Wednesday, December 3, 2014

Elwood beach


Elwood เป็นชายหาดเรียบๆ คั่นกลางระหว่างชายหาดยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมลเบิร์นอย่าง St Kilda และชายหาดยอดนิยมอันดับสองอย่าง Brighton ถ้าเทียบกับหาดอื่นๆ ในฝั่งตะวันออกของเมลเบิร์น Elwood น่าจะเป็นหาดที่การคมนาคมขนส่งไม่ค่อยเอื้ออำนวยนักหากไม่ใช่คนท้องถิ่นเนื่องจากทั้งรถรางและรถไฟไม่ตัดผ่าน

เราเดินทางด้วยรถไฟจากสถานี Glenferrie ลงสถานี Richmond เพื่อเปลี่ยนขบวนรถไฟเป็นสาย Sandringham มุ่งหน้าสู่สถานี Elsternwick ต่อบัสสาย 606 ที่ขึ้นบัสก็หาไม่ยาก ลงรถไฟแล้วก็เลี้ยวซ้ายสองรอบก็จะเจอที่ขึ้นรถบัส มีสองฝั่งนะคะ เราก็ตาถั่วเป็นทุนเดิมมองอะไรไม่ค่อยจะเห็น จนรถเกือบจะออกแล้วนั่นแหละถึงเพิ่งจะเห็นว่าต้องข้ามถนนไปขึ้นอีกฝั่ง เราจำไม่ได้ว่าลงป้ายไหน แต่จำได้ว่านั่งเลยป้ายที่ต้องลงไปสองสามป้ายได้ แต่ไม่ต้องกลัวนะคะเพราะแต่ละป้ายก็ห่างกันไม่มากหรอก เดินกันได้อยู่แหละ ลงแล้วก็เดินอีกนิดหน่อยข้ามถนนก็จะเจอหาดแล้วค่ะ

เชื่อไหมว่านี่เป็นครั้งที่สองที่เราได้ขึ้นบัสใน Melbourne หมายถึงในเขตตัวเมืองนะคะ ครั้งแรกขึ้นเมื่อกลางปีตอนย้ายไปอยู่บ้านพี่แถว Newport ไม่ได้ตั้งใจขึ้น แต่รถไฟซ่อมราง ทางเดียวที่จะกลับบ้านได้ก็คือรถบัส แล้วคิดดูกลางค่ำกลางคืนป้ายเป้ยอะไรก็มองไม่เห็นแล้ว รู้นะว่าลงตรงไหนแต่อารามระแวงกลัวเลยป้ายเราก็นั่งคอยืดคอยาวมาตลอดทางจนคุณป้าข้างๆ คงเห็นว่าอีหนูนี่อาการไม่ดีเลยชวนคุย แล้วบังเอิญว่าลงป้ายเดียวกัน เราเลยเก็บคอแล้วหันไปเปิดปากคุยกับคุณป้าแกแทน

กลับมาเที่ยว Elwood กันต่อดีกว่าเนอะ หาดนี้ทรายขาวนะคะ ไม่เหลืองพัทยาเหมือนหาดใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้ขาวขนาดเกาะทางภาคใต้บ้านเรานะ วันที่ไปก็มีหนุ่มสาวมานอนอาบแดดประดับหาดพอสวยงาม น้องหมาเยอะมาก ไมโล(Golden Retriever)เพียบ เห็นแล้วก็คิดถึง That Original Milo ขึ้นมาทันที

จุดขายของ Elwood น่าจะเป็น Point Ormond ที่ตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดของหาด เราเรียกสิ่งก่อสร้างนี้ว่า"เก้าอี้"ค่ะ จริงๆ มันก็ไม่เหมือนเท่าไหร่หรอกนะคะ แต่สำหรับเราพอเห็นปุ๊บความคิดที่ว่ามันคือเก้าอี้ก็ผุดขึ้นมาปั๊บเลยค่ะ! จากจุดนี้สามารถมองเห็นตึกน้อยตึกใหญ่ของ City of Melbourne ได้อย่างชัดเจน จากที่มีโอกาสไปมาก็หลายที่อยู่เราว่าที่นี่น่าจะเป็นจุดชมเมืองที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

Melbourne เป็นเมืองรักสุขภาพค่ะ ทุกหาดจะมีเลนสำหรับนักวิ่งน่องโป่งและนั่งปั่นน่องเหล็กเอาไว้ต่างหาก บางทีเราก็งงว่าแล้วนักเดิน(น่องอะไรดี?)อย่างเรานี่ต้องเข้าเลนไหนกันแน่เพราะดูจะเกะกะในสายตาของทั้งนักวิ่งและนักปั่นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน!!!



That Original Frippo

Sunday, November 16, 2014

3 months in NC



10 พฤศจิกายน 2557
ครบรอบ 3 เดือนพอดีที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา 
ที่เมือง Chapel Hill รัฐ North Carolina






รู้ตัวอีกทีก็ผูกพันกับป่าชาเพลฮิลล์ไปแล้ว โดยเฉพาะเวลาหนีออกไปเที่ยวนอกเมืองไกลๆแล้วกลับมาถึงจะรู้สึกดีมากเป็นพิเศษ เมืองนี้จะไม่มีอะไรเลย ไม่มีแสงสีเสียง ไม่มีที่เที่ยวฮิปๆเก๋ๆ ไม่มีห้าง ไม่มีรถไฟฟ้า ฯลฯ แต่มันก็มีอะไรให้ทำอยู่ตลอดเวลา ช่วงนี้ป่าเปลี่ยนสีแล้วที่นี่เลยยิ่งสวย แค่เดินถ่ายรูปต้นไม้ก็ใช้เวลาให้หมดไปได้ทั้งวันแล้ว 

คนก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับที่นี่ ทั้งเพื่อนฝรั่งทั้งครูทั้งพี่ๆคนไทย พี่คนนึงเคยบอกว่ามันต้องเป็นโชคชะตาแน่ๆที่ทำให้เราเลือกเรียนที่นี่แล้วก็ได้มารู้จักกันแบบนี้ ก็ถ้ามันจะเป็นโชคจริงๆเราก็ถือว่ามันเป็นโชคดีมากๆ ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ท้ายที่สุดเราเลือก UNC  

ไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่คนไม่รู้จักก็สร้างเซอร์ไพรส์ให้เราได้เสมอ เมื่อวันก่อนไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ตอนแรกก็แค่กะจะไปเดินเล่นซื้อขนมปรากฏช็อปปิ้งเพลินไปหน่อยเลยได้ของกลับมาสี่ห้าถุง! ไม่รู้ทำไปได้ยังไงแต่ในเมื่อทำไปแล้วก็ต้องหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นเนินเดินไปป้ายรถบัสฝั่งตรงข้าม ระหว่างที่เดินข้ามถนนอยู่นั้นเองก็มีรถคันนึงที่จอดติดไฟแดงอยู่บีบแตรให้ เปิดกระจกแล้วตะโกนถามออกมาว่าไปไหนไปส่งมั้ย รีบขึ้นมาเร็วๆ แวบแรกก็เกรงใจแต่ด้วยความที่ของหนักมากก็เลยรีบวิ่งไปหาสาวสวยเจ้าของรถ บอกว่าชั้นไปสี่แยกข้างหน้านี้เองเธอผ่านมั้ย เธอบอกว่ารีบขึ้นมาก่อนเถอะ เราก็เลยได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนรถในท้ายที่สุด 

เธอบอกเธอชื่อเกรซ ทำงานอยู่ที่ Durham เมืองข้างๆ แล้วก็คุยอะไรกันอีกนิดหน่อยว่าเราเรียนอะไรมาจากไหน เราก็กล่าวขอบอกขอบใจเธอไปยกใหญ่แล้วถามว่าเธอกำลังจะไปไหน เธอบอกว่าจริงๆเธอไม่ได้มาทางนี้หรอกแต่วิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วเห็นเราหอบของเยอะแยะมากมายเลยวนรถกลับมาจะไปส่ง เธอบอกว่าเมื่อก่อนตอนยังไม่มีรถเธอก็เคยแบกของเยอะๆแบบนี้มารอบัสเหมือนกัน เธอเข้าใจมากๆว่ามันเหนื่อยแค่ไหน เธอเลยตัดสินใจวนรถมารับ! 

จุดนั้นมันพีคมาก เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่มากๆเพราะยังมีคนใจดีแบบนี้ นี่เลยเป็นอีกเรื่องประทับใจที่มีต่อที่นี่ เราไม่รู้เลยจริงๆว่าถ้าเราอยู่ในเมืองใหญ่จะมีใครทำแบบนี้ให้คนที่ไม่รู้จักไหม แต่เพราะที่นี่คือ Chapel Hill คือ NC คือรัฐเล็กๆที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหนหรือแข่งขันอะไรกับใครมากมาย เราจึงยังได้พบเจอคนดีๆและมีคนดีๆอยู่รายล้อมเสมอ






Saturday, November 8, 2014

MissG aka Dee for that handsome barista at starbucks


I didn’t think before I would like her as much as I do today. She’s the one who I feel very comfortable to hang out with. She is the one who makes me laugh until my belly hurts by her simple words. She is the one who I have never felt annoyed when she is around me. She is the one who is the reason why I have never skipped a Friday class. She is the only one here who I can say she is my close friend.

She sometimes reflects who I am, and on the other hands she shows me a kind of person who I can’t be.  She often says she is mean, but she’s far from that word in my eyes. When she gets angry at someone, she just talks about the point that pisses her off. She rarely gossip about something that is out of topic and this is another thing I can learn from her. She often says she isn’t good at this and that, but actually she’s better than she thinks she is, and I’m very proud of her.

Not only relationship that needs the ‘right place and right time’ thing, friendship too.



That Original Frippo

Saturday, November 1, 2014

Blue sky fan god



G.O.D คืออีกหนึ่งบอยแบนด์จากแดนกิมจิในดวงใจของเราเคียงคู่มากับ Shinhwa แต่ต่างตรงที่เราไม่ได้ติดตามทุกก้าวย่างของ G.O.D ไม่ได้เป็นแฟนพันธ์แท้ถึงขนาดรู้ทุกเรื่องราว ไม่ได้เริ่มชอบด้วยรูปลักษณ์ แต่เราชอบ G.O.D เพราะผลงานล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงโปรโมตหรือเพลงหน้า B พวกเขาไม่เคยทำให้เราผิดหวัง มันออกมาดีตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุดที่กลับมารวมกันอีกครั้ง มีหลายเพลงที่เราร้องคลอได้เกือบทั้งเพลง แต่เราเกือบลืมไปแล้วว่ามันเป็นเพลงของ G.O.D ไม่ใช่แค่เพลงแต่รวมถึง Yoon Kye Sang ที่เราเกือบลืมไปแล้วว่าพ่อหนุ่มตาตี่ขวัญใจสมัยมัธยมของเราคนนี้ก็เป็นอดีตสมาชิกของวงนี้ด้วยเช่นกัน 

จริงๆ เราแทบไม่ได้สนใจวงการบันเทิงเกาหลีแล้วด้วยซ้ำ เหมือนมันหมดวัยไปแล้ว แต่พอเราได้ฟังเพลงนี้ของ G.O.D ได้รู้ว่าพวกเขากลับมารวมตัวฉลองครอบรอบ 15 ปี ความรู้สึกมันดีใจ มันกระตุ้นความคิดถึง อยากดูคอนเสิร์ต อยากฟังเพลง อยากดูภาพเคลื่อนไหว อยากเห็นว่าแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน พอได้ดูได้เห็นมันเหมือนกับว่าเราได้เจอเพื่อนเก่าที่ห่างหายไปนาน เวลาเห็นพวกเขายิ้มเราก็ยิ้มตามไปด้วย โดยเฉพาะรอยยิ้มอายๆ ของ Kyesang และรอยยิ้มสดใสของ Hoyoung มันมีความหมายมาก ไม่ใช่เพราะเราชอบสองคนนี้ที่สุดแต่เพราะภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้นมันถ่ายทอดเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของพวกเขา มันเป็นรอยยิ้มที่เราเห็นแล้วเรารู้สึกได้เลยว่าพวกเขามีความสุขมาก แล้วก็แอบมีน้ำตาคลอด้วยความคิดถึง เพราะสมัยนั้นเราบ้าคลั่งอะไรแบบนี้มาก

แม้วันนี้เราจะโตขึ้นจากเด็กมัธยมต้นเป็นสาววัยเฉียดสามสิบ พวกเขาก็ผ่านพ้นวัยหนุ่มน้อยเป็นหนุ่มใหญ่เต็มตัว แต่ความรู้สึกในวันเก่าๆ มันก็แทรกซึมอยู่ข้างในความรู้สึกไม่เคยหายไปไหนเลย



That Original Frippo

credit: picture

Friday, October 24, 2014

Quote we like




"If I could be like Albert Einstein
I'd rather just be dumb and be with you

....

With you I can be myself
With you I don't have to be somebody else
It's like puttin on my favorite pair of shoes
I like to be with me, when I'm with you"


- "I Like To Be With Me When I'm With You", Drew Holcomb and the Neighbors

Friday, September 26, 2014

Bells beach 2014



แม้การศึกษาคือเหตุผลหลักของการย้ายถิ่นฐานชั่วคราวมาออสเตรเลีย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวของการเดินทางมาที่นี่ เรายังคงตั้งมั่นในการเดินทางรอบประเทศที่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหกของโลกแห่งนี้ เรายังพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตในประเทศที่ไม่คุ้นชิน เราพร้อมที่จะคว้าทุกโอกาสที่พุ่งเข้ามา เฉกเช่นเดียวกับการลองผจญภัยในเส้นทางแปลกใหม่

Easter Saturday ที่ผ่านมา เรานั่งรถไฟจากบ้านผ่านตัวเมืองเพื่อเดินทางไป Geelong ต่อรถประจำทาง และกระโดดขึ้นรถ free shuttle bus มุ่งหน้าสู่ Bells Beach สถานที่แข่งขันเซิร์ฟระดับโลกโดยมี Rip Curl Pro เจ้าภาพ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 53 แล้ว

เราไม่แน่ใจนักว่าเราสนใจกีฬาชนิดนี้มานานมากเท่าไหร่ เราเพียงรู้ว่ามันค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ในใจเราทีละเล็กทีละน้อยในช่วงวัยเยาว์ และพุ่งพรวดโจนทะยานในช่วงระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา  

เนื่องจากวันพฤหัสและศุกร์สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยจนทำให้ทั้งสองวันกลายเป็น lay day ของการแข่งขัน เช้าตรู่วันเสาร์เราจึงตื่นมาตั้งแต่ตีห้าเพื่อเช็คโปรแกรมการแข่งขันให้ แน่ใจว่ามัน on หรือ off ต้องขอบคุณสภาพอากาศที่เป็นใจ การแข่งขันเริ่มตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ระหว่างแต่งตัวเราก็ดูถ่ายทอดสดไปด้วย Nat Young หนึ่งในนักเซิร์ฟคนโปรดของเราก็ทำได้ดีในรอบนั้น แม้วันนี้จะตกรอบสามไปแล้วก็ตาม

จากบ้านที่ Glenferrie เรานั่งรถไฟไปลงที่ Southern Cross สถานีรถไฟที่มีกลิ่นอายของหมอชิตใหม่ลอยอยู่จางๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้บริการรถไฟ V/Line (ไป-กลับ $15.68) เราชอบบรรยากาศระหว่างทางมาก มีแต่ทุ่งนา มองแล้วสบายตาสบายใจ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ใจเราย้ำเตือนให้ตัวเรารู้ว่าถึงแม้เราจะเกิดในเมือง ใหญ่แต่ตัวตนของเรากลับไม่ใช่คนที่สามารถทนทานกับความวุ่นวายแบบนั้นได้นาน นัก

หนึ่งชั่วโมงไม่ขาดไม่เกินเราก็มาถึง Geelong เราต้องรีบออกจากสถานีเพื่อสอดส่องที่จอดรถประจำทางสาย 74 Geelong-Torquay-Jan Jac (ไป-กลับ $4) หากใครเดินออกทางเข้าออกหลักก็จะเจอที่จอดรถประจำทางอยู่ตรงหน้าเลย แต่หากใครออกประตูเล็กเหมือนเราก็เดินตรงแล้วมองขวาไว้ ไม่ไกลเลยเราก็จะเห็นรถประจำทางหลายสายจอดรอเราอยู่

คงเพราะเป็นวันหยุดยาวและประกอบกับที่สองวันก่อนงดการแข่งขัน วันเสาร์ที่ผ่านมาทั้งวัยรุ่นออสซี่และหลายเชื้อชาติต่างพากันมุ่งหน้าไปร่วมงาน หมุดที่ปักไว้ในแผนที่ในหัวแทบไม่ต้องใช้เพราะเมื่อถึงเวลาจริง พวกเขาลงที่ไหนเราก็ลงตามเขาไปนั่นแหละ

สี่สิบห้านาทีผ่านไป ผู้โดยสายค่อนรถลงที่ป้ายรถประจำทางเยื้อง Surf City ซึ่งเป็นที่จอดรถ free shuttle bus โดยรถจะออกทุกๆ ชั่วโมง แต่มีบริการเฉพาะช่วง long Easter weekend ที่ผ่านมาเท่านั้น หากวัดจากระยะทางที่ห่างกันไม่ถึงสิบกิโลเมตร เราใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึง Bells Beach เพราะรถเยอะมาก นี่อาจจะเป็นการไปงานเทศกาลที่นี่ครั้งแรกที่มีคนให้ความสนใจขนาดนี้ ไม่สิ! อาจจะน้อยกว่า St Kilda Festival หน่อยนึง

รถลงปุ๊บก็เดินไปต่อคิวซื้อตั๋วเข้างาน แถวยาวมากแต่ไม่ใช้เวลานานอย่างที่คิด ถ้าใครมางานวันเดียวแบบเราค่าเข้าอยู่ที่ $8 ส่วนใครจะมาเกินสามวันก็ซื้อตั๋วแบบ festival pass $25 จะคุ้มกว่า ประเด็นอยู่ที่ลูกเด็กเล็กแดงไม่เกินสิบหกขวบ"ฟรี"

บรรยากาศในงานสนุกสนาน คนเยอะกำลังดี อากาศก็ไม่ได้เลวร้าย ลมพัดทีก็หนาว แดดออกทีก็ร้อน เผลอแป๊ปเดียวฝนก็พรำเม็ดเบาๆ นี่แหละรัฐ Victoria

เจอกันปีหน้าอีกนะ :)



That Original Frippo

Tuesday, September 23, 2014

A walk to remember



คืนวันอังคารที่แล้วกิ๊ฟโทรมาชวนไปลองจิบกาแฟร้านใหม่ เพื่อนของกิ๊ฟเล่าให้ฟังว่ามีร้านกาแฟแถวสถานีรถไฟ Auburn คนซื้อเยอะ รสชาติดี เปิดเช้าตรู่และปิดตอนสิบโมงเช้า ฟังดูน่าสนใจตรงที่เปิดปิดเร็วนี่แหละ กิ๊ฟบอกว่าสงสัยคนขายกลัวรวย เช้าวันพุธเรากับกิ๊ฟเลยนัดกันว่าจะตื่นแต่เช้าเพื่อเดินไปชิมกาแฟเจ้าที่เขาว่ากันว่าอร่อยเจ้านี้นี่แหละ

Auburn คืออีกหนึ่งเขตชานเมืองของ Melbourne ที่เต็มไปด้วยชาวแขกหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ปากีสถาน อิรัก และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งทำให้ราคาที่พักแถวนี้ไม่ถึงกับโหดร้าย แต่เนื่องด้วยเป็นย่านเล็กๆ ที่ยังไม่เจริญมากนักจึงทำให้รู้สึกเปลี่ยวในเวลากลางคืน 

ไม่ถึง 15 นาทีเราก็เดินจากบ้านถึงร้านกาแฟที่ว่า เราถึงบางอ้อว่าทำไมเขาถึงเปิดและปิดเร็ว เพราะร้านที่เราเห็นคือร้านกาแฟรถเข็นที่แฝงตัวอยู่ใต้สถานทีรถไฟ เราสั่ง latte no sugar ตามปกติ คุณลุงคนขายยิ้มแย้มเป็นกันเอง แต่ราคา $4 นี่ดูไม่ค่อยเป็นกันเองเท่าไหร่ถ้าเทียบกับปริมาณและรสชาติ บางทีเรื่องเครื่องดื่มอาหารการกินพวกนี้ก็อยู่ที่รสนิยมของแต่ละคนจริงๆ ถึงแม้กาแฟจะไม่เปรี้ยวแต่สำหรับเราร้านนี้ไม่ผ่าน

เมื่อกาแฟอยู่ในมือ อากาศยามเช้าก็ดี เราก็ไม่ลังเลที่จะชวนกิ๊ฟเดินเล่นไปตาม Auburn Road ซึ่งทำให้เรารู้ว่าย่านนี้นี่เล็กจริงๆ เดินวนไปวนมาอยู่ 2 รอบ กิ๊ฟจึงชวนเดินเลาะไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ในระแวกนั้นเพื่อหาบ้านเพื่อนเวียดนามที่กิ๊ฟอาจจะย้ายมาอยู่ด้วยปีหน้า

เรารักการเดิน ทุกครั้งที่เราออกเดินทางเราแทบไม่เสียค่าเดินทางให้กับขนส่งมวลชนในตัวเมืองต่างๆ เลย เพราะการเดินเท้าทำให้เราเห็นสิ่งเล็กๆ ที่ถูกซ่อนอยู่ตามมุมเมือง แม้จะช้า แม้จะเหนื่อย แต่ทุกครั้งที่เราออกเดินเราก็ได้เรียนและรับรู้เรื่องราวดีๆ กลับมาเสมอ

การเดินในเช้าวันพุธที่ผ่านมาก็เช่นกัน ถ้าเราเลือกกลับบ้านหรือนั่งคุยกับกิ๊ฟที่ไหนสักที่เราคงไม่รู้ว่าย่านเล็กๆ แห่งนี้รายล้อมไปด้วยบ้านสวยๆ และน่ารักมากมาย ตัวบ้านส่วนใหญ่แถวนี้ทาสีขาว รั้วก็สีขาว ถ้าเป็นอิฐก็จะสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Hawthorn Brick ซึ่งเป็นที่ขึ้นชื่อของสถาปัตยกรรมในย่านที่เราอยู่ 

3 ชั่วโมงกับการเดินช้าๆ เอื่อยๆ ไปกับกิ๊ฟทำให้เราได้เรียนรู้นิสัยใจคอเพื่อนคนนี้ไปอีกขั้น เราเชื่อเสมอว่ามิตรภาพต้องใช้วันเวลาในการงอกเงย และเมื่อมันเริ่มแผ่กิ่งก้านผลใบแล้วมันก็ยังต้องใช้เวลาในการดูแลและประคับประครองไปเรื่อยๆ เรารู้จักกิ๊ฟเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว นับคำได้ที่คุยกันซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเรียน ต่างคนต่างเรียนจบ มาได้คุยกันอีกทีใน Facebook และก็สานสัมพันธภาพกันมาเรื่อยๆ สำหรับเรากิ๊ฟไม่ใช่เพื่อนสนิท เราต่างชอบและสนใจกันคนละแบบ แต่คงเป็นเพราะมันเป็นความต่างที่ต่างคนต่างให้เกียรติและยอมรับซึ่งกันและกัน วันนี้เราพูดได้เต็มปากว่ากิ๊ฟเป็นเพื่อนอีกหนึ่งคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ
"เราถามหน่อยสิว่าทำไมเธอถึงมาเรียนที่มหาลัยนี้"
"เอาจริงๆ แล้วก็เพราะกิ๊ฟอยู่ที่นี่ไง"


That Original Frippo

Thursday, September 18, 2014

Quote we like



"It doesn't matter if it's a relationship,
a lifestyle, or a job.
If it doesn't make you happy,
let it go."

- Unknown

Monday, September 15, 2014

Quote we like



"Stories make us more alive, 
more human, 
more courageous, 
more loving.”

- Madeleine L’Engle

Sunday, September 14, 2014

Everyday may not be good, but there is something good in everyday



นอกจากช่วงเวลาที่เรามีความสุขจะผ่านไปเร็วแล้ว ช่วงเวลาที่เรายุ่งวุ่นวายเข็มนาฬิกาก็หมุนเวียนวนไปเร็วเช่นกัน เผลอแป๊บเดียวการเรียนปริญญาโทก็ผ่านไปหกสัปดาห์แล้ว แม้งานจะถาโถมเข้ามามากมายเพียงใด แม้เราจะบ่นโวยวายให้ใครต่อใครฟังถึงความเหน็ดเหนื่อยที่เรารู้สึก แต่ให้ตาย! เราสนุกสนานกับการเรียนและการทำโปรเจคชะมัด เราเพิ่งรู้ว่าการเรียนในสิ่งที่สนใจมันให้ความรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง

ตอนนี้อะไรหลายๆ อย่างเริ่มลงตัวมากขึ้น แม้จะยังหาเพื่อนที่เข้าขากันไม่เจอแต่นั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก เราพยายามปรับความรู้สึกให้ลงตัวกับสิ่งที่มีและสิ่งที่เป็น หมุนโฟกัสให้ชัดในจุดที่ควรชัด ในขณะที่บางจุดที่ควรเบลอเราก็ไม่ฝืนดื้อดึงปรับให้ชัดอีกต่อไป

เราเริ่มงานอาสาสมัครที่ Kinfolk Cafe ได้เกือบเดือนแล้ว แม้จะไม่ได้สวยงามอย่างที่เราวาดไว้ แต่นี่จะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ อีกหลายเรื่อง บางทีสิ่งที่คิดว่าใช่แต่พอได้ลองทำแล้วก็อาจไม่ใช่อย่างที่คิด เรารู้เลยว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่องานบริการ เราไม่สามารถยิ้มแย้มทักทายผู้คนได้ตลอดเวลา เราอาจมีจิตอาสา แต่ไม่มีจิตบริการ!

อาทิตย์หน้าเป็น mid-break เราตั้งใจจะออกไปถ่ายรูปสร้างสีสันให้ชีวิตมากขึ้น เพราะตลอดหกสัปดาห์ที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้โผล่ไปไหนเลย คิดว่าคงจะมีเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้ฟัง



That Original Frippo

Wednesday, June 19, 2013

Women in IT

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พี่ได้ไปร่วมงาน TechEd ที่ New Orleans ซึ่งเป็นงาน conference ใหญ่ประจำปีของ Microsoft งานนี้จัดขึ้นทั้งหมดสี่วัน จัดที่ Ernest N. Morial Convention Center ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมใหญ่ของเมืองนั้น ภาพรวมของงานคร่าวๆก็คือมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำ Hands-on Lab และเข้าห้องเรียนเกี่ยวกับเรื่อง IT ต่างๆ ค่าเข้างานนี้แพงมาก มากกว่า $2,000 (บริษัทจ่าย 55) แต่ทาง Microsoft ก็ดูแลผู้ร่วมงานอย่างดี มีทั้งข้าวเช้า ข้าวกลางวัน และปาร์ตี้ปิดงานที่จัดที่สนามฟุตบอล Mercedes-Benz Superdome ซึ่งเป็นบ้านของทีมฟุตบอลของ New Orleans Saints นั่นเอง


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


จากการที่พี่ไปร่วมงานทั้งหมดสี่วัน พี่ได้สังเกตเห็นอะไรหลายอย่างที่อยากมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องที่เห็นเด่นๆคืองานนี้มีผู้หญิงน้อยมาก พี่กะดูแล้วน่าจะประมาณ 5% ของผู้ร่วมงาน น้อยมากจนพี่ไม่กล้าใส่เดรส เพราะกลัวเด่นเกิน 55 เดินไปไหนแทบไม่เห็นผู้หญิง บางครั้งก็รู้สึกเหงาแปลกๆ แต่ยังดีที่เวลาเดินสวนกัน พวกเรา(สาวๆ)ก็จะส่งยิ้มเล็กๆ สบตากันอย่างเป็นมิตรและเข้าใจกัน 55 คิดดูสิเวลาเราไปร่วมงานใหญ่ที่ไหน เช่นงานคอนเสิร์ต แถวหน้าห้องน้ำผู้หญิงจะยาวมาก ถ้าเทียบกับห้องน้ำผู้ชาย แต่งานนี้ห้องน้ำผู้หญิงโล่งค่ะ แทบไม่มีคน ห้องน้ำผู้ชายนี่สิแถวยาวออกมาข้างนอก และใน Class ที่เข้าไปฟังนั้นมีแต่ Instructor ผู้ชายทั้งนั้น พี่เพิ่งมาเห็น Instructor ผู้หญิงก็ Class สุดท้ายที่เข้าฟังก่อนเลิกงาน


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


June 2013 - TechEd 2013, New Orleans, LA


ผู้หญิงในสายงาน IT นั้นนับว่าน้อยมากถ้าเทียบกับผู้ชาย อย่างในทีมพี่ มีทั้งหมด 7 คน มีพี่คนเดียวที่เป็นผู้หญิง ที่เหลือก็แมนๆกันทั้งนั้น และส่วนใหญ่ผู้หญิงจะไม่ค่อยมาทำงาน Technical เช่น พวกงานเขียนโค้ดอย่างที่พี่ทำ แต่จะไปดูแลพวก Project Management มากกว่า ซึ่งพี่เห็นตรงนี้แล้วก็ถูกใจ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงอย่างเราๆก็คุมผู้ชายอยู่ :)


แต่การที่เราเป็นชนกลุ่มน้อยนั้นก็มีข้อเสียเหมือนกัน ขนาดที่ว่าอเมริกานับว่าเป็นประเทศที่มีความเท่าเทียมทางด้านเพศแล้ว แต่พี่ก็ยังเห็นความต่างอยู่บ้าง พี่รู้สึกว่าผู้หญิงยังได้รับการยอมรับน้อยกว่าผู้ชายในสายงานนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในคลาสสุดท้ายนั้นที่มี Instructor เป็นผู้หญิง พี่สังเกตว่าคนเดินออกจากห้องเรียนกันเรื่อยๆ เค้าคงหวั่นใจว่าเค้าจะสอนได้ดีเหมือน Instructor ผู้ชายรึเปล่า ซึ่งจุดนี้ต้องทำให้ผู้หญิงอย่างเราต้องพยายามถึงสองเท่า และอีกเรื่องที่สังเกตคือ พี่มักจะได้งาน “ง่าย” Copy – Paste หรืองานพวกสวยงาม ที่ไม่ค่อยมีคนในทีมทำ แต่พวกเด็กฝึกงาน กลับได้งานเขียนโค้ดหนักๆซะงั้น บางครั้งก็เบื่อเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำใจ เราต้องพยายามมากขึ้นและพิสูจน์ผลงานให้เค้าเห็น


ถึงสาวๆในสายงาน IT ทุกคน… “We Can Do IT!!” ค่ะ :D




Mellow tiger..

Tuesday, June 18, 2013

ข่าวร้ายและการเดินทางครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนา


























ลาออกสิ้นเดือนนี้เลยไม่คิดว่าจะได้ออกเดินทางไปไหนอีก
แต่จู่ ๆ สองวันนี้ก็ได้เดินทางไกลไปถึงพัทลุง
แถมยังได้ไปกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งกองบรรณาธิการ
เพราะคุณพ่อของพี่ที่เรารักคนหนึ่งจากไปอย่างกะทันหัน

ถึงแม้จะเป็นการเดินทางที่อบอวลไปด้วยความโศกเศร้า
แต่ก็เป็นการเดินทางที่คุ้มค่า

กลับมาครั้งนี้เราได้คิดได้เห็นอะไรหลายอย่าง
นอกจากได้เห็นหัวใจที่รักและหวังดีของทุกคนที่มีให้กันในยามยาก
ยังได้เห็นว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นเหลือเกิน
และโลกนี้ก็มีความไม่แน่นอนอยู่มากมายเหลือเกิน
จนเราไม่อยากปล่อยเวลานาทีให้ผ่านไปกับเรื่องไร้สาระ สิ่งที่ไม่ชอบใจ คนที่เราไม่รัก
อีกแม้แต่สักวินาทีเดียวเลย

ปล.
กลับมาถึงกลางดึกวันนี้ พรุ่งนี้เช้าไปทำงานต่อที่อีกจังหวัดหนึ่ง
ถึงพัทลุงจะไม่ใช่จังหวัดสุดท้าย แต่มันก็คือจังหวัดสุดท้ายที่ได้ไปกันพร้อมหน้า

ต่อจากนี้ไม่ได้ขึ้นเหนือลงใต้ด้วยกันอีก
แต่ทุกที่ที่ได้ไปด้วยกันมาจะอยู่ในใจไม่เปลี่ยนเลย


Patha V

Tuesday, June 11, 2013

เด็ก ๆ ของโลก












เด็ก ๆ พวกนี้เราเจอเมื่อครั้งเดินทางไปอำเภอคลองใหญ่  จังหวัดตราด
ดูลักษณะท่าทางแล้ว น่าจะเป็นเด็กจากประเทศเพื่อนบ้าน
เพราะเสื้อผ้าหน้าผมและภาษามันฟ้อง
อีกทั้งที่บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่
ก็ถือเป็นแหล่งหากินแหล่งใหญ่ของคนเขมรเลยทีเดียว

เราเข้าไปเล่นด้วยอยู่พักนึง บางคนก็คุ้นกล้องเป็นอย่างดี
ปรี่เข้ามาให้เราถ่ายรูปให้ พร้อมกับขอดูภาพในจอเป็นการใหญ่
ในขณะที่บางคนก็เขินอาย กลัวคนแปลกหน้า กลัวเครื่องมือแปลกหน้า
ยิ่งเราเข้าใกล้เขายิ่งออกห่าง
เราจึงทำได้เพียงแอบถ่ายไกล ๆ
จากนั้นเก็บกล้องแล้วเข้าไปเล่นด้วย
สานสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-มนุษย์ โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยีมาขวางกั้น

กลับจากการเดินทางครั้งนั้น
รวมทั้งประสบการณ์จากการเดินทางอีกหลาย ๆ ครั้ง
เราพบว่า
ความเป็นเด็ก
ไม่ว่าจะเป็นเด็กชาติใดภาษาใด
ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเจ้าหญิงเจ้าชายหรือยาจกยากจน
ก็ล้วนแล้วแต่มีความน่ารักบริสุทธิ์สดใส
อันเป็นเอกลักษณ์ของเด็ก
ที่ผู้ใหญ่คนใดก็พรากไปไม่ได้



Patha V

Sunday, June 9, 2013

Road To Chanthaburi






That Original Frippo

Tuesday, June 4, 2013

ไกลดวงตา ใกล้ใจ : การเดินไปสู่ระหว่างทาง



"หากเปรียบการเดินทางกับชีวิต... จุดหมายในชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราใช้เวลากับระหว่างทางมากกว่าจุดหมาย ใครบางคนเคยบอกผมว่า จุดหมายเป็นเพียงที่ระลึกของการเดินทางเท่านั้น

มาถึงวันนี้ ผมคิดว่าสำหรับการเดินทางของชีวิต ถ้าเราเดินทางไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง อย่างน้อยเราก็มีระหว่างทางเป็นที่ระลึกร่วมกัน"

-ไกลดวงตา ใกล้ใจ, สุดแดน วิสุทธิลักษณ์


แก่งก้อ ลำพูน, ธันวาคม ๒๕๕๕



ไกลดวงตา ใกล้ใจ
หนังสือที่ติดไปอ่านระหว่างเดินทางในสองสามวันนี้
ว่าด้วยการเดินทางและข้อเขียนของนักเรียนมานุษยวิทยา ๒ คน
ได้แก่อาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์
และคุณแดง วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์

ทั้งสองคนจะผลัดกันมาเล่าเรื่องราวการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆคนละบท
โดยแต่ละคนก็มีสไตล์การเล่าที่แตกต่างกัน
อาจารย์สุดแดนเล่าเรื่องด้วยภาษาและถ้อยคำง่ายๆ
แต่มักจบเรื่องด้วยแง่คิดบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจเราไปอีกนาน
ส่วนคุณแดงมักเล่าเรื่องในเชิงนักเขียนสารคดี
ค่อนข้างขึงขัง จริงจัง เน้นรายละเอียดปลกย่อยมากมาย
แต่เมื่ออ่านจบเรากลับไม่รู้สึกถึงความแข็งเช่นสารคดีโดยทั่วไป
แต่กลับรู้สึกถึงความละมุนละม่อม ความงดงามอ่อนโยน
และมองเห็นแง่งามของการเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล

อ่านเล่มนี้นอกจากจะเหมือนได้ออกไปเดินทอดน่อง
พบปะผู้คนตามสถานที่ต่างๆด้วยตัวเองแล้ว
ยังได้ความรู้ในเชิงมานุษยวิทยา ชาติพันธุ์มาเป็นของแถม
แถมยังบอกตัวเองได้อย่างมั่นใจอีกด้วยว่า
การเดินทางของคนเรานั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เพื่อค้นหาจุดหมาย
แต่เพื่อค้นหาระหว่างทาง


Patha V

Friday, May 31, 2013

คาราบาว :: เมดอินไทยแลนด์ | วณิพก | คนล่าฝัน | เสียงเพลงไม่มีวันตาย




เนื่องด้วยภาพยนตร์เรื่อง "ยัง'บาว" ได้เข้าฉายไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คอลัมน์ Friday Playlist วันนี้จึงขอหยิบยกบทเพลงจากวงดนตรี country rock เลือดไทยวงนี้มาแนะนำ


อย่างที่รู้กันว่าคาราบาวก่อกำเนิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์จากการรวมตัวสมาชิกปัจจุบันอย่างแอ๊ดและเขียว และอดีตสมาชิกอย่างไข่ที่เป็นทั้งผู้ตั้งและแนะนำให้แอ๊ดเข้ามร่วมวงแต่กลับไม่ได้ออกอัลบั้มร่วมกับคาราบาวเลยแม้แต่อัลบั้มเดียว และเมื่อได้กลับมาประเทศไทยวงคาราบาวก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่อีกหลากหลายคนและได้ร่วมตัวสร้างสรรค์ผลงานเพลงเพื่อชีวิตมาถึงทุกวันนี้


แม้จะไม่ได้เรียกว่าเป็นวงดนตรีโปรดของทั้งพ่อและแม่ แต่ทั้งคู่ต่างก็ชอบเปิดเพลงของวงคาราบาวฟังบนรถยามเมื่อต้องออกเดินทางร่วมกัน เราจึงได้ยินเพลงของคาราบาวมาหลายปีก่อนได้มารู้จักว่าวงดนตรีคาราบาวมีใครบ้างและโด่งดังแค่ไหน หนึ่งเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงระดับตำนานของคาราบาวคือเพลงเมดอินไทยแลนด์ที่มีเนื้อหาแอบเสียดสีกระแสความนิยมวัฒนธรรมต่างชาติในสมัยนั้น เพลงนี้นอกจากจะมีเนื้อเพลงเป็นตัวชูโรงแล้ว การใช้ขลุ่ยไทยเป็นตัวนำในภาคดนตรียังช่วยเน้นย้ำให้เพลงนี้มีความเป็นเมดอินไทยแลนด์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


อีกหนึ่งเพลงที่เป็นที่รู้จักกันดีของชาวเพลงเพื่อชีวิตคือเพลงวณิพก เพลงที่ถ่ายทอดชีวิตของผู้พิการทางสายตาที่ออกมาร้องเพลงหากินเร่ร่อนตามท้องถนนซึ่งเป็นภาพที่เราทุกคนได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ในส่วนของภาคดนตรีคาราบาวเลือกที่จะใช้จังหวะดนตรีสามช่าตัดอารมณ์เนื้อเพลงที่ฟังดูตัดพ้อ โดยรวมแล้วเพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ฟังแล้วได้ความรู้สึกเข้าใจความคิดมิดมากกว่าความท้อแท้ต่อชีวิต


คนล่าฝันเป็นเพลงที่มีดนตรีสนุกสนานแต่ครั้งแรกที่เราได้ฟังกลับมีน้ำปริ่มตาเพราะด้วยเนื้อเพลงที่เตือนสติให้รู้ถึงสัจจธรรมอย่างแท้จริงว่าหยุดเมื่อไหร่ก็จบเมื่อนั้น หากมีแรงก็จงทำมันต่อไปแล้วสักวันความฝันที่ห่างไกลก็จะขยับเข้ามาใกล้เราเอง ทุกวันนี้เรายังคงฮัมเพลงนี้เลี้ยงแรงใจในวันที่รู้สึกว่าชีวิตมันยากลำบากเหลือเกิน


หนึ่งในเพลงที่เราชอบมากที่สุดและคิดว่ามันบ่งบอกถึงมิตรภาพที่แนบแน่นของสมาชิกในวงกับเสียงดนตรีในแบบคาราบาวได้ดีที่สุดคือเพลงที่ชื่อว่าเสียงเพลงไม่มีวันตาย เครื่องดนตรีไทยอย่างขลุ่ยถูกนำกลับมาบรรเลงในเพลงนี้อีกครั้งในช่วงต้นของเพลง ซึ่งนั่นทำให้เราสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลในแบบคาราบาว พอเริ่มเข้ากลางเพลงจังหวะสามช่าที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของวงคาราบาวได้ทำงานถ่ายทอดความสนุกสนานครึกครื้น และเพลงนี้จบด้วยท่อนสุดท้ายของเพลงด้วยประโยคที่ว่า "นี่คือเสียงเพลงหัวควาย ตราบชีพวางวายมิอาจพรากเราจากเพลง" บ่งบอกถึงความเป็นคาราบาวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี


นอกจากทั้งสี่เพลงที่แนะนำ ยังมีอีกหลายเพลงของคาราบาวที่เราชอบฟัง เช่น ทะเลใจ ที่ถูกนำไปร้องใหม่ไม่รู้กี่รอบ มหาลัย เพลงที่มีเนื้อหากระแทกใจนักศึกษาตกงาน และรวมถึง ลมพัดใจเพ เพลงรักที่ร้องโดยเฑียรี่ เป็นต้น





That Original Frippo

Wednesday, May 29, 2013

Internship

เนื่องจากเข้าช่วงซัมเมอร์แล้ว และเป็นช่วงที่เด็กฝึกงานเริ่มเข้ามาที่บริษัท พี่เลยจะขอเล่าเรื่องประสบการณ์ฝึกงานซะหน่อย...ปีนี้ในทีมของพี่มีน้องๆฝึกงานสองคน อายุ 19 และ 22 ปี การที่ตอนนี้มีน้องๆฝึกงานเข้ามาทำให้พี่ซึึ่งเมื่อก่อนเด็กที่สุดในทีมรู้สึกแก่ลงไปมาก ^^”

โปรแกรมฝึกงานของบริษัทพี่จะเริ่มในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ยาวไปถึงอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคม รวมๆแล้วประมาณ 10 อาทิตย์ ในวันแรกที่ไปถึงก็จะมีการปฐมนิเทศเล็กๆ ซึ่งจะไม่เป็นทางการมากนัก โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมาแนะนำความเป็นมาของบริษัท กิจกรรมที่เราจะทำ และเรื่องเอกสารต่างๆที่ต้องให้กับฝ่ายบุคคล เช่น ถ้าเป็นนักเรียนต่างชาติก็ต้องมีเอกสารที่เกี่ยวกับวีซ่านักเรียน เป็นต้น หลังจากนั้นก็มีการแจกข้าวกลางวัน ซึ่งตอนนี้จะมีทีมลีดเดอร์ หรือผู้จัดการของเด็กแต่ละคนมาร่วมกินข้าวด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์กระชับมิตร ในจุดนี้หัวหน้าพี่ชอบเป็นพิเศษ ดี๊ด๊าทั้งวัน ว่าวันนี้ชั้นจะได้กินข้าวฟรี 55

พี่สังเกตว่าการฝึกงานที่บริษัทพี่ จะเน้นให้เด็กฝึกงานมีความรักในบริษัท เริ่มด้วยในวันแรก มีการล่อใจด้วยการแจกของ สมุด ปากกา กระบอกน้ำ (สำหรับพนักงานทั่วไป วันแรกไม่ได้ของแจกอย่างนี้นะจ๊ะ) และมีการโชว์พาวเวอร์พ้อยท์แสดงประวัติ ผลิตภัณฑ์ และความสำเร็จต่างๆของบริษัท นอกจากนั้นแล้วในระหว่างโปรแกรมฝึกงานทางฝ่ายบุคคล ก็จัดกิจกรรมให้ได้พบกับผู้บริหาร เช่นมีการกินข้าวกลางวันกับผู้บริหารทุกวันพฤหัส ก่อนจบโครงการก็มีการไปกินปาร์ตี้อย่างหรูที่ “คฤหาส” ของผู้บริหาร ขอใช้คำว่าคฤหาส เพราะมันเป็นบ้านบนเชิงเขาที่อยู่ในหมู่บ้านที่มีประตูกั้นเข้าออก และยามดูแลอย่างแน่นหนา พนักงานทั่วไปยังไม่เคยได้ไปกันเลย


Budweiser Brewery Tour - July, 2013


Budweiser Brewery Tour - July, 2013


นอกจากความรักในบริษัทแล้ว กิจกรรมต่างๆก็สร้างความสัมพันธ์ให้กับระหว่างเด็กฝึกงานกันเอง เช่นจะมีการทำกิจกรรมทุกบ่ายวันพฤหัส เช่นเล่นเกมส์ละลายพฤติกรรม และในวันศุกร์ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ จะมีการทำกิจกรรมนอกสถานที่ เช่น ไปทัวร์ศูนย์ดาวเทียวของบริษัทที่ Wyoming ไปทัวร์โรงเบียร์ Budweiser แต่ที่เด็ดสุดคงต้องยกให้การไป 14er (อ่านว่า โฟร์ทีนเนอร์) ซึ่งเป็นการเดินขึ้นเขาที่สูงกว่า 14,000 ฟุต เริ่มเดินกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนบ่ายสอง เจ้ากิจกรรมเนี่ยแหละ ที่ทำให้ได้สนิทกับเพื่อนกันมากๆ (เหมือนที่คนอื่นว่าไว้ ว่ได้เห็นใจตอนจะเป็นจะตายเนี่ยเอง 55)


Mt. Greys, CO - July, 2013


จริงๆแล้วพวกกิจกรรมพวกนี้ถ้าเรามองอีกมุมนึง มันก็เป็นแผนการตลาดเพื่อโปรโมทภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัททางอ้อม ทำให้เวลาเราจบโปรแกรมไปแล้ว เราจะพูดถึงบริษัทในทางที่ดี และถ้าเราโชคดีได้ job offer หลังจากที่จบจากโปรแกรม ก็จะทำให้บริษัทได้บุคลากรที่มีความรักองค์กรมากขึ้น อันนี้ถ้าให้เปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งของไทย มันมีความต่างตรงที่พอจบจากโครงการฝึกงาน กลับไม่มีความอยากทำงานที่นั้น เพราะได้เห็นและรู้สึกได้ถึงความกดดันและความเครียดในการทำงาน แต่สิ่งที่ได้ไม่ต่างกันก็คือเพื่อนที่ได้จากการฝึกงานนั่นเอง




Mellow tiger..

Tuesday, May 28, 2013

ดอกไม้นอกสวน : “การเดินทางและเวลา นำมาซึ่งผู้คนในความทรงจำ”










หน้า ๓๓
“มาเรียที่รักของผม ความฝันทำให้เราอยู่ได้ มันทำให้หัวใจของผมเต้นเร้าอย่างมีความสุขเมื่อได้พูดถึงสิ่งที่ฝัน แต่มันไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเราต้องจมอยู่กับความฝันดอกนะ ตรงข้ามเสียอีก สำหรับผม มันเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่ทำให้มีความสุข คุณและลูกๆ ความฝันของผม และฟลาเมงโก”


หน้า ๔๒
“แปลงดอกไม้ของฉันเติบโต ในที่สุดต้องขยับขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไป  อ้อ... ฉันไม่มีลูกสาวคอยช่วยเหลือ ไม่ต้องพูดถึงคนสวนดอกนะ เพราะค่าจ้างแพง  ลูกชายของฉันทั้งสองคนและสามีของฉันต่างหาก พวกเขาเป็นกำลังสำคัญทั้งรดน้ำ พรวนดิน ลงกล้า ตัดแต่งกิ่ง

วันแรกที่พวกเขาลงแปลงปลูกต้นไม้ดอกไม้ เป็นภาพสวยงามที่สุด งดงามกว่าความรู้สึกเมื่อตอนได้ยินข่าวกำแพงเบอร์ลินพังแล้ว สหภาพโซเวียตล่มสลาย

วันนั้นฉันร้องไห้ และยืนอยู่ตรงธรณีประตู เป็นความรู้สึกต่างจากการร้องไห้ในวันที่พวกเขาเดินออกไปจากประตูเดียวกันนี้เพื่อไปทำสงคราม”


หน้า ๔๓
“สามีของฉันเคยพูดว่า บางทีเขาก็คิดเหมือนกัน ว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี ที่เอาดอกไม้ไปวางไว้บนหลุมศพ เพราะคนตายไม่ได้เห็น ไม่ได้กลิ่น แต่ก็อีกนั่นแหละ ดอกไม้บนหลุมศพทำให้ความตายไม่แข็งกระด้าง ไม่โหดร้ายเกินไปสำหรับสามีหรือภริยาหรือลูกหลานของผู้เสียชีวิต”


หน้า ๖๔
“ความจริงเมื่อมาทำเกสต์เฮ้าส์ เราสัมผัสความตื่นเต้น อันเกิดจากการพบและการลาจากมากกว่าตอนออกเดินทางด้วยตัวเองเสียอีก คุณคิดว่าเราเฉยชินกับความรู้สึกลาจากน่ะหรือ เปล่าเลย จริงอยู่มันอาจไม่พิเศษเหมือนกันทุกคน แต่ผมอยากบอกว่า ความรู้สึกดีๆกับใครบางคนที่เดินเข้ามาในประตูบานนั้นและจากออกไปภายนอกกรอบประตูบานเดียวกัน มันเหมือนกับการได้อ่านหนังสือดีๆเล่มหนึ่งเลยทีเดียว และคุณย่อมคิดถึงหนังสือเล่มนั้นอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ชั่วระยะหนึ่ง"


หน้า ๖๕
“เราสองคนได้เป็นพยานรักของหนุ่มสาวนักเดินทางไม่รู้กี่คู่ต่อกี่คู่ แครอลบอกว่า เกสต์เฮ้าส์ของเราเป็นมากกว่าที่พักแรมทาง บางทีเป็นโบสถ์ให้คนได้มาสารภาพความในใจ และเป็นรวงรังที่ความรักของคนสองคนฟูมฟักและเติบโต พร้อมกันนั้นสำหรับบางคน มันอาจเป็นเวทีการแสดงที่คนหลายคนและหลายคู่ เมื่อลงไปแล้วก็ห่างหายไปไม่มีการติดต่อกันอีกเลย ขณะที่บางคนกลับขึ้นเวทีการแสดงแห่งนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง...”


หน้า ๘๔
“คนหนุ่มสาวจะไปรู้จักความเหงาหรือว้าเหว่ได้อย่างไร และถ้าพวกเขาเรียกการอยู่คนเดียวโดยไม่มีคู่ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรว่าเป็นความเหงาแล้วละก็ ฉันว่ามันเป็นเรื่องน่าเศร้ามากกว่า รออีกห้าสิบปีเถอะ ความเหงาจริงๆกำลังรออยู่...

สำหรับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอ วันรุ่งขึ้นหมายถึงคนรักใกล้กลับมาสู่อ้อมกอดแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนชุดใหม่สักที ได้เวลาออกไปพบหรือไปเที่ยวกับเพื่อนพ้องหน้าใหม่

แต่สำหรับคนแก่ วันรุ่งขึ้นมันหมายถึง... คนรุ่นเดียวกัน เพื่อนหรือคนที่เรารู้จักคุ้นเคย ลดจำนวนเหลือน้อยลงทุกวัน พวกเขาจากไป ไม่ใช่แค่ชั่วโมงหนึ่ง วัน สัปดาห์ ปี หรือยี่สิบปี แต่เป็นการจากอย่างถาวร ไม่รู้ว่าจะพบกันอีกไหม และส่วนใหญ่ไม่มีวันได้พบกันอีก”


หน้า ๙๕
“ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ แต่รู้ว่า อายุมากแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ฉันพยายามบอกคนที่มองและแสดงความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจผ่านใบหน้าและแววตาเวลาที่พวกเขามองมา มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขาหรอก แต่คนแก่ไม่ได้เศร้าโศกทุกคน ไม่ว่าคนนั้นแวดล้อมอยู่ด้วยคนรู้จัก คนใกล้ชิด หรืออยู่ตัวคนเดียวในบ้านพักคนชรา

ฉันสุขกับชีวิตที่มีอยู่ แน่ล่ะยังคิดถึงวัยหนุ่มสาวบ่อยๆ และยิ้มให้วันเวลาพวกนั้น แต่ไม่เคยอิจฉาคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ผู้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่เคยแม้อยากกลับไปใช้ชีวิตในวัยนั้นอีก ฉันเชื่อว่า แต่ละช่วงชีวิตมีความสวยงามของมันอยู่ สั้นบ้างยาวบ้าง อย่างเช่น คนในวัยของเธอ ย่อมมีความสุขในแบบที่คนในวัยหนุ่มสาวยังไม่สัมผัส และคนแก่ชราได้แต่ระลึกถึง”


หน้า ๑๑๓
“ผมไม่รู้หรอกว่าการเดินทางคืออะไร แต่การเดินทางไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งอะไรเลย การค้นหาจิตวิญญาณนั้น อยู่ในถ้ำบรรลุถึงธรรมง่ายกว่า

การเดินทางไปไหนมาไหนของพวกเรา คือไปหาเพื่อน ไปเยี่ยมญาติ ไปเรียนหนังสือ ไปงานในพิธีศาสนา ร่วมแสดงความยินดีกับคนแต่งงาน ไปร่วมแสดงความเสียใจในงานศพ เราไม่เดินทางไปไหนไกลๆ เพื่อไปเล่นน้ำทะเล ไปอาบแดด หรือไปหาความสุข ก็อย่างที่บอกไง ทุกอย่างอยู่กับเราที่นี่หมดแล้ว”


จบเล่ม
ดอกไม้นอกสวน ของภาณุ มณีวัฒนกุล
ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางเช่นบันทึกการเดินทางเล่มอื่นๆ
แต่เล่าแทนเสียงของผู้คนที่ผู้เขียนได้ผ่านพบขณะเดินทาง
บางคนคือแม่ บางคนคือเมีย บางคนคือลูกสาว
แต่อีกมากก็คือคนเป็นพ่อ คนหนุ่ม สามี และลูกชาย
ภาณุต้องการบอกเราว่า คนทุกคนต่างเป็นดอกไม้
เพียงแต่มีลักษณะรูปทรงแตกต่างกันออกไปตามเหตุและปัจจัยต่างๆ
และการอยู่ร่วมกันอย่างแตกต่างหลากหลายนี้ก็ทำให้สวนที่ชื่อว่าโลกงดงาม 

จบเล่มแล้ว เราได้ข้อสรุปให้ตัวเองว่า
การเดินทางนั้นมิใช่การเดินทางทางกายภาพเพียงอย่างเดียว
แต่ยังรวมถึงการเดินทางภายในจิตใจของเราเอง
การเดินทางไปในความคิดคำนึงอันไม่มีที่สิ้นสุด
การเดินทางไปตามตัวเลขอายุที่เพิ่มมากขึ้นวันแล้ววันเล่า
หรือแม้แต่การออกจากบ้านไปหาเพื่อน ไปเยี่ยมญาติ ไปเรียนหนังสือ
เราก็เรียกมันว่าการเดินทางแล้ว
ตราบใดที่เรายังได้อะไรบางอย่างกลับมาจากการก้าวออกไปครั้งนี้


Patha V

Friday, May 24, 2013

Jana Kramer :: I won't give up | Why ya wanna | Goodbye California | One of the boys




เดิมทีเรารู้จัก Jana Kramer จากบทบาทของ Alex Dupre หนึ่งในตัวละครจากซีรีย์เรื่อง One Tree Hill ที่เราโปรดปรานเป็นที่สุด ฉากหนึ่งในซีซั่น 8 เธอได้ร้องเพลง I won't give up ซึ่งเป็นเพลงปรโมตเพลงแรกในฐานะนักร้อง และนั่นทำให้เรารู้ว่า Jana Kramer ไม่ได้มีเสน่ห์ในการแสดงเพียงอย่างเดียวแต่เธอยังมีน้ำเสียงที่มีเสน่ห์อีกด้วย


เพราะเพลง I won't give up เป็นเพลงมีท่วงทำนองและเนื้อร้องที่ติดหูตามแบบฉบับเพลง pop ทั่วไป เราจึงตกใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่า Jana เลือกที่จะทำเพลง country แต่เมื่อได้กลับไปฟังเพลง I won't give up อีกครั้งเรากลับเข้าใจในตัวตนของเธอมากขึ้นว่าเหตุใดถึงเป็น country หากไม่ติดภาพสาวมั่นในบทบาทของ Alex Dupre เราว่า Jana Kramer คนนี้มีความเป็นสาว country แบบธรรมชาติสุดๆ เลยล่ะ


เสียงของ Jana ที่ร้องไว้ในเพลง I won't give up มีความเป็น country นิดๆ ตรงหางเสียงที่ลากยาวในแต่ละท่อน และทุกอย่างชัดเจนขึ้นในเพลง Why ya wanna เพราะโทนเสียงที่เป็น country อันทรงพลังของเธอได้บอกทุกอย่างไว้หมดแล้ว ประกอบกับภาคดนตรีที่มีเครื่องสายเข้ามาช่วยทำให้นักฟังเพลง country folk อย่างเราเพลิดเพลินไปกับกลิ่นอายความเป็น country มากยิ่งขึ้น


ล่าสุดกับเพลง Goodbye California ที่เพิ่งได้ฟังเมื่อไม่นานมานี้ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เราชอบฟังเวลาเดินทาง อาจจะเพราะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับการจากลาที่ใดที่หนึ่ง มีทำนองที่น่ารักและสนุกสนาน  ถึงแม้ภาคดนตรีของเพลงจะออกไปทาง pop ค่อนข้างมาก ใกล้เคียงกับเพลงของ Taylor Swift เสียเหลือเกิน แต่เรากลับมองว่าด้านภาคเนื้อเพลงยังคงอยู่ในลักษณะของเพลง country ที่เขียนเล่าเป็นเรื่องราวเป็นลำดับขั้นตอน โดยเพลงนี้มี California เป็นพระเอก


และเพลงสุดท้ายของวันนี้คือเพลงสนุกๆ อย่างเพลง One of the boys ถึงแม้จะเป็นเพลงที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร แถมยังประดับด้วยความธรรมดาทั้งเนื้อเพลงและดนตรี แต่เรากลับชอบการใช้เสียงของ Jana ในเพลงนี้มากโดยเฉพาะท่อนฮุคที่ลดความเป็น country ลงและเพิ่มความสดใสในน้ำเสียงให้เข้ากับความสนุกสนานของเพลงมากขึ้น ฟังแล้วรู้สึกลื่นหูดี แถมฟังไปฟังมาเพลงนี้ทำให้เรานึกถึงเสียงของ Shania Twain ซึ่งเป็นนักร้องเสียงดีอีกหนึ่งคนที่เราชื่นชอบอีกด้วย





That Original Frippo

Wednesday, May 22, 2013

Commencement


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พี่ได้ไปงานรับปริญญาของเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยที่พี่เคยเรียน (มหาวิทยาลัยในดาวทาวน์เดนเวอร์) รับปริญญารอบนี้มีเพื่อนจบกันหลายคนทั้งเพื่อนคนไทยและต่างชาติ ถ้าเป็นรอบก่อนๆจะมีนักเรียนไทยจบกันเยอะมาก แต่ตั้งแต่ปีที่แล้ว มีคนไทยมาเรียนที่นี่น้อยลงเรื่อยๆ ไม่รู้เพราะกระแสไปเรียนที่อังกฤษกำลังบูมหรือว่ายังไง รอบนี้เลยมีเพื่อนคนไทยที่พี่รู้จักจบแค่คนเดียว



Fall Commencement - December, 2012


การรับปริญญาในมหาวิทยาลัยที่อเมริกานั้นแบ่งเป็นสองรอบ คือ รับตอนจบภาคเรียน Spring Semester (ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม) และ Fall Semester  (ประมาณกลางเดือนธันวาคม) ต่างจากบ้านเราตรงที่ ไม่ต้องรอรู้ผลว่าจะจบรึเปล่าก็สามารถเดินเข้ารับปริญญาได้ทันที แต่จะได้ใบจริง ซึ่งจะส่งจดหมายไปที่บ้านในอีกสองสามเดือนหรือไม่ก็ค่อยว่ากันอีกที และพิเศษอีกตรงที่ถ้าสมมตินักเรียนกำลังจะจบในซัมเมอร์ ก็สามารถเดินรับในช่วง Spring ได้ ซึ่งพี่ก็ทำอย่างนั้น เพราะพี่อยากให้พ่อแม่มาในช่วงที่อากาศกำลังอุ่น พี่เลยรับปริญญาก่อนจบจริง ถ้าจะไปรับช่วงเดือนธันวา พ่อกับแม่พี่คงสู้อากาศหนาวที่นี่ไม่ไหวแน่ๆ



Spring Commencement - May, 2012


Spring Commencement - May, 2012


อีกเรื่องที่ต่างจากงานรับปริญญาที่ไทยคือ ความเรียบง่ายของงาน ที่นี่จะไม่มีการซ้อมใหญ่ซ้อมย่อยใดๆทั้งสิ้น รับวันจริงวันเดียวจบ ไม่มีการแต่งหน้าทำผมฉูดฉาด งานเป็นกันเอง ขนาดที่ว่าเด็กบางคนใส่รองเท้าแตะ ขาสั้นใต้เสื้อครุย และหลังจากรับปริญญานั้นก็มีการแสดงท่าทางดีใจในแบบฉบับของตัวเอง ใครอยากเต้น อยากเอากากเพชรประดับหมวกรับปริญญาก็ทำกันได้ตามใจชอบ

ความต่างตรงนี้เองนี้ทำให้การรับปริญญาที่ไทยและที่นี่มีเสน่ห์ต่างกันไป เช่น งานรับปริญญาที่ไทยซึ่งเป็นงานพิธีการ ถ้าจะให้เด็กนักเรียนมาทำตัวตามใจชอบแบบนี้ก็ไม่เหมาะ แต่เพราะความเป็นพิธีการ มันทำให้งานดูศักดิ์สิทธิ สร้างความภูมิใจให้กับนักเรียนและครอบครัว ที่ฝ่าฟันกับการใช้ชีวิตนักเรียน (สำหรับพ่อแม่ คงต้องใช้คำว่า ใช้เวลาเคี่ยวเข็ญ) ถึงสิบกว่าปี ส่วนงานรับปริญญาที่นี่ มันก็มีเสน่ห์ตรงที่มีความสนุกสนาน นักเรียนสามารถปลดปล่อยความเครียดได้เต็มที่ แต่ที่ไม่ต่างกันเลยก็คือความภูมิใจ ปลาบปลื้มของตัวเราเองและของพ่อแม่ ไม่ว่าไปงานรับปริญญาที่ไหน ถ้าจะให้เปรียบเทียบ มันก็คงเหมือนไปงานแต่งงาน ที่เรารู้สึกได้ถึงความรักลอยอยู่ในอากาศ งานรับปริญญาก็เช่นกัน พี่จะรู้สึกได้ถึงความสุข ความภาคภูมิใจของพ่อแม่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศด้วย

แต่ถึงงานรับปริญญาจะมีความต่าง แต่เด็กไทย (และเด็กเอเชีย) ก็ยังถ่ายรูปไม่ยั้งกันเหมือนเดิม เด็กนักเรียนอเมริกันสู้ไม่ได้เลยทีเดียว 55






Mellow tiger..