Tuesday, March 26, 2013

ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (1)




เข้าเดือนมีนาแล้ว
เราและพรรคพวกตัดสินใจหนีร้อนที่กรุงเทพฯ
เดินทางไปยังภาคตะวันออกสุดของไทย
ยังดินแดนแห่งเกาะครึ่งร้อย นามว่าจังหวัดตราด



ความทรงจำจากเมืองเกาะครึ่งร้อย (1)
: เขาสมิง-บ่อไร่ เราไปทุกที่ที่มีทาง


เราออกเดินทางวันแรกในวันที่ 11 มีนาคม 2556
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 9.00 น.
ไปถึงตราดราวบ่าย 2 ใช้เวลาราว  4-5 ชั่วโมง

วันแรกของทริป เราเดินทางไปยังส่วนที่ห่างไกลที่สุด
คือในเขต อ.เขาสมิง และ อ.บ่อไร่
เขตนี้เป็นเขตกันดารและห่างไกลของจังหวัดตราด
แต่ในเมื่อเราเป็นนักเดินทาง เราจึงต้องไปทุกที่ที่มีทางและมีที่ให้เที่ยว

จุดหมายปลายทางแรกของทริปนี้อยู่ที่ โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ
เป็นสถานที่ที่มีกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ที่ "ชาวชอง" 
หรือชาวเขมรกลุ่มหนึ่งขนมารวมไว้ตั้งแต่อดีต
จริงๆที่นี่ก็ค่อนข้างร้าง แต่ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ ความอุดมสมบูรณ์ของป่า
เราก็เลยยังให้อภัยเดินเล่นและถ่ายรูปเก็บไว้กันอยู่ได้นานสองนาน


โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ


ที่เขาโต๊ะโมะมีต้นไม้ใหญ่ๆเต็มไปหมด ร่มรื่นมากๆ


ที่ต่อมาเราไป น้ำตกเขาสลัดได น้ำตกขนาดเล็กที่เข้าไปลำบากมากกก
ต้องผ่านป่าดงดิบยุคดึกดำบรรพ์เข้าไป
แล้วต้องลงเดินต่ออีกราว 500 เมตร
เพื่อจะเข้าไปพบน้ำตกขนาดจิ๋วที่สุดที่แทบไม่มีน้ำไหลอยู่อีก
บริเวณรอบๆหรือก็รกร้าง ไม่เหมาะสำหรับมาเที่ยวเล่นอย่างยิ่ง
พี่คนหนึ่งแอบนิยามให้ว่านี่มันฉากถ่ายหนังเรทอาร์ชัดๆ

จากน้ำตกที่ทำให้เราผิดหวัง เราไปต่อยัง อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว
เดินเล่นน้ำตกคลองแก้วขนาด 7 ชั้น ในบรรยากาศร่มรื่น
แต่เราไปถึงแค่ชั้น 3 ซึ่งว่ากันว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุด
ที่นี่ก็ร่มรื่นดี มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีนักท่องเที่ยวมาเล่นมากมาย
ทริปน้ำตกของเราในวันนี้เลยไม่กร่อยจนเกินไปนัก

พระอาทิตย์ตกแล้ว ที่อ่างเก็บน้ำเขาระกำ


จากที่นี่เราก็วนเก็บข้อมูลที่เที่ยวอื่นๆในเขต อ.เขาสมิง-อ.บ่อไร่
อยู่กันจนเย็นย่ำ จากนั้นก็ตีรถไปดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่อ่างเก็บน้ำเขาระกำ
ว่่ากันว่าที่นี่เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยมากอีกจุดหนึ่งในจังหวัดตราด
เราถ่ายภาพ เก็บข้อมูลสถานที่เที่ยวแห่งนี้พักใหญ่แล้วจึงเดินทางเข้าตัวเมือง
เข้าที่พักที่ ริมคลองบูติก ที่พักชิคชิคน่ารักในตัวเมือง

เขตที่เราพักอยู่เป็นเขตชุมชนเก่าคลองบางพระ
บ้านเรือนยังเป็นเรือนแถวไม้แบบเก่า สวยงามคลาสสิก
แต่คืนแรกหมดแรงเกินกว่าจะเดินสำรวจบริเวณรอบๆได้หมด
จึงพากันแยกย้ายเข้านอนเก็บเรี่ยวแรงไว้สำหรับวันต่อไป

วันพรุ่งนี้เราจะตะลุยในเขต อ.เมืองกันต่อ
มารอดูกันว่าการเดินทางครั้งนี้จะโหด มัน ฮา แค่ไหนนะคะ :)

ระหว่างทางกลับเข้าตัวเมืองตราด


Patha V

Sunday, March 24, 2013

Life In A Day [week 1]






Thai Original Frippo

Thursday, March 21, 2013

Getting a Job (II)


แล้ววันนัดสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ก็มาถึง...

ก่อนถึงเวลาสัมภาษณ์พี่ได้เตรียมเอกสาร คำถามคำตอบที่เตรียมไว้ พร้อมด้วยหนังสือเรียน เผื่อเค้าจะถามคำถามเกี่ยวกับที่เรียนมา(ซึ่งตอนนั้นพี่ยอมรับเลยว่ากลัวที่สุด เพราะงานที่สมัครไปถึงแม้จะเป็นทางด้าน IT เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ตรงสายที่เรียนมากนัก) ตอนที่โทรศัพท์ดัง เหมือนหัวใจพี่ตกไปที่พื้น ตื่นเต้นสุดๆ แต่ยังดีที่คนสัมภาษณ์ให้ความเป็นกันเองมาก และพูดอย่างช้าๆชัดๆให้พี่ได้เข้าใจ ไม่มีการถามคำถามทางวิชาการทั้งสิ้น(โล่งอก)

วันต่อมาได้รับโทรศัพท์จากผู้สัมภาษณ์ว่า เราเป็นหนึ่งในสามที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (ยังกับประกวดนางงาม) ให้เข้าไปสัมภาษณ์ที่บริษัทในอาทิตย์ต่อมา ตอนนั้นบอกกับตัวเองว่าขอสู้สุดตัว โดยใช้เวลาก่อนการสัมภาษณ์ทั้งหมดเตรียมอ่านหนังสือ ฝีกเขียนโค้ดอย่างเต็มที่ อีกเรื่องที่ต้องห่วงคือเสื้อผ้า สำหรับผู้ชายคงเป็นเรื่องง่าย  เพราะสามารถใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงแสล็คไปได้ แต่สำหรับผู้หญิง ก็ต้องมานั่งคิดว่า กระโปรงดีมั้ย หรือว่ากางเกง แล้วใส่สูทด้วยรึเปล่า ทรงผม แต่งหน้า โอ๊ยสารพัดมากๆ แล้วยิ่งเพิ่มความยากลำบากไปอีก ตรงที่ตำแหน่งที่พี่สมัครเป็นไอที ซึ่งเป็นแผนกที่แต่งกาย business casual (ซึ่งเป็นคำถามที่พี่เตรียมไปถามเค้าทางโทรศัพท์เรื่องวัฒนธรรมบริษัท) ยกตัวอย่างเช่น ในวันทำงานผู้ชายจะใส่กางเกงยีนส์และเสื้อโปโลคอปก เป็นต้น มีเรื่องเล่าว่าบางบริษัทอย่างเช่น Google ถ้าใครไปสัมภาษณ์แล้วใส่สูท ผูกไทด์ อาจมีโอกาสได้งานน้อยกว่าคนที่แต่งตัวสบายๆไปสัมภาษณ์ เพราะไม่เข้ากับวัฒนธรรมบริษัทนั่นเอง (ไปสัมภาษณ์ที่ Google ต้องมีการสอบวัด I.Q. กันด้วยนะ) พี่ใช้เวลาในการตัดสินใจเรื่องนี้นานหลายวันแล้วจึงสรุปว่า จะใส่เป็นกางเกงแสล็ค เสื้อสายเดี่ยว(น่ารักๆ) เพื่อไม่ให้ดูเป็นทางการเกินไป แล้วใสเสื้อสูทลำลองทับอีกตัวนึง

ก่อนไปถึงวันสัมภาษณ์ เราก็ควรศึกษาเส้นทางให้ละเอียด โดยเฉพาะคนที่ไม่มีรถส่วนตัว ว่าต้องนั่งรถไฟ หรือรถประจำทางสายไหน สำหรับชาวอเมริกันนั้นเรื่องการตรงเวลาสำคัญมาก ดังนั้นเราไม่ควรไปสายเด็ดขาด! ควรไปถึงก่อนซักห้าถึงสิบนาที ที่พี่บอกให้เผื่อๆไว้ อันนี้โดยเฉพาะสาวๆ จะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำดูความเรียบร้อยของหน้าตาและเครื่องแต่งกายกันนิดนึง อ้อ แถมอีกเรื่อง ก่อนไปสัมภาษณ์นั้น เราก็ควรทำรีเซิชเรื่องบริษัทและผู้สัมภาษณ์เล็กน้อย เช่น บริษัทที่ทำนั้นผลิตภัณฑ์คืออะไร ผู้สัมภาษณ์หรือว่าที่เข้านายนั้นหน้าตาเป็นยังไง :) ตรงนี้มีทริค(อีกแล้ว) ว่านอกจากจะหาจาก Google แล้ว ให้เข้าไปที่เว็บ LinkdIn ซึ่งเป็นเว็บที่นี่เค้ามีไว้ในการหางาน โดยเราสามารถสร้างเพจใส่ข้อมูล และทิ้งเรซูเม่เราไว้ และยังสามารถ add connection เช่น เราอาจอยากจะทำบริษัทนั้น แล้วบังเอิญเพื่อนเรามี connection กับเพื่อนอีกคนในบริษัทนั้น ทำให้เราสามารถ refer งานได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

วันที่ไปสัมภาษณ์ พี่หวั่นใจสุดๆ เนื่องจากกลัวว่าเค้าจะให้เราลองเขียนโค้ดหรือแก้โจทย์โปรแกรมต่างๆ ความตื่นเต้นนั้นเพิ่มถึงขีดสุด เมื่อพอเดินไปถึงห้องสัมถาษณ์ มีคนมาสัมภาษณ์พี่ถึงห้าคน! ขออีกที ห้าคน! แต่ความกังวลและความตื่นเต้นก็ลดลง เมื่อทุกคนเริ่มแนะนำตัวและมีการพูดคุยกัน ทุกครั้งที่พี่ไปสัมภาษณ์งาน พี่จะพยายามขายตัวเองสุดๆ โดยการไม่หลบตาและยิ้ม พี่ว่าถ้าเรามีความมั่นใจ มันก็จะออกมากับบุคลิกและสร้างความมั่นใจให้เค้าเห็น และก็ต้องตอบคำถามอย่างฉลาด เช่น เค้าถามพี่ว่า ให้บอกข้อดีข้อเสียของเรา พี่บอกว่า พี่เป็นคนเข้ากับคนง่าย เมื่อก่อนตอนเป็นวิศวะ พี่เป็นหัวหน้าห้องและสามารถทำงานร่วมกับผู้ชายหลายร้อยคนได้อย่างดี (ฟังดูบึกบึนมาก) ที่ตอบอย่างนี้ พี่ต้องการให้เค้าเห็นว่า "เห็นมั้ยจ๊ะ ถึงชั้นเป็นสาวเอเชียตัวเล็กๆ แต่ชั้นก็ไม่กลัวที่จะเป็นหญิงเดียวในทีมโปรแกรมเมอร์ และสามารถทำงานกับพวกคุณได้อย่างดี" :)

ก่อนจบ พี่ก็มีการตบท้ายไปว่า ถึงพี่จะไม่ได้เรียนตรงสายและศึกษาความรู้ด้วยตัวเอง แต่พี่ก็มีความพยายามและขยัน ซึ่งถ้าพี่ได้งานนี้แล้ว พี่จะพยายามเรียนรู้และทำงานให้อย่างดีที่สุด...

อย่างที่พี่บอกไปแล้ว ว่างานนี้พี่ทุ่มสุดตัว :)



Mellow tiger..

Tuesday, March 19, 2013

To Nakhon Phanom With Love (5)


เยือนถิ่นพระธาตุ 
สัมผัสความศรัทธาที่มีชีวิต


To Nakhon Phanom With Love (5)

: ที่สุดแห่งความศรัทธา "พระธาตุพนม"

  



วันที่สามจากนครพนม เราเดินทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอธาตุพนม เพื่อเยือนพระธาตุพนม
ซึ่งใครๆต่างบอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "ถ้าไม่ได้มา ถือว่ายังมาไม่ถึง"

ฉันไม่ได้ใส่ใจคำพูดนี้นัก จนกระทั่งได้มาเยือนพระธาตุด้วยตนเองถึงได้เข้าใจ พร้อมกับคิดในใจว่า ไม่เพียงแต่ถือว่ามาไม่ถึงเท่านั้น แต่ยังถือว่าได้พลาดสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆส่งหนึ่งไปด้วย

เราได้สบตาพระธาตุพนมครั้งแรกในเวลากลางคืน

ฉันไม่รู้ว่าเพราะอย่างนี้หรือเปล่า พระธาตุพนมในใจจึงได้สวยงามตระการตามากเหลือเกิน... ในเวลากลางคืน ผู้คนไม่พลุกพล่าน ตัวพระธาตุเปิดไฟสว่างไสวเมื่อกระทบกับสีทองขององค์พระธาตุยิ่งสว่างเรืองรอง ลมเย็นๆพัดโชยตลอดเวลา กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้กลางคืนยิ่งส่งให้สถานที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศของความรัก ความสงบ และความศรัทธา

เราเข้าไปไหว้พระธาตุ และนั่งนิ่งอยู่หน้าพระธาตุอย่างนั้นนานสองนาน ต่างซาบซึ้งต่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า ระหว่างนั้นเรามองดูผู้คนที่มาสักการะพระธาตุ ผู้คนเหล่านี้เดินทางมาด้วยความศรัทธา แบกความรัก ความหวังมาล้นหัวใจ เชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าการมาไหว้พระธาตุในครั้งนี้จะเกิดอานิสงส์ต่อชีวิตพวกเขาในทางใดก็ทางหนึ่ง เรามองเห็นศรัทธาที่มีชีวิต ในวินาทีนั้นเราเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าความศรัทธานั้นเป็นอย่างไร




ว่ากันว่าพระธาตุพนมศักดิ์สิทธิ์มาก อยากขออะไรก็ให้ขอ แต่คนๆหนึ่งจะขอได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ถึงจะรู้ว่านี่เป็นวิธีคิดที่ไท๊ยไทย แต่ฉันก็ยังอดปักใจเชื่อตามคำร่ำลือของใครๆและอดขอพรต่อพระธาตุไม่ได้ ความปรารถนาในใจ ฉันได้ขอไปแล้ว ต่อหน้าพระธาตุในวันนั้น ไม่รู้ว่าพรจะเป็นจริงหรือไม่ หรือถ้าเป็นจริงจะสัมฤทธิ์ผลเมื่อใด แต่ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่ได้อยู่ตรงนั้นในวันนั้น เวลานั้น




ระหว่างหันหลังจากพระธาตุพนม ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าการเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้มาเยือนพระธาตุ ฉันคงจะต้องเสียใจและเสียดายไปตลอด

เช่นเดียวกับการเดินทางในครั้งนี้ หากไม่ได้เดินทางมากับเพื่อนทั้งสอง อาจจะไม่ได้พบเจอเรื่องราวดีๆระหว่างทางและได้ความประทับใจกลับมาบ้านมากมายขนาดนี้



Patha V




Sunday, March 17, 2013

เสียงและฉากของจริงจากชีวิตผู้หญิงนามว่า Frippo




The Sounds And The Scenes โฉมใหม่
ที่นี่ในวันอาทิตย์หน้าแน่นอน : )





That Original Frippo