Thursday, March 14, 2013

Sick Leave

อาทิตย์นี่้พี่ขอลา เนื่องจากตอนนี้สุขภาพไม่เอื้อ 

ถ้าเป็นตามทฤษฎีตามภาพยนตร์เรื่อง Shutter ตอนนี้น้องน้อยที่เคยนั่งขี่คอพี่นั้น กำลังสนุกสนานกับการโหนแขนซ้ายของพี่ และตอนบ่ายๆ น้องเค้าจะชวนเพื่อนมาเล่น โหนแขนขวาพร้อมๆกัน แล้วพอตกเย็นน้องก็จะกลับมานั่งบนคอเหมือนเดิม (55)

วันนี้ลาป่วย... สวัสดีค่ะ :)



Mellow tiger..





Tuesday, March 12, 2013

To Nakhon Phanom With Love (4)


ได้เจอคนดีๆ 
ก็ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ


To Nakhon Phanom With Love (4)

: คนดีๆและเรื่องราวดีๆที่ "บ้านลุงโฮ" 





 จะว่าไปแล้ว "บ้านลุงโฮ" ก็เป็นสถานที่ที่นำเราเดินทางไกลมาถึงที่นี่... นครพนม

ก่อนตัดสินใจเลือกนครพนมเป็นจุดหมายปลายทาง เราลองลิสต์สถานที่เทียวในจังหวัดนี้กับจังหวัดคู่แข่่งว่ามีอะไรน่าสนใจ แต่แล้วด้วยคำโฆษณาของเพื่อนสาวที่บอกว่า "ที่นี่เป็นถึงบ้านพักของลุงโฮจิมินห์เชียวนะ" ทำให้เราตัดสินใจตัดใจจากจังหวัดคู่แข่ง และเดินทางมาที่นี่

วันที่สองในนครพนม หลังจากกินข้าวเปียกเส้นหรือก๋วยจั๊บญวนกันจนอิ่มท้องและอิ่มใจ เราตัดสินใจโบกรถตุ๊กๆในตัวเมืองให้ไปส่งยังบ้านลุงโฮ ซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปไกลมากพอสมควร ก็ได้พี่คนหนึ่งพาเราไปส่ง


พี่คนใจดีของเรา


แรกทีเดียวพี่คิดเราสามคนในราคาเหมาหนึ่งร้อยบาท เราสุุดจะโอเคกับราคานี้ พยักหน้าหงึกหงักและกระโดดขึ้นไปนั่งบนรถตุ๊กๆของพี่อย่างไม่รอช้า คุยไปคุยมาพี่ก็มาเฉลยว่าจริงๆแล้วพี่ไม่ได้เป็นคนขับรถรับจ้างนะ พี่ทำงานอยู่เทศบาลแต่ว่าว่าง เลิกงานพอดี เห็นน้องโบกเรียกพี่ก็เลยหาอะไรทำแก้ว่างหน่อย บ้านลุงโฮนี่พี่ไม่เคยเข้ามาเลย ก็อยากเข้ามาดูเหมือนกัน ซะอย่างนั้น ฮ่าๆๆ

คุยกันไปคุยกันมา หนทางเริ่มไกลและเปลี่ยวขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าแล้วหลังจากเที่ยวบ้านลุงโฮเสร็จ เราคงต้องเดินออกมายังถนนใหญ่อีกไกลและค่อนข้างอันตราย พี่ใจดีเลยอาสาอยู่รอเราแล้วรับเรากลับเข้าไปในเมือง "ไม่เป็นไร ไปเที่ยวเลย เดี๋ยวพี่รอ ไม่คิดเงินเพิ่ม" พี่พูดทำนองนี้ เราย้ำว่าเราอาจจะเข้าไปนานหน่อยนะคะ พี่ก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไปเลยๆๆ ไปเที่ยว ยิ่งทำให้เราซาบซึ้งใจหนักเข้าไปอีก

ไปถึงบ้านลุงโฮ เราพบว่าที่นี่คือสวรรค์ย่อมๆนี่เอง








แปลงผัก แปลงดอกไม้หน้าทางเข้าทำให้เราหลงตะลึงราวกับอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ อาจจะไม่เว่อร์ขนาดนั้น แต่ด้วยสถานที่ บรรยากาศ และอะไรหลายๆอย่างทำให้เรารู้สึกว่านี่ล่ะ คือสวรรค์เล็กๆที่อยู่บนดิน

บ้านลุงโฮเป็นบ้านเล็กๆหนึ่งหลัง เป็นบ้านที่โฮจิมินห์เคยลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้ร่วมมือกันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านลุงโฮ เก็บของเก่าอันได้แก่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆสมัยที่ลุงโฮเคยใช้เอาไว้ในบ้าน พร้อมประวัติลุงโฮนิดหน่อยพอให้เราได้ความรู้

จากตัวบ้านลุงโฮ เราเดินเข้าไปยังบ้านข้างหลัง เป็นบ้านของชาวบ้านที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ที่นี่อยู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้กือบทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม แต่พูดไทยรู้เรื่องเพราะเป็นรุ่นลูรกรุ่นหลานเวียดนามอพยพ ได้เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทยมานานแล้ว ก็ได้คุยกับคนน่ารักอีกหลายคนทีเดียว พร้อมกับซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไปฝากใครต่อใครด้วย






เราเดินเล่น ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันอยู่พักใหญ่ (ใหญ่มาก) จนเกรงใจพี่คนขับรถใจดี เลยรีบกลับออกไป พี่เขาก็ยังรอเราอยู่ที่เดิม แถมยังอาสาพาเราไปเที่ยวที่อื่นต่อ อันได้แก่พิพิธภัณฑ์ปลาน้ำโขง แล้วก็พาเราไปส่งที่สวนสาธารณะที่เป็นเรือนจำเก่าในเมืองโดยไม่คิดตังค์เพิ่มเลย แล้วยังแนะนำร้านส้มตำร้านอร่อยให้อีกแน่ะ! ก่อนจากกัน พี่ใจดีบอกว่า แย่จังที่ไม่ได้อาบน้ำมา นี่ถ้าพี่อาบน้ำสะอาดๆมาแล้ว จะพาไปเที่ยวต่อให้ทั้งวันเลย ฮาๆๆ น่ารักและใจดีขนาดนี้ เอาใจพวกหนูไปเลย :)

การเดินทางวันที่สองในนครพนมจึงเป็นวันที่ดีมาก นอกจากจะได้เจอสถานที่ดีๆแล้ว ยังได้เจอคนดีๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่มากๆอีกด้วย!


Patha V

Sunday, March 10, 2013

เสียงกระซิบจากท้องฟ้าสีดำและฉากบันดาลใจจากธรรมชาติ


กลางดึก
แรงลมโหมพัดพาละอองฝุ่นและกลิ่นฝนเข้ามาภายในห้อง 
เศษกระดาษที่ถูกขีดเขียนเป็นเรื่องราวปลิวกระจายเกลื่อนพื้น 
หลอดไฟบนเพดานกระพริบไหว สว่างบ้าง มืดดับบ้าง 
สายฝนร่วงหล่นจากฟากฟ้าราวกับว่าอัดอั้นมานานแสนนาน 
ต้นไม้เล็กใหญ่โบกสะบัดพัดไหวตามตามแรงลม 
สายฟ้าฟาดเปล่งแสงสว่างวาบพร้อมเสียงกึกก้องอันน่าสะพรึงกลัว 
ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามธรรมชาติที่ถูกสรรค์สร้างเพื่อเพิ่มสีสันให้กับโลกใบนี้ 


กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ความเงียบยามค่ำคืนได้กลับคืนอีกครั้ง 
จะเหลือแต่เพียงเม็ดฝนที่เกาะตามกิ่งก้านต้นไม้ใบหญ้าซึ่งค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน 
ไม่นานนักนกน้อยส่งเสียงจิ๊บๆ บอกเวลาใกล้รุ่งสาง 
เหล่าผู้คนเตรียมตัวออกเดินทางในเช้าวันใหม่อีกครั้ง 


เช้าแล้ว
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
โดยมีแสงตะวันบนฟากฟ้าไกลเป็นผู้ส่องแสงนำทาง





 ส่งท้ายคอลัมน์ The Sounds And The Scenes





That Original Frippo

Thursday, March 7, 2013

Getting a Job (I)


กลับไทยไปรอบนี้ พี่ได้หิ้วคีบอร์ดภาษาไทยกลับมาใช้ที่ทำงานด้วย บล๊อกหน้านี้จึงเกิดขึ้นระหว่างการอู้งานนั่นเอง :)

พี่ว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้โอกาสทำงานที่นี่ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆและได้โอกาสเก็บเงินคืนพ่อกับแม่หลังเรียนจบ การหางานที่นี่นั้นจะว่ายากมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสาขาที่เรียน เช่น ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และวิศวกรรมก็จะหางานง่ายกว่านักเรียนบริหาร แต่ก็ต้องขึ้นกับรัฐที่เราอยู่ด้วย ด้านการตลาด ก็อาจจะหางานได้ง่ายกว่าในเมืองใหญ่ๆ ที่พี่ไม่ได้บอกว่า “ยากหรือง่าย” แต่ใช้คำว่า “ยากมากหรือน้อย” นั้นเพราะการหางานทำที่อเมริกาของเด็กต่างชาตินั้นซับซ้อนซ่อนเงื่อน (จริงๆ) ทั้งเรื่องกฎกติกา, วีซ่า, work permit แล้วยังก็ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับคู่ต่อสู้เจ้าของภาษาที่ได้เปรียบกว่าเราๆอีกด้วย

พี่จบมาทางด้าน Information Systems ถ้าจะให้อธิบายอย่างคร่าวๆ Information Systems ก็คือการบริหารและจัดการข้อมูลทางด้านสารสนเทศ เราจะไม่เรียนด้าน IT ลงลึกเท่านักเรียน Computer Science หรือ Computer Engineering แต่ก็เรียนอย่างคร่าวๆ ว่าเราจะต้องจัดการข้อมูลยังไงโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะมันเป็นวิชาที่กึ่งๆบริหาร กึ่งๆ IT วิชาที่พี่เรียนนั้นก็เลยออกแนวรวมๆสองสาขา คือต้องเรียน Finance, Marketing และก็ต้องเรียน Database, Network อย่างคร่าวๆด้วย... ตรงนี้ไม่เกี่ยว แต่เนื่องจากเพิ่งได้คุยกับ Contributor บล๊อกวันอาทิตย์ The Sounds and the scenes ซึ่งเค้าต้องไปอบรม CRM แล้วตัวเค้าเองก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร CRM หรือ Customer Relationship Management นี่ก็เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับพี่เรียน (แต่พี่ไม่ได้ลง 55) คือ เป็นเรื่องที่เริ่มตั้งแต่เราจะควรจะเก็บข้อมูลลูกค้ายังไง วิเคราะห์ ประมวลผล และ นำมาใช้ยังไงให้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าและบริษัท

พี่เริ่มฝึกงานช่วง Summer ปี 2012 และก็เป็นเทอมสุดท้ายก่อนจบที่พี่ต้องเรียนอีกแค่วิชาเดียว ถึงแม้การที่พี่เรียนสาขาเกี่ยวข้องกับ IT และยังอยู่ใน Denver ซึ่งตอนนี้งานด้าน IT กำลังบูมสุดๆ ทำให้พี่หางานได้ยากน้อยกว่าคนอื่นเค้านิดหน่อย แต่ขนาดว่ายากน้อยแล้ว ก็ยังหนักหนาสาหัส ช่วงตอนหาที่ฝึกงานนั้นก็ถึงขนาดถอดใจ กลับบ้านดีกว่า ฉันมานั่งเหนื่อยอะไรที่นี่ :( ส่งใบสมัครไปหลายที่มากทั้งทางเว็บมหาลัย ทั้งบอร์ดทำงาน ไม่มีที่ไหนตอบมาซักที่ ช่วงใกล้ถอดใจก็ได้รับการตอบกลับจากบริษัทหนึ่งที่ชื่อไม่ค่อยคุ้ย พี่หาข้อมูลรับสมัครเด็กฝึกงานของบริษัทนี้ได้จากการเซิช Google เค้าได้นัดสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในวันถัดมา

การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นั้นคงเป็นเรื่องง่ายของคนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุดสำหรับนักเรียนต่างชาติ คิดดูสิ คุยแบบไม่เห็นหน้า มองไม่เห็นปาก ก็เดายากแล้วว่าเค้าพูดว่าอะไร แล้วยังต้องกังวลอีกว่าเค้าจะฟังสำเนียงเราออกมั้ยนะ น้ำเสียง แกรมม่า คำศัทพ์เราจะดูฉลาดรึเปล่า โอ๊ยย สารพัดเรื่องมาก ก่อนหน้าวันสัมภาษณ์พี่ก็ทำการบ้านหนักหน่อย โดยพยายามลิสต์คำถามที่คิดว่าเค้าน่าจะถามกัน เช่น การแนะนำตัว ความสามารถของเรา ทำไมถึงอยากทำในตำแหน่งนั้น แล้วพี่ก็เขียนคำตอบ เหมือนที่เขียนเรียงความส่งอาจารย์นั่นแหละ แต่เขียนแบบเป็นทางการน้อยหน่อย แล้วฝึกพูดคำตอบพวกนั้น ปากและลิ้นเราจะได้ชินกับคำศัพท์ที่อาจจะไม่ได้ใช้บ่อย นอกจากคำตอบที่เราต้องเตรียมแล้ว พี่ก็ได้เตียมคำถามไว้ถามเค้าด้วย อันนี้เป็นทิปควรจำเลย เพราะว่าเราจะได้แสดงให้เค้ารู้ว่า เรามีการหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่สมัคร คำถามที่ควรถาม เช่น วัฒนธรรมบริษัทเป็นอย่างไร ถ้าได้รับงานควรจะเตรียมความรู้ด้านไหนเป็นพิเศษ เป็นต้น

เริ่มยาวแล้ว มาต่อครั้งหน้าเนอะ :)


Mellow tiger..



ปล. หลังจากที่เขียนเรื่องนี้ได้ พี่เพิ่งนึกได้ ว่าพี่ควรเขียนเรื่องการเข้าเรียนก่อนการสมัครงาน 55 ขอเก็บไว้เป็นหัวข้อต่อไปละกัน :)



Tuesday, March 5, 2013

To Nakhon Phanom With Love (3)



ทุกย่างก้าวมีเรื่องราวให้เก็บจำ

To Nakhon Phanom With Love (3)

: Street Photography






ความสุขอย่างหนึ่งของฉันและเพื่อนรู้ใจ คือการได้เดินทอดน่องในเมือง ปล่อยให้สองขาและหนึ่งใจนำทางไป

เราต่างคิดเห็นเหมือนกันว่า เมื่อเราได้ก้าวเดิน ช้าๆ ก้าวต่อก้าว ไปข้างหน้า สายตาจะมีโอกาสได้มองเห็นสิ่งสวยงามระหว่างทาง มากยิ่งกว่าการเดินทางด้วยพาหนะอื่นใด






วันแรกในนครพนม เราเดินเล่นในเมืองกันอย่างหิวกระหาย ราวกับคนถูกจำกัดเสรีภาพ ไม่ได้เดินกันมาเป็นเวลานาน เดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย


หากใครแอบย่องตามพวกเรามา คงจะเห็นว่าไม่ว่าเราจะผ่านไปตรอก ซอก ซอยไหน เราจะมีมุมให้เก็บภาพกันได้เสมอ

เขาเรียกภาพที่ถ่ายตามท้องถนนนี้ว่าอย่างไรกันนะ สตรีทโฟโต้หรือเปล่า ฉันไม่รู้ว่าชื่อจริงๆของมันคืออะไร แต่ฉันชอบรูปถ่ายแบบนี้ เช่นเดียวกับที่ชอบถ่ายรูปแบบนี้




ฉันชอบเวลาที่ได้ถ่ายอะไรเล็กๆน้อยๆริมทาง ชอบเวลาได้แอบถ่ายรอยยิ้มหรือรอยย่นของผู้คนบนท้องถนน เพราะนี่คือชีวิตจริงของพวกเขาเหล่านั้น คือความรู้สึกจริงๆที่ไม่ต้องผ่านการเสกสรรปั้นแต่งเหมือนยามอยู่ในสตูดิโอถ่ายภาพ ฉันชอบถ่ายคนยามเผลอ ชอบถ่ายตรอกซอกซอยที่เราไม่มีวันจะได้พบยามนั่งรถผ่านไป ชอบพบเจอสิงสาราสัตว์และดอกไม้ริมทางที่มักแอบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบเล็กๆ

ความสุขหนึ่งในการมานครพนมครั้งนี้จึงเป็นการเดินเล่นเพื่อถ่ายภาพเช่นนี้ และความสุขที่เหนือไปกว่า คือความสุขจากการที่รู้ว่า เพื่อนร่วมทางของเราก็มีความสุขเช่นเดียวกันกับเรา



Patha V