม่ใช่การชี้ชะตาให้ชีวิตว่า
เรากำลังเดินไปสู่ทางที่ถูก หรือกำลังมุ่งหน้าไปสู่ทางที่ผิด
เราเพียงแต่เลือกทางนี้ - ทางที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น


ความสุข
ครูเคยบอกว่า
"ความถูกต้องเหมาะสมนั้นอยู่ที่ไหน
ก็อยู่ที่ความสุขเป็นสำคัญ
เมื่ออยู่และทำงานอย่างมีความสุข
นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเริ่มต้น"
วันนี้
คงถึงเวลาเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้ตัวเองแล้วกระมัง


Patha V

Tuesday, April 23, 2013

ก้าวแรกแห่งการออกเดิน บนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย



ก้าวแรกแห่งการออกเดิน 
บนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย


วันนี้
๒๓ เมษายน ๒๕๕๖
ฉันกลายเป็นคนที่มีอักษรย่อต่อท้ายชื่อว่า "นทร.(สกอ.)"

ชีวิตฉันจะเปลี่ยนไปตลอดกาลหลังจากนี้
ด้วยความเต็มใจของฉันเอง
ใช่, ด้วยความเต็มใจของฉันเอง

ในโอกาสพิเศษอย่างนี้
ฉันกลับไปหาเพื่อนเก่า บอกข่าวดีให้เธอได้รู้
เธอไม่ได้ยินดีกับฉัน
หากแต่ตอกกลับฉันด้วยความจริงอันเจ็บปวด
ที่ว่า
ไม่ว่าฉันจะวิ่งหนีอย่างไร
ฉันก็ไม่อาจวิ่งหนีใจของตัวเองได้พ้น

ฉันหวังให้นี่เป็นก้าวแรกที่ฉันเริ่มออกเดิน
ไม่ใช่เดินเพื่อหนีตัวเอง
แต่เดินเพื่อรู้จักตัวเองให้มากขึ้น มากขึ้น
และสุดท้ายเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับความคิดจิตใจตัวเองให้ได้
ไม่ว่าความคำนึงเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่เราอยากถ่ายถอนออกจากตัวมากเพียงใด

วันนี้นอกจากจะเป็นวันดี วันที่ฉันได้เปลี่ยนสถานะอย่างสมบูรณ์แบบ
ยังเป็นโอกาสพิเศษที่ได้พบศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เจตนา นาควัชระ
นักอักษรศาสตร์และนักอะไรอีกหลายๆอย่างที่ฉันเคารพนับถือ
พบกันวันนี้ ฉันรู้แล้วว่าคนมีปัญญานั้นเป็นแสงสว่างในโลกนี้อย่างไร

ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่ความภาคภูมิ ไม่ใช่ใบปริญญา
แต่ "a chance to grow up" คือสิ่งที่เราจะได้จากความเหนื่อยยากหลังจากนี้
อาจารย์บอกว่า การศึกษาคือการแสวงหา ส่วนหนึ่งมาจากการแนะนำของครู
อีกส่วนหนึ่งคือเราต้องค้นหาเอง
แล้วสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้ค้นพบก็คือตัวเองนั่นแหละ
เมื่อได้ค้นพบตัวเองแล้วก็จะเริ่มค้นพบสิ่งที่อยู่ในโลกภายนอก

อาจารย์พูดอะไรอีกหลายอย่าง
ประโยคหนึ่งของอาจารย์ที่ฉันจำขึ้นใจคือ
"เรียนวรรณคดีเถอะ วรรณคดีเป็นวิชาเดียวที่คุณนอนเรียนได้!"

สัญญา, เบนเข็มครั้งนี้จะไม่ทิ้งวรรณคดี
จะไม่ทิ้งการอ่านการเขียน
นี่เป็นโลกมหัศจรรย์อีกใบที่ฉันรู้ว่าฉันไม่มีวันหนีพ้น
และก็แน่ล่ะ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหนี

ฉันเติบโตมากับวรรณกรรม ฉันร่ำเรียนวรรณคดี
ฉันอ่าน ฉันเขียน ฉันหลงรักตัวอักษรของผู้คน
ทั้งผู้ที่รู้จักกันเพียงผ่านหน้ากระดาษ ทั้งผู้ที่โลดแล่นอยู่ในชีวิตจริง
ทั้งหมดทั้งมวลคือสิ่งที่หลอมรวมกันเป็นฉันในวันนี้
เพียงแต่ตอนนี้ต้องเลือกเดินหน้าไปกับอีกเส้นทางที่โอกาสเอื้อกว่าเท่านั้น

วันนี้
๒๓ เมษายน ๒๕๕๖
ฉันตัดสินใจพาตัวเองเข้าสู่ศาสตร์ด้านคติชนวิทยา
ร่ำเรียนห้าปี กลับมาสอนสิบปี
อย่างน้อยๆชีวิตในอีกสิบห้าปีหลังจากนี้จะต้องอุทิศให้งานด้านนี้อย่างจริงจัง
นี่คือทางที่ฉันเลือกแล้ว ทำได้เพียงเดินหน้า หันหลังกลับไปไม่ได้แล้ว

แม้จะต้องเดินทางไกล แต่นี่ไม่ใช่การหนี
ฉันยังคงตัดสินใจทุกสิ่งจากหัวใจ
ฉันเลือกไปเพราะสนใจคติชนวิทยา สนุกกับการศึกษาความคิดและชีวิตของผู้คน
ส่วนการเดินทางไกลเพื่อเปิดหัวใจให้กว้างนั้น ฉันเรียกมันว่าผลพลอยได้

และที่สุดแล้ว
ฉันเลือกคติชนวิทยา ใช่ว่าฉันหมดรักวรรณคดี
ฉันเพียงแต่เลือกสิ่งที่เป็นจริงกว่าเท่านั้น



Patha V

Tuesday, April 16, 2013

ดอกไม้หลังฝน


ฉันเดินทางกลับบ้านมาในวันที่แดดเดือนเมษาร้อนราวกับเจ้าหญิงอารมณ์ร้าย

สองเดือน คือเวลาที่ฉันไม่ได้กลับมาบ้าน
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต้นไม้ทยอยร่วงหล่นจากต้น บรรยากาศเริ่มร้อนแล้ง
กลับมาครั้งนี้ ที่ว่าร้อนแล้งในวันนั้นกลับกลายเป็นร่มรื่นไปถนัดตา
สิ่งที่ฉันเห็นในวันนี้คือใบไม้ที่บ้างสีเหลืองแห้งกรอบ บ้างสีเขียวซีดจาง
บ้างสีน้ำตาลเข้มขึ้นๆตามปริมาณองศาของอุณหภูมิ

ความร้อนไม่ได้มาลำพัง แต่ยังพาความแล้งมาด้วย
นอกจากอากาศแสนทารุณ น้ำกินน้ำใช้ยังไหลเอื่อย มีน้อยจนทุกคนรู้สึกได้
ประเพณีสงกรานต์ที่เคยเล่นกัน 4-5 วัน ลดลงมาเล่นกันแค่ 2 วันเท่านั้น
ถัดจาก 2 วันแรก เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้าง ไร้ร่องรอยการเล่นน้ำ
เสียงผู้คนบ่นกันหนาหู น้ำมีน้อย เราควรใช้สอยอย่างประหยัด
นี่คือความเปลี่ยนแปลงของประเพณี
หรือจริงๆคือสิ่งที่เราควรเรียกว่าวิกฤตของโลก?



































































แล้วจู่ๆ ในคืนวันที่ 2 ที่กลับมาอยู่บ้าน
น้ำจากฟ้าก็โปรยปรายลงมาให้ได้ชื่นใจ
ฝนตกลงมาให้ชื่นฉ่ำอยู่ได้ราวชั่วโมง
พ่อกับแม่ปลาบปลื้มใจ
รำพึงรำพันว่า นี่ก็มากพอให้ต้นไม้เก็บสะสมไปได้ทั้งอาทิตย์
คงจริง, เพราะเพียงแค่กิ่งใบได้สัมผัสน้ำ
สีเขียวซีดจางก็พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวสดใสราวกับไม่เคยได้เหี่ยวเฉามาก่อน

ฝนหยุดตกนานแล้ว
แต่ไฟที่ดับไปตั้งแต่พายุเข้าก็ยังไม่มา
เราจุดเทียนให้แสงสว่างแทนไฟฟ้า แล้วนอนคุยกันเนิ่นนานในความมืด
เราลงความเห็นกันว่าสำหรับคืนที่น่าจดจำเช่นนี้ คงต้องขอบคุณฝนฟ้าพายุ
ที่ทำให้เราได้มีเวลาพูดคุยใกล้ชิดกันมากขึ้น

รุ่งเช้าวันนี้ วันสุดท้ายที่บ้าน
ฉันตื่นแต่เช้า ออกสำรวจต้นไม้ใบหญ้าหลังผ่านศึกหนักมาเมื่อคืน
ดอกไม้หลายดอกเหี่ยวเฉา หลายดอกหล่นคว้างอยู่ใต้ต้นเพราะโดนลมแรง
แต่กิ่งใบของเธอกลับเขียวสดใสงดงาม พร้อมจะแตกผลิต่อยอดขยายพันธุ์
ชีวิตคนเราก็คงเป็นเช่นนี้ จำเป็นจะต้องสละบางสิ่ง
เพื่อให้บางสิ่งได้เติบโตงดงาม



































































กลับมาบ้านคราวนี้ ฉันมีข่าวดี
ข่าวดีที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้น ดีใจ
แต่ก็เป็นข่าวดีที่มาพร้อมกับการตระหนักรู้ว่า
ไม่นานหลังจากนี้ เราจำเป็นจะต้องจากกันไกลอีกครั้ง
ไกลและยาวนานกว่าครั้งใดๆที่เราเคยจาก

ดีใจระคนใจหาย,
ฉันพยายามเก็บจำและเรียนรู้จากภาพการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ดอกไม้...
เพื่อการดำรงอยู่ เราจำเป็นต้องยอมแลกบางสิ่ง
เพื่อบางสิ่งที่เป็นจริงกว่าเสมอ
และฉันก็รู้ดีว่า หลังจากดอกไม้เหี่ยวเฉาหรือร่วงหล่นไป
วันหนึ่งพวกเธอก็จะกลับมาผลิบานอวดโฉมให้ได้ชื่นชมใหม่เสมอ





























































Patha V

Tuesday, April 2, 2013

ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (2)



ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (2)
: ชมเหยี่ยว - เที่ยวทั่วตัวเมือง


วันที่ 2 ในตราด เราเริ่มต้นทริปที่ตลาดเช้าเทศบาลเมืองตราด
ว่ากันว่าถ้าเราอยากรู้จักเมืองไหนให้ลึกถึงแก่น
เราต้องไปเดินตลาด(เช้า)ของที่นั่น
พวกเราเลยไม่รอช้า พากันเดินทางไปตลาดเช้า
ตลาดที่ว่ากันว่าคึกคักที่สุดและเป็นศูนย์กลางของเมืองตราดเลยทีเดียว

ตลาดเทศบาลเมืองตราดเป็นตลาดที่ใหญ่มาก
ของสำคัญไม่ควรพลาดเลยคืออาหารทะเลโดยเฉพาะปลาทะเล
ปลาทะเลตัวใหญ่ๆเบิ้มๆวางเรียงรายกันไปทั่วทุกแผง
มีกระทั่งปลากระเบน ปลาฉลาม ให้เราได้ตื่นเต้นกรี๊ดกราดกัน
นอกจากนั้นยังมีของดีเมืองตราดหายากอีกหลายอย่าง เช่น หอยปากเป็ด
หอยประจำถิ่นของเมืองตราดที่มีลักษณะเปลือกแข็งๆ
และมีหางเป็นเส้นๆยาวๆ ชาวตราดนิยมนำมายำ เรียกว่ายำหอยปากเป็ด
เราลองซื้อมาชิมกัน รสชาติแปกใหม่ดีทีเดียว

ปลาสดๆที่ตลาดเช้าเทศบาล

 เดินตลาดเสร็จหมาดๆ ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมา
เรากระโดดขึ้นรถไปกินข้าวร้านก๋วยเตี๋ยวริมเขื่อน เป็นข้าวมันทะเล
หน้าตาก็โอเค เพียงแต่ให้น้อยและราคาแพงไปนี้ด

กินข้าวเสร็จก็ไปลุยงานต่อ ไปร้านขายพลอย
ตามหาพลอยแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในของดีของตราด 
และถือเป็นของฝากน่าซื้อด้วย
ถ่ายภาพพร้อมสัมภาษณ์กันอย่างจุใจแล้วพี่เจ้าของร้านใจดี
เลยให้พลอยเม็ดเล็กๆเรามากันคนละสองเม็ด
เราหยิบอะเมทิสต์ พลอยสีม่วงประจำเดือนเกิดมา
แหม่ พี่เจ้าของนอกจากจะสวยตรึงใจแล้วยังใจดีอีกด้วยนะ แฮะๆ

ตามหาพลอยกันเสร็จแล้วเราก็แวะไปวัดบุปผารามกับด้วย วัดสวยอลังการมาก

ไฮไลท์ของวันนี้อยู่ที่ ร้านอาหารคนพลั ดถิ่น ค่ะ
หลังจากทำงานในเมือง เราก็ตีรถออกไปทางแหลมศอก
ไปกินอาหารทะเลสดๆในบรรยากาศสงบร่มรื่น
ร้านนี้นั่งกินบนแพ บรรยากาศดีมาก เจ้าของน่ารักเป็นกันเอง
ที่สำคัญคือที่หลังร้านจะมีบ่อตกปลาขนาดใหญ่อยู่ ข้างหลังเป็นป่าให่ญ่
เจ้าของร้านเค้าจะให้อาหารปลาในบ่อตรงเวลา
ในเวลาพวกนี้พวกเหยี่ยวแดงที่อาศัยอยู่ในป่าก็จะบินลงมาแย่งอาหารปลา
เป็นภาพที่สวยงามประทับใจเพราะมากันเยอะมาก
มาเป็นฝูงใหญ่ประหนึ่งฝูงแร้งเลยทีเดียว
เจ้าของบอกว่าเดี๋ยวนี้มันจะรู้เวลา ก็จะมารอ
เจ้าของเลยเอาตรงนี้มาเป็นจุดขาย เรียกลูกค้าให้มากินข้าวที่ร้าน
ดูน่าสนใจดีนะ มีจุดขาย แต่ก็แอบรู้สึกหดหู่พอคิดว่า
เหยี่ยวพวกนี้มันหากินเองไม่เป็นอีกแล้ว 
กลายเป็นว่าต้องรอคนมาคอยป้อนให้เป็นเวลาเสมอ

ฝูงเหยี่ยวแดง

เยอะแบบอลังการมากๆ

ดูเหยี่ยวเสร็จเราก็ไปแหลมเกาะปู
ชุมชนชาวประมงบ้านอ่าวช่อ บ้านเปร็ดใน
ก็สนุกสนานกันไป และกลับไปซบอกริมคลองบูติกอีกหนึ่งคืน :)




Patha V

Tuesday, March 26, 2013

ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (1)




เข้าเดือนมีนาแล้ว
เราและพรรคพวกตัดสินใจหนีร้อนที่กรุงเทพฯ
เดินทางไปยังภาคตะวันออกสุดของไทย
ยังดินแดนแห่งเกาะครึ่งร้อย นามว่าจังหวัดตราด



ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (1)
: เขาสมิง-บ่อไร่ เราไปทุกที่ที่มีทาง


เราออกเดินทางวันแรกในวันที่ 11 มีนาคม 2556
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 9.00 น.
ไปถึงตราดราวบ่าย 2 ใช้เวลาราว  4-5 ชั่วโมง

วันแรกของทริป เราเดินทางไปยังส่วนที่ห่างไกลที่สุด
คือในเขต อ.เขาสมิง และ อ.บ่อไร่
เขตนี้เป็นเขตกันดารและห่างไกลของจังหวัดตราด
แต่ในเมื่อเราเป็นนักเดินทาง เราจึงต้องไปทุกที่ที่มีทางและมีที่ให้เที่ยว

จุดหมายปลายทางแรกของทริปนี้อยู่ที่ โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ
เป็นสถานที่ที่มีกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ที่ "ชาวชอง" 
หรือชาวเขมรกลุ่มหนึ่งขนมารวมไว้ตั้งแต่อดีต
จริงๆที่นี่ก็ค่อนข้างร้าง แต่ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ ความอุดมสมบูรณ์ของป่า
เราก็เลยยังให้อภัยเดินเล่นและถ่ายรูปเก็บไว้กันอยู่ได้นานสองนาน


โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ


ที่เขาโต๊ะโมะมีต้นไม้ใหญ่ๆเต็มไปหมด ร่มรื่นมากๆ


ที่ต่อมาเราไป น้ำตกเขาสลัดได น้ำตกขนาดเล็กที่เข้าไปลำบากมากกก
ต้องผ่านป่าดงดิบยุคดึกดำบรรพ์เข้าไป
แล้วต้องลงเดินต่ออีกราว 500 เมตร
เพื่อจะเข้าไปพบน้ำตกขนาดจิ๋วที่สุดที่แทบไม่มีน้ำไหลอยู่อีก
บริเวณรอบๆหรือก็รกร้าง ไม่เหมาะสำหรับมาเที่ยวเล่นอย่างยิ่ง
พี่คนหนึ่งแอบนิยามให้ว่านี่มันฉากถ่ายหนังเรทอาร์ชัดๆ

จากน้ำตกที่ทำให้เราผิดหวัง เราไปต่อยัง อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว
เดินเล่นน้ำตกคลองแก้วขนาด 7 ชั้น ในบรรยากาศร่มรื่น
แต่เราไปถึงแค่ชั้น 3 ซึ่งว่ากันว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุด
ที่นี่ก็ร่มรื่นดี มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีนักท่องเที่ยวมาเล่นมากมาย
ทริปน้ำตกของเราในวันนี้เลยไม่กร่อยจนเกินไปนัก

พระอาทิตย์ตกแล้ว ที่อ่างเก็บน้ำเขาระกำ


จากที่นี่เราก็วนเก็บข้อมูลที่เที่ยวอื่นๆในเขต อ.เขาสมิง-อ.บ่อไร่
อยู่กันจนเย็นย่ำ จากนั้นก็ตีรถไปดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่อ่างเก็บน้ำเขาระกำ
ว่่ากันว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยมากอีกจุดหนึ่งในจังหวัดตราด
เราถ่ายภาพ เก็บข้อมูลสถานที่เที่ยวแห่งนี้พักใหญ่แล้วจึงเดินทางเข้าตัวเมือง
เข้าที่พักที่ ริมคลองบูติก ที่พักชิคชิคน่ารักในตัวเมือง

เขตที่เราพักอยู่เป็นเขตชุมชนเก่าคลองบางพระ
บ้านเรือนยังเป็นเรือนแถวไม้แบบเก่า สวยงามคลาสสิก
แต่คืนแรกหมดแรงเกินกว่าจะเดินสำรวจบริเวณรอบๆได้หมด
จึงพากันแยกย้ายเข้านอนเก็บเรี่ยวแรงไว้สำหรับวันต่อไป

วันพรุ่งนี้เราจะตะลุยในเขต อ.เมืองกันต่อ
มารอดูกันว่าการเดินทางครั้งนี้จะโหด มัน ฮา แค่ไหนนะคะ :)

ระหว่างทางกลับเข้าตัวเมืองตราด


Patha V

Tuesday, March 19, 2013

To Nakhon Phanom With Love (5)


เยือนถิ่นพระธาตุ 
สัมผัสความศรัทธาที่มีชีวิต


To Nakhon Phanom With Love (5)

: ที่สุดแห่งความศรัทธา "พระธาตุพนม"

  



วันที่สามจากนครพนม เราเดินทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอธาตุพนม เพื่อเยือนพระธาตุพนม
ซึ่งใครๆต่างบอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ถ้าไม่ได้มา ถือว่ายังมาไม่ถึง"

ฉันไม่ได้ใส่ใจคำพูดนี้นัก จนกระทั่งได้มาเยือนพระธาตุด้วยตนเองถึงได้เข้าใจ พร้อมกับคิดในใจว่า ไม่เพียงแต่ถือว่ามาไม่ถึงเท่านั้น แต่ยังถือว่าได้พลาดสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆส่งหนึ่งไปด้วย

เราได้สบตาพระธาตุพนมครั้งแรกในเวลากลางคืน

ฉันไม่รู้ว่าเพราะอย่างนี้หรือเปล่า พระธาตุพนมในใจจึงได้สวยงามตระการตามากเหลือเกิน... ในเวลากลางคืน ผู้คนไม่พลุกพล่าน ตัวพระธาตุเปิดไฟสว่างไสวเมื่อกระทบกับสีทองขององค์พระธาตุยิ่งสว่างเรืองรอง ลมเย็นๆพัดโชยตลอดเวลา กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้กลางคืนยิ่งส่งให้สถานที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศของความรัก ความสงบ และความศรัทธา

เราเข้าไปไหว้พระธาตุ และนั่งนิ่งอยู่หน้าพระธาตุอย่างนั้นนานสองนาน ต่างซาบซึ้งต่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า ระหว่างนั้นเรามองดูผู้คนที่มาสักการะพระธาตุ ผู้คนเหล่านี้เดินทางมาด้วยความศรัทธา แบกความรัก ความหวังมาล้นหัวใจ เชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าการมาไหว้พระธาตุในครั้งนี้จะเกิดอานิสงส์ต่อชีวิตพวกเขาในทางใดก็ทางหนึ่ง เรามองเห็นศรัทธาที่มีชีวิต ในวินาทีนั้นเราเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าความศรัทธานั้นเป็นอย่างไร




ว่ากันว่าพระธาตุพนมศักดิ์สิทธิ์มาก อยากขออะไรก็ให้ขอ แต่คนๆหนึ่งจะขอได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ถึงจะรู้ว่านี่เป็นวิธีคิดที่ไท๊ยไทย แต่ฉันก็ยังอดปักใจเชื่อตามคำร่ำลือของใครๆและอดขอพรต่อพระธาตุไม่ได้ ความปรารถนาในใจ ฉันได้ขอไปแล้ว ต่อหน้าพระธาตุในวันนั้น ไม่รู้ว่าพรจะเป็นจริงหรือไม่ หรือถ้าเป็นจริงจะสัมฤทธิ์ผลเมื่อใด แต่ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้อยู่ตรงนั้นในวันนั้น เวลานั้น




ระหว่างหันหลังจากพระธาตุพนม ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าการเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้มาเยือนพระธาตุ ฉันคงจะต้องเสียใจและเสียดายไปตลอด

เช่นเดียวกับการเดินทางในครั้งนี้ หากไม่ได้เดินทางมากับเพื่อนทั้งสอง อาจจะไม่ได้พบเจอเรื่องราวดีๆระหว่างทางและได้ความประทับใจกลับมาบ้านมากมายขนาดนี้



Patha V




Tuesday, March 12, 2013

To Nakhon Phanom With Love (4)


ได้เจอคนดีๆ 
ก็ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ


To Nakhon Phanom With Love (4)

: คนดีๆและเรื่องราวดีๆที่ "บ้านลุงโฮ" 





 จะว่าไปแล้ว "บ้านลุงโฮ" ก็เป็นสถานที่ที่นำเราเดินทางไกลมาถึงที่นี่... นครพนม

ก่อนตัดสินใจเลือกนครพนมเป็นจุดหมายปลายทาง เราลองลิสต์สถานที่เทียวในจังหวัดนี้กับจังหวัดคู่แข่่งว่ามีอะไรน่าสนใจ แต่แล้วด้วยคำโฆษณาของเพื่อนสาวที่บอกว่า "ที่นี่เป็นถึงบ้านพักของลุงโฮจิมินห์เชียวนะ" ทำให้เราตัดสินใจตัดใจจากจังหวัดคู่แข่ง และเดินทางมาที่นี่

วันที่สองในนครพนม หลังจากกินข้าวเปียกเส้นหรือก๋วยจั๊บญวนกันจนอิ่มท้องและอิ่มใจ เราตัดสินใจโบกรถตุ๊กๆในตัวเมืองให้ไปส่งยังบ้านลุงโฮ ซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปไกลมากพอสมควร ก็ได้พี่คนหนึ่งพาเราไปส่ง


พี่คนใจดีของเรา


แรกทีเดียวพี่คิดเราสามคนในราคาเหมาหนึ่งร้อยบาท เราสุุดจะโอเคกับราคานี้ พยักหน้าหงึกหงักและกระโดดขึ้นไปนั่งบนรถตุ๊กๆของพี่อย่างไม่รอช้า คุยไปคุยมาพี่ก็มาเฉลยว่าจริงๆแล้วพี่ไม่ได้เป็นคนขับรถรับจ้างนะ พี่ทำงานอยู่เทศบาลแต่ว่าว่าง เลิกงานพอดี เห็นน้องโบกเรียกพี่ก็เลยหาอะไรทำแก้ว่างหน่อย บ้านลุงโฮนี่พี่ไม่เคยเข้ามาเลย ก็อยากเข้ามาดูเหมือนกัน ซะอย่างนั้น ฮ่าๆๆ

คุยกันไปคุยกันมา หนทางเริ่มไกลและเปลี่ยวขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าแล้วหลังจากเที่ยวบ้านลุงโฮเสร็จ เราคงต้องเดินออกมายังถนนใหญ่อีกไกลและค่อนข้างอันตราย พี่ใจดีเลยอาสาอยู่รอเราแล้วรับเรากลับเข้าไปในเมือง "ไม่เป็นไร ไปเที่ยวเลย เดี๋ยวพี่รอ ไม่คิดเงินเพิ่ม" พี่พูดทำนองนี้ เราย้ำว่าเราอาจจะเข้าไปนานหน่อยนะคะ พี่ก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไปเลยๆๆ ไปเที่ยว ยิ่งทำให้เราซาบซึ้งใจหนักเข้าไปอีก

ไปถึงบ้านลุงโฮ เราพบว่าที่นี่คือสวรรค์ย่อมๆนี่เอง








แปลงผัก แปลงดอกไม้หน้าทางเข้าทำให้เราหลงตะลึงราวกับอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ อาจจะไม่เว่อร์ขนาดนั้น แต่ด้วยสถานที่ บรรยากาศ และอะไรหลายๆอย่างทำให้เรารู้สึกว่านี่ล่ะ คือสวรรค์เล็กๆที่อยู่บนดิน

บ้านลุงโฮเป็นบ้านเล็กๆหนึ่งหลัง เป็นบ้านที่โฮจิมินห์เคยลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้ร่วมมือกันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านลุงโฮ เก็บของเก่าอันได้แก่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆสมัยที่ลุงโฮเคยใช้เอาไว้ในบ้าน พร้อมประวัติลุงโฮนิดหน่อยพอให้เราได้ความรู้

จากตัวบ้านลุงโฮ เราเดินเข้าไปยังบ้านข้างหลัง เป็นบ้านของชาวบ้านที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ที่นี่อยู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้กือบทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม แต่พูดไทยรู้เรื่องเพราะเป็นรุ่นลูรกรุ่นหลานเวียดนามอพยพ ได้เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทยมานานแล้ว ก็ได้คุยกับคนน่ารักอีกหลายคนทีเดียว พร้อมกับซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไปฝากใครต่อใครด้วย






เราเดินเล่น ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันอยู่พักใหญ่ (ใหญ่มาก) จนเกรงใจพี่คนขับรถใจดี เลยรีบกลับออกไป พี่เขาก็ยังรอเราอยู่ที่เดิม แถมยังอาสาพาเราไปเที่ยวที่อื่นต่อ อันได้แก่พิพิธภัณฑ์ปลาน้ำโขง แล้วก็พาเราไปส่งที่สวนสาธารณะที่เป็นเรือนจำเก่าในเมืองโดยไม่คิดตังค์เพิ่มเลย แล้วยังแนะนำร้านส้มตำร้านอร่อยให้อีกแน่ะ! ก่อนจากกัน พี่ใจดีบอกว่า แย่จังที่ไม่ได้อาบน้ำมา นี่ถ้าพี่อาบน้ำสะอาดๆมาแล้ว จะพาไปเที่ยวต่อให้ทั้งวันเลย ฮาๆๆ น่ารักและใจดีขนาดนี้ เอาใจพวกหนูไปเลย :)

การเดินทางวันที่สองในนครพนมจึงเป็นวันที่ดีมาก นอกจากจะได้เจอสถานที่ดีๆแล้ว ยังได้เจอคนดีๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่มากๆอีกด้วย!


Patha V

Tuesday, March 5, 2013

To Nakhon Phanom With Love (3)



ทุกย่างก้าวมีเรื่องราวให้เก็บจำ

To Nakhon Phanom With Love (3)

: Street Photography






ความสุขอย่างหนึ่งของฉันและเพื่อนรู้ใจ คือการได้เดินทอดน่องในเมือง ปล่อยให้สองขาและหนึ่งใจนำทางไป

เราต่างคิดเห็นเหมือนกันว่า เมื่อเราได้ก้าวเดิน ช้าๆ ก้าวต่อก้าว ไปข้างหน้า สายตาจะมีโอกาสได้มองเห็นสิ่งสวยงามระหว่างทาง มากยิ่งกว่าการเดินทางด้วยพาหนะอื่นใด






วันแรกในนครพนม เราเดินเล่นในเมืองกันอย่างหิวกระหาย ราวกับคนถูกจำกัดเสรีภาพ ไม่ได้เดินกันมาเป็นเวลานาน เดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย


หากใครแอบย่องตามพวกเรามา คงจะเห็นว่าไม่ว่าเราจะผ่านไปตรอก ซอก ซอยไหน เราจะมีมุมให้เก็บภาพกันได้เสมอ

เขาเรียกภาพที่ถ่ายตามท้องถนนนี้ว่าอย่างไรกันนะ สตรีทโฟโต้หรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่าชื่อจริงๆของมันคืออะไร แต่ฉันชอบรูปถ่ายแบบนี้ เช่นเดียวกับที่ชอบถ่ายรูปแบบนี้




ฉันชอบเวลาที่ได้ถ่ายอะไรเล็กๆน้อยๆริมทาง ชอบเวลาได้แอบถ่ายรอยยิ้มหรือรอยย่นของผู้คนบนท้องถนน เพราะนี่คือชีวิตจริงของพวกเขาเหล่านั้น คือความรู้สึกจริงๆที่ไม่ต้องผ่านการเสกสรรปั้นแต่งเหมือนยามอยู่ในสตูดิโอถ่ายภาพ ฉันชอบถ่ายคนยามเผลอ ชอบถ่ายตรอกซอกซอยที่เราไม่มีวันจะได้พบยามนั่งรถผ่านไป ชอบพบเจอสิงสาราสัตว์และดอกไม้ริมทางที่มักแอบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบเล็กๆ

ความสุขหนึ่งในการมานครพนมครั้งนี้จึงเป็นการเดินเล่นเพื่อถ่ายภาพเช่นนี้ และความสุขที่เหนือไปกว่า คือความสุขจากการที่รู้ว่า เพื่อนร่วมทางของเราก็มีความสุขเช่นเดียวกันกับเรา



Patha V



Tuesday, February 26, 2013

To Nakhon Phanom With Love (2)


ไม่ว่าจะย่างก้าวไปทางใด
เรายังคงได้สบตากับแม่น้ำโขง

To Nakhon Phanom With Love (2) 

: โขง





หลังจากผ่านเชียงคาน และเชียงของ
นครพนมเป็นเมืองชายโขงเมืองที่ 3 แล้ว ที่เราเดินทางร่วมกัน

อ้อ ใหม่ และฉัน

อ้อ, เรารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของฉัน
ใหม่, เรารู้จักกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ความเป็นเพื่อนค่อยๆก่อตัวผ่านวันคืนที่ล่วงผ่าน

เราเดินทางด้วยกันทุกปี มีความทรงจำเกี่ยวกับสถานทีใหม่ๆด้วยกันอย่างน้อยปีละที่ และเมื่อมาคิดดูดีๆแล้ว เมืองชายโขงเป็นเมืองที่เรามักได้เวียนมาพานพบอยู่บ่อยครั้ง




สารภาพตามตรง, ฉันเป็นคนกลัวน้ำ ฉันไม่ชอบเดินน้ำตก ฉันไม่สนุกกับการเล่นน้ำทะเล ฉันหวาดกลัวการไปล่องแก่ง พายเรือคายัค แต่น่าแปลก แม่น้ำกลับมาเสน่ห์ดึงดูดฉันได้เสมอ โดยเฉพาะแม่น้ำสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์มาเนิ่นนาน นามว่าแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงที่ชัยภูมิสวยงาม สะอาดสะอ้าน แม้จะไม่ถูกแต่งแต้มด้วยเหล่าดอกหญ้าและดอกไม้สีหวานสะดุดตาเช่นที่เชียงคาน หรือไม่ได้คึกคักเช่นเมืองหน้าด่านอย่างเชียงของ แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบเรียบง่าย ชนิดที่ตรึงใจฉันไว้ได้ไม่ต่างจากสองที่ก่อนหน้า





เราได้สบตากับแม่น้ำโขงตั้งแต่วันแรก ระหว่างเดินออกมาหาของกินในยามเช้า หลังจากอิ่มหมีพีมันไปกับอาหารมื้อแรกในนครพนม เราก็เดินเลียบแม่น้ำโขงไปตามถนนสุนทรวิจิตร ชมวิวแม่น้ำโขงไปจนถึงโบสถ์นักบุญอันนา รวมระยะทางจากที่พักไปที่โบสถ์แล้วไม่ต่ำกว่าสามกิโลเมตร




ในตัวเมือง เรายังไม่จุใจ เรายังตามแม่น้ำโขงไปจนถึงอำเภอธาตุพนม นอกจากความสวยงามของพระธาตุพนม ทัศนียภาพที่แตกต่างของแม่น้ำโขงก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของการเดินทางในครั้งนี้

โขงที่ธาตุพนมเหมือนหญิงสาวบ้านๆ ธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้แต่งแต้มสีสันบนใบหน้า ไม่ได้แต่งตัวสวย
แต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อยกว่าสาวสวยคนใด

ไม่เคยผิดหวัง, นี่คือความรู้สึกต่อโขงและเมืองชายโขงเมืองที่สามกับเพื่อนรักทั้งสอง ระหว่างที่เราต้องหันหลังให้กันอีกครั้ง ฉันอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า เคล็ดลับการมองแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำสายอื่นให้สวย
อาจเป็นการที่เราได้มามองด้วยกัน กับคนที่ทำให้เรารู้สึกเสมอ ว่าโลกนี้สวยงามน่าอยู่เพียงใด









Patha V